ดูบทความคุณตรวจสุขภาพประจำปีแล้วหรือยัง

คุณตรวจสุขภาพประจำปีแล้วหรือยัง

หมวดหมู่: KNOWLEDGE

 

คุณตรวจสุขภาพประจำปีแล้วหรือยัง

ตลอดช่วงเวลา 1 ปีที่คนเราตรากตรำทำงานติดต่อกันมาแน่นอนว่าย่อมส่งผลถึงสุขภาพตัวเองทั้งภายนอกภายใน ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ว่าจะใช้งานร่างกายตัวเองกันอย่างไร บางคนทำงานหนักด้วยการใช้แรงงานเป็นต้นทุน แบกหามกลางแจ้งจนผิวเกรียมแดด บางคนทำงานในห้องปรับอากาศเย็นสบายแต่ต้องใช้สมองอย่างหนักจนมีความเครียดสะสมแทบจะนอนไม่หลับในแต่ละคืน และบางคนก็ทำงานหนักตลอดวันแถมนิยมนอนดึกเป็นนิสัย นี่ยังไม่รวมคนที่มีความสุขกับการกินชนิดที่เรียกว่ากินไม่เลือก ทั้งของมันของหวานน้ำอัดลมกินไม่ยั้งผลไม้ผักไม่เน้น และสุดท้ายก็ไม่เคยออกกำลังกาย ร่างกายก็เป็นเหมือนถังเก็บไขมัน น้ำตาลและสารพิษต่างๆ มาตลอด

                ฉะนั้นอะไรจะดีไปกว่าการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้ได้รู้ว่าร่างกายและอวัยวะทุกส่วนนั้นอยู่ในสภาพใด ยังดีอยู่หรือไม่ เพราะต้องเข้าใจว่าการละเลยไม่ดูแลสุขภาพร่างกายนั้นจะยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแฝงอยู่ในตัวได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคยอดฮิตสำหรับคนเมืองอย่างโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันและโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน ไปจนถึงโรคมะเร็งที่แอบบ่มเพาะอยู่ในอวัยวะตรงนั้นตรงนี้โดยที่เราไม่รู้ตัว

                การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตที่ควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ยิ่งโรคบางชนิดในปัจจุบันแม้จะดูแลสุขภาพดีขนาดไหนก็ยังเกิดขึ้นได้ การตรวจสุขภาพจึงเป็นการให้ความสำคัญกับร่างกายตัวเองอย่างดีเยี่ยมกว่าที่จะรอให้เกิดความผิดปกติในร่างกายเสียก่อนแล้วจึงค่อยไปพบแพทย์ ในต่างประเทศมีการแนะนำให้เริ่มตรวจสุขภาพกันตั้งแต่อายุ 20-25 ปีเพื่อตรวจระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่มักนิยมมาเริ่มกันที่อายุ 30 ปี สำหรับผู้ที่เกิดในครอบครัวที่มีสมาชิกป่วยเป็นโรคที่อาจส่งผ่านทางพันธุกรรมอย่างเบาหวานหรือมะเร็งควรเริ่มต้นตรวจสุขภาพกันตั้งแต่ 20-30 ปีจะดีกว่า ส่วนระยะความถี่ในการตรวจจะขึ้นอยู่กับสภาวะความเสี่ยงที่แพทย์จะวินิจฉัยว่าควรตรวจทุก 1 ปี หรือทุก 3-5 ปีในผู้ที่ยังมีอายุน้อย

                ถามว่าหากต้องการตรวจสุขภาพจะต้องเลือกตรวจส่วนใดบ้าง โดยมากจะเริ่มต้นที่การซักประวัติจากแพทย์เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงจากอายุ อาชีพ อุปนิสัยการใช้ชีวิตทั้งเรื่องอาหารการกิน ประวัติการใช้ยา การออกกำลังกาย ประวัติการเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัว ต้องวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก จากนั้นจะต้องเจาะเลือดเพื่อนำตรวจโดยแยกย่อยการตรวจไปตามจุดประสงค์ในการค้นหาภาวะความผิดปกติต่างๆ และก็มักจะเพิ่มระดับความเข้มข้นในการตรวจออกไปตามช่วงอายุของผู้รับการตรวจซึ่งส่วนใหญ่แบ่งออกกว้างๆ ดังนี้

                - ช่วงอายุน้อยกว่า 30 ปี สิ่งที่แพทย์แนะนำให้ตรวจ คือ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจการทำงานของตับ ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ทรวงอก

- ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป สิ่งที่แพทย์แนะนำให้ตรวจ คือ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจระดับกรดยูริค ตรวจการทำงานของตับ ตรวจหาสารชี้บ่งมะเร็งตับ ตรวจหาสารชี้บ่งมะเร็งลำไส้ ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจอุจจาระเพื่อตรวจพยาธิและความผิดปกติของทางเดินอาหาร ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ในผู้หญิงจะเพิ่มการตรวจเอ็กซเรย์ทรวงอก ตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนส่วนล่าง และตรวจคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap Smear

- ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป สิ่งที่แพทย์แนะนำให้ตรวจ คือ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจสุขภาพตา ตรวจสุขภาพฟัน ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจระดับกรดยูริค ตรวจการทำงานของตับ ตรวจเลือดหาสารชี้บ่งมะเร็งตับ ตรวจเลือดหาสารชี้บ่งมะเร็งลำไส้ ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจอุจจาระเพื่อตรวจพยาธิและความผิดปกติของทางเดินอาหาร ตรวจเอ็กซเรย์ทรวงอก ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนส่วนล่าง ตรวจและวิเคราะห์สมรรถภาพของหลอดเลือดแดง และแน่นอนว่าสำหรับผู้หญิงควรตรวจคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูกทั้งด้วยวิธี Pap Smear และตรวจขั้นสูงขึ้น ส่วนผู้ชายขอให้เพิ่มเติมการตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก

- ช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป สิ่งที่แพทย์แนะนำให้ตรวจ คือ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจสุขภาพตา ตรวจสุขภาพฟัน ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ ตรวจการทำงานของไต ตรวจระดับกรดยูริค ตรวจการทำงานของตับ ตรวจเลือดหาสารชี้บ่งมะเร็งตับ ตรวจเลือดหาสารชี้บ่งมะเร็งลำไส้ ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจเอ็กซเรย์ทรวงอก ตรวจปัสสาวะ ตรวจอุจจาระเพื่อตรวจพยาธิและความผิดปกติของทางเดินอาหาร ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจหาหินปูนและการตีบของหลอดเลือดหัวใจ ผู้หญิงควรตรวจความหนาแน่นของกระดูก ตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนส่วนล่าง ตรวจคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูก ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ส่วนผู้ชายยังคงเน้นตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจภาวะต่อมลูกหมากโต ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศและภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ รวมทั้งตรวจสมรรถภาพการทำงานของหัวใจในขณะออกกำลังกาย

จนถึงช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป นอกจากควรตรวจทุกส่วนในร่างกายและแบ่งแยกตามชายหญิงแล้ว ควรตรวจสมรรถภาพของสมอง ตรวจระดับเกลือแร่ วิตามินและแคลเซียมเพื่อการดูแลกระดูก ตรวจความหนาแน่นของกระดูกบริเวณเอวและสะโพก เนื่องจากวัยสูงอายุเรื่องของกระดูกจะยิ่งมีความสำคัญมากเพราะอาจเริ่มเสื่อมสภาพไปตามวัย

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นในคืนก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพไม่ควรอดนอน ดื่มสุราหรือกาแฟเพราะจะมีผลต่อการตรวจวัดสภาวะต่างๆ ในร่างกาย ผู้หญิงไม่ควรเข้าตรวจสุขภาพในระหว่างมีประจำเดือน ควรเว้นไปในช่วงก่อนหรือหลังการมีประจำเดือนอย่างน้อย 7 วันเพื่อไม่ให้มีเลือดปนในปัสสาวะซึ่งจะทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนผิดพลาด ทั้งหญิงและชายควรสวมเสื้อผ้าที่ง่ายต่อการเปิดแขนเสื้อหรือถอดเปลี่ยนชุดเพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย ควรเข้ารับการตรวจในช่วงเช้าเพื่อไม่ให้สภาวะที่ต้องงดอาหาร 8 ชั่วโมงก่อนตรวจทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพย่ำแย่ สุดท้ายคือในผู้หญิงที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ควรแจ้งแพทย์และพยาบาลผู้ดำเนินการตรวจให้ทราบเพื่อพิจารณาการเอ็กซเรย์ตรวจดูอวัยวะภายใน

การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราดูแลร่างกายตัวเองได้ดีก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอวัยวะต่างๆ เพราะหากรู้ก่อนก็จะช่วยให้การรักษาง่ายขึ้น มีโอกาสสูงที่จะรักษาหายจากโรคนั้นๆ ฉะนั้นการหันมาใส่ใจและเปลี่ยนความคิดที่ว่า “ไม่กล้าตรวจ กลัวเจอ” “ไม่ตรวจหรอก อายหมอ” หรือ “ไม่เห็นต้องตรวจเลย เราเป็นคนแข็งแรง” อาจช่วยชีวิตเราไว้ได้อย่างคาดไม่ถึง

เชื่อเถอะว่ารู้ก่อนย่อมได้เปรียบ

09 พฤษภาคม 2560

ผู้ชม 2952 ครั้ง