ดูบทความโรแมนติกริมฝั่ง กับ 5 แม่น้ำชื่อดังของยุโรป

โรแมนติกริมฝั่ง กับ 5 แม่น้ำชื่อดังของยุโรป

หมวดหมู่: CHECK VOTE

โรแมนติกริมฝั่ง กับ 5 แม่น้ำชื่อดังของยุโรป

 

การสร้างถิ่นฐานทำกินของมวลมนุษยชาติตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ล่วงมามักจะเริ่มในแถบลุ่มแม่น้ำทั้งสิ้น เพราะนอกจากจะใช้เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้แล้ว ก็ยังเป็นพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์และเลี้ยงตัวเอง ฉะนั้นนับจนถึงปัจจุบันทั่วทุกทวีปทั่วโลกจึงมักมีบ้านเรือนประชาชนมากมายอาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำ

แต่ที่พิเศษขึ้นมาสำหรับในแถบยุโรปก็คือ แถบลุ่มแม่น้ำและริมฝั่งที่นอกจากจะเต็มไปด้วยที่อยู่อาศัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำแล้ว ด้านหนึ่งมักกลายเป็นมุมดีๆ ที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม และยิ่งให้บรรยากาศแสนโรแมนติกในวันที่มีอากาศดี หรือเมื่อพูดถึงในมุมของการเป็นเมืองท่องเที่ยว ริมฝั่งแม่น้ำหลายสายในยุโรปกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครๆ ก็ชอบและอยากไปชม เพราะแค่ได้นั่งกินอาหารริมแม่น้ำกันสักนิด ล่องเรือชมธรรมชาติกันสักหน่อย เท่านี้ก็เป็นประสบการณ์ดีๆ เกินจะบรรยายแล้ว

Check Vote ฉบับนี้จะแนะนำให้คุณผู้อ่านรู้จักกับ 5 แม่น้ำสวยๆ แห่งยุโรปที่สวยจับตาจับใจ แม่น้ำบางสายเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาวยุโรปเนื่องจากไหลผ่านหลายประเทศ แม่น้ำบางสายเป็นเส้นทางคมนาคมเก่าแก่มาตั้งแต่ยุคที่มนุษย์ยังล่องเรือทำมาหากินและรบราฆ่าฟันกันจนปัจจุบันก็ยังใช้เป็นเส้นทางสัญจร แม่น้ำบางสายดำรงความเป็นที่สุดในโลก ในขณะที่แม่น้ำบางสายก็กลายเป็นมรดกของผืนโลกไปแล้ว

สำหรับแม่น้ำทั้ง 5 สายในยุโรปที่เราเลือกมาให้ชมนั้นจะอยู่ที่ใดบ้าง และจะมีความสำคัญกับเหล่าประเทศในทวีปยุโรปอย่างไรต้องลองไปชมพร้อมกัน

 

แม่น้ำดานูบ (Danube River)

รายชื่อแม่น้ำในยุโรปที่คนทั่วโลกรู้จักดีต้องมีชื่อของ “แม่น้ำดานูบ” (Danube River) รวมอยู่ด้วย แม่น้ำสายนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ในยุคอาณาจักรโรมัน และยังไหลทอดยาวผ่านเข้าไปถึงในอีกหลายเมืองสำคัญของ 10 ประเทศจากตะวันตกไปสู่ตะวันออกของยุโรป นั่นคือ ฮังการี ออสเตรีย เยอรมัน สโลวาเกีย เซอร์เบีย โครเอเชีย โรมาเนีย บัลแกเรีย มอลโตวา และยูเครน ไปเยือนประเทศเหล่านี้จะได้ชมความงามของแม่น้ำดานูบแน่นอน และแม้จะไหลผ่านในหลายประเทศ แต่ว่ากันว่าจุดที่มีความสวยงามที่สุดในการชมทิวทัศน์ของแม่น้ำดานูบอยู่ที่ออสเตรีย ระหว่างเมืองเวียนนาและเมืองกับลินซ์

แม่น้ำดานูบถูกระบุว่าเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในสหภาพยุโรป และมีความยาวเป็นอันดับสองในทวีปยุโรป ต้นน้ำเกิดอยู่ในป่าแถบประเทศเยอรมนี และเรียกได้ว่าแม่น้ำดานูบเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่เชื่อมต่อเข้ากับแม่น้ำสายย่อยๆ ของแต่ละประเทศแล้วส่งผ่านน้ำไปไหลส่งสู่ทะเลดำ ซึ่งกินความยาวจากต้นน้ำไปจนถึงทะเลดำประมาณ 2,888 กิโลเมตร และสามารถใช้เป็นเส้นทางการเดินเรือได้ไกลถึงประมาณ 2,415 กิโลเมตร

หากนับจากต้นทาง แม่น้ำดานูบจะไหลผ่านเยอรมนีเป็นระยะทางประมาณ 1,800 กิโลเมตร และเมื่อผ่านหลายประเทศมาแล้วก็จะปิดท้ายที่ประเทศสุดท้ายคือโรมาเนีย ซึ่งจะไหลผ่านเป็นระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตรก่อนจะทิ้งตัวลงสู่ทะเลดำโดยผ่าน “สามเหลี่ยมปากน้ำดานูบ” (Danube Delta) ความสำคัญอีกด้านหนึ่งของแม่น้ำดานูบคือการเป็นแหล่งอพยพของนกหลากหลายชนิด จนทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 1991 และอีกหลายพื้นที่ของหลายประเทศมีเรือให้บริการชมธรรมชาติของแม่น้ำดานูบสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 

แม่น้ำเอลเบอ (Elbe River)

ในสาธารณรัฐเช็กมีแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับในแถบยุโรปกลาง นั่นคือ “แม่น้ำเอลเบอ” (Elbe River) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขารีเซนเกเบียร์เกอ และจากนั้นก็จะไหลผ่านภาคกลางของเยอรมนีที่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองฮัมบูร์กแล้วไปออกสู่ทะเลเหนือ ด้วยความยาวตลอดเส้นทางประมาณ 1,165 กิโลเมตร พื้นที่ของปากแม่น้ำกว้างประมาณ 15 กิโลเมตร

ตลอดเส้นทางของแม่น้ำเอลเบอที่ไหลเรื่อยไปในหลายประเทศนั้น ทัศนียภาพริมสองฝั่งแม่น้ำก็จะเปลี่ยนไปตามภูมิภาค บางพื้นที่จะมองเห็นสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีต้นไม้สูงเรียงรายเป็นทิว บางจุดแม่น้ำลอดผ่านใต้สะพานสูงที่มนุษย์สร้างขึ้น บางจุดก็มีป่าหินรายล้อมและเต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน และบางจุดแม่น้ำก็ผ่านเข้ามาในตัวเมือง มองเห็นปราสาทโบราณเป็นฉากหลังที่สวยงาม หรือมีบ้านเรือนของประชาชนแถบนั้นสร้างขึ้นเรียงลดหลั่นกันอยู่ตามเชิงเขา กลายเป็นความงามริมแม่น้ำที่จะมองเห็นได้ชัดยามล่องเรือผ่าน

แม่น้ำเอลเบอเป็นเหมือนเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อเมืองใหญ่ๆ ของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน เช่น ปรากของเช็กและเบอร์ลินของเยอรมนี และยังเป็นเส้นทางสัญจรของเรือสินค้าอีกด้วย โดยความยาวของแม่น้ำประมาณ 870 กิโลเมตรจะเป็นเส้นทางคมนาคมเดินเรือ โดยมีส่วนที่ลึกที่สุดของแม่น้ำประมาณ 16.3 เมตร และยังมีการสร้างเขื่อนกักน้ำเล็กๆ เพื่อช่วยป้องกันการเกิดน้ำท่วมในเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอีกด้วย

 

แม่น้ำลัวร์ (Loire River)

ความสวยงามของ “แม่น้ำลัวร์” (Loire River) ในฝรั่งเศสเกิดขึ้นท่ามกลางการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งได้กลายเป็นเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมที่หาชมได้ยาก โดยเฉพาะในบริเวณที่เรียกว่าเป็น “ลุ่มแม่น้ำลัวร์” (Loire Valley) ที่อยู่ช่วงตอนกลางของฝรั่งเศส และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี 2000 ด้วยเหตุผลของการเป็นพื้นที่แห่งภูมิทัศน์วัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติและมนุษย์ในตลอดช่วงความยาวของแม่น้ำกว่า 260 กิโลเมตร

ที่เรียกว่าเป็นลุ่มน้ำลัวร์ก็เพราะพื้นที่แถบนี้นอกจากจะมีแม่น้ำลัวร์ไหลทอดเป็นแนวยาวแล้ว ริมฝั่งแม่น้ำยังเต็มไปด้วยชุมชนของมนุษย์ และส่วนใหญ่จะเป็นปราสาทหลังงามขนาดใหญ่มากมายกว่า 300 หลังที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 10-20 ซึ่งได้ชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงฐานะที่ร่ำรวยของเจ้าของปราสาทซึ่งเป็นทั้งกษัตริย์และขุนนางทั้งหลายในยุคที่กำลังเห่อความฟุ้งเฟ้อของบุคคลในกลุ่มชนชั้นสูง

โดยเฉพาะ “ปราสาทชองบอร์ด” (Chambord) ปราสาทสไตล์เรอเนซองส์ที่มีขนาดใหญ่อลังการที่สุดในลุ่มแม่น้ำแห่งนี้ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 ด้วยพระประสงค์ที่ต้องการสร้างปราสาทให้ชาวยุโรปพากันอิจฉาในความสวยงามและยิ่งใหญ่ ในขณะเดียวกันเมื่อถึงยุคปัจจุบัน เมื่อได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของลุ่มแม่น้ำลัวร์ก็จะให้อารมณ์เหมือนกำลังอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยายเลยทีเดียว

 

แม่น้ำไรน์ (Rhine River)

แม่น้ำที่ว่ากันว่าเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งในยุโรปและช่วยให้การขนส่งทางเรือของยุโรปมีความสะดวกมากขึ้นมีชื่อว่า “แม่น้ำไรน์” (Rhine River) เป็นแม่น้ำที่มีความยาวทั้งหมดประมาณ 1,312 กิโลเมตร โดยมีต้นทางของแม่น้ำอยู่ในแถบเทือกเขาแอลป์ทางตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นก็จะไหลผ่านไปทางตอนเหนือจนถึงพรมแดนติดต่อระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศส จากนั้นแม่น้ำไรน์ก็จะไหลผ่านเข้าไปยังเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ รวมถึงในประเทศอื่นๆ ของยุโรป เช่น อิตาลี ออสเตรีย ลิกเตนสไตน์ ลักเซมเบิร์ก เบลเยี่ยม และสุดท้ายก็ไปไหลออกที่ทะเลเหนือ

แม่น้ำไรน์มีความสำคัญกับชาวยุโรปมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เเนื่องจากจุดที่ไหลผ่านในแต่ละประเทศนั้นมีกลุ่มพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ทั้งโรงถ่านหิน โรงถลุงแร่เหล็ก และโรงงานผลิตแป้งสาลี ทำให้แม่น้ำไรน์มีความสำคัญมากในแง่ของการเป็นเส้นทางขนส่งและลำเลียงสินค้าทางเรือ โดยเฉพาะการขนส่งถ่านหินที่มีมากกว่าสินค้าชนิดอื่นๆ จนทำให้แม่น้ำไรน์ได้ฉายาว่า “แม่น้ำถ่านหิน” (Coal River)

ส่วนเมืองท่าที่สำคัญซึ่งเป็นจุดขนถ่ายสินค้ามากที่สุดของแม่น้ำไรน์นั้นจะอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำช่วงเมืองรอตเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ที่เราจะมองเห็นเรือสินค้าหลายลำเข้ามาจอดเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อดีนั้นมีอยู่ก็จริง แต่ข้อเสียที่กลายเป็นปัญหาต่อการเดินเรือในแม่น้ำไรน์ก็คือน้ำที่ไหลเชี่ยวในอัตราความเร็วถึง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินเรือ เราจึงมักพบเห็นการเกิดอุบัติเหตุของเรือขนาดเล็กที่กำลังเรือไม่มากพอจะต้านแรงน้ำได้อยู่บ่อยครั้ง

แต่ในอีกมุมหนึ่งแม่น้ำไรน์ก็เป็นที่ใฝ่หาของนักท่องเที่ยว เพราะการล่องเรือชมความงดงามของแม่น้ำ และชมทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยหุบเขาและไร่องุ่นมากมาย มีปราสาทอยู่ริมฝั่งมากบ้างน้อยบ้างตามพื้นที่ หากในย่านใกล้ตัวเมืองก็จะมองเห็นโรงแรมที่พักและร้านอาหารมากกว่าจุดอื่นๆ

 

แม่น้ำวอลกา (Volga)

            ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมอสโกในรัสเซียมีแม่น้ำ “แม่น้ำวอลกา” (Volga) ที่ไหลลงมาจากเทือกเขาวัลได มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 3,690 กิโลเมตร และจะไหลล่องไปจนถึงทะเลแคสเปียน แม่น้ำวอลกาเป็นทั้งแม่น้ำประจำชาติของรัสเซียและเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ความกว้างใหญ่ของแม่น้ำวอลกาทำให้สามารถแบ่งพื้นที่ออกได้เป็น 3 ตอน คือ วอลกาตอนบน ตอนกลาง และตอนปลาย และในสายน้ำใหญ่นี้ก็จะแตกแขนงออกไปเป็นแม่น้ำสายย่อยซอกซอนเข้าไปในหลายเมือง เช่น แม่น้ำเว็ตลูกา แม่น้ำโอกา แม่น้ำกามา และแม่น้ำซูรา

พื้นที่ลุ่มของแม่น้ำวอลกาเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมาก โดยเฉพาะหากเป็นบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำก็จะยิ่งมีประชากรอยู่กันหนาแน่น พื้นที่ชุ่มชื้นเหมาะแก่การอยู่อาศัยนี้มีมากถึงประมาณ 1.35 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของรัสเซีย มีแหล่งเก็บกักน้ำธรรมชาติ และบริเวณที่ห่างออกมาจากริมแม่น้ำก็จะมีประชากรกระจายกันออกไปเพราะจะมีแม่น้ำสายย่อยและคลองเล็กๆ แยกออกมา ซึ่งหากจะรวมจำนวนแม่น้ำสายย่อยและคูคลองทั้งหมดก็นับได้จำนวนกว่า 150,000 สายทีเดียว

แม่น้ำวอลกายังเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์จนกลายเป็นถิ่นที่อยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก โดยเฉพาะจำพวกนกน้ำอย่างนกกระทุงและนกฟลามิงโกจะพบได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ จนเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเราจะมองเห็นน้ำในแม่น้ำกลายสภาพเป็นน้ำแข็งตลอดแนวยาวสุดสายตา และที่สำคัญสำหรับมนุษย์คือการที่แม่น้ำวอลกาเป็นแหล่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ที่มีมากถึง 9 แห่งซึ่งทำงานร่วมกับเขื่อนขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง กลายเป็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่เอื้อประโยชน์ให้มนุษย์และสัตว์เป็นอย่างมาก

 

๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑

 

 

11 พฤษภาคม 2560

ผู้ชม 24847 ครั้ง