ดูบทความมังกรผงาด บนหน้าประวัติศาสตร์ฮ่องกง

มังกรผงาด บนหน้าประวัติศาสตร์ฮ่องกง

หมวดหมู่: CHECK HISTORY

มังกรผงาด บนหน้าประวัติศาสตร์ฮ่องกง

 

แม้ประติมากรรมเท่าตัวจริงของ “บรู๊ซ ลี” (Bruce Lee) ที่ตั้งอยู่ริมอ่าววิคตอเรียบริเวณ Avenue of Star จะทำให้ใครต่อใครหวนระลึกถึงชายผู้นี้อยู่เสมอ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักเขาดีพอให้สมกับการเป็นที่จดจำในวงการภาพยนตร์ฮ่องกงมาตลอดตั้งแต่เขาจากโลกนี้ไป...เราจะมาทำความรู้จักบรู๊ซ ลีไปพร้อมกัน

บรู๊ซ ลี หรือชื่อในภาษาจีน “หลีเสี่ยวหลง” เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ที่ซานฟรานซิสโก พ่อของเขาเป็นชาวจีน ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งจีนเยอรมัน บรู๊ซ ลีเกิดในช่วงที่บิดาเดินทางตระเวนแสดงงิ้วกับคณะทั่วอเมริกา และไม่กี่เดือนหลังจากเขาเกิดครอบครัวก็เดินทางกลับฮ่องกง บรู๊ซ ลีมีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต The Beginning of the Boy” ด้วยวัยไม่กี่ขวบ และได้แสดงภาพยนตร์หลังจากนั้นต่อมาอีกหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง My Son, Ah Chung” ใน พ.ศ. 2493 เมื่ออายุ 10 ขวบ และเป็นภาพยนตร์ฮ่องกงที่ได้ไปฉายในอเมริกาด้วย

ในช่วงวัยรุ่นบรู๊ซ ลีมักมีเรื่องชกต่อยกับเด็กวัยเดียวกันเสมอ ครั้งหนึ่งเขาถูกซ้อมโดยเด็กคนหนึ่งที่มีวิชากังฟู บรู๊ซ ลีจึงเข้าไปขอเป็นศิษย์สำนักมวยหย่งชุนของ “อาจารย์ยิปมัน” และมุ่งมั่นกับการเรียนกังฟูมาตลอด จนปี พ.ศ. 2502 มีการจัดประลองกังฟูระหว่างศิษย์ 2 สำนักในสนามบาสเก็ตบอลบนดาดฟ้าอาคาร บรู๊ซ ลีวัย 19 ปีในฐานะศิษย์ของอาจารย์ยิปมันได้ขึ้นประลองด้วย กติกามีว่าฝ่ายใดก้าวพ้นเส้นเขตสนามถือเป็นผู้แพ้

แต่ยังไม่ทันได้เริ่มประลอง เพียงแค่บรู๊ซ ลีเพิ่งเริ่มถอดเสื้อเขาก็โดนหมัดของคู่ต่อสู้กระแทกเข้าใบหน้าอย่างจังซึ่งถือว่าผิดกติกาอย่างชัดเจน ดังนั้นแทนที่จะเป็นการประลองตามปกติก็กลายเป็นการทะเลาะวิวาทโดยบรู๊ซ ลีโกรธถึงขั้นระดมอาวุธทั้งมือและเท้าใส่คู่ต่อสู้จนสลบคาที่ ส่วนบรู๊ซ ลีมีเพียงรอยเขียวรอบดวงตาจากหมัดแรกของคู่ต่อสู้เท่านั้น แต่ต้องถูกผู้ปกครองของคู่ต่อสู้เข้าแจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้บิดามารดาของบรู๊ซ ลีจำต้องส่งเขากลับไปอยู่ซานฟรานซิสโกอีกครั้ง โดยไปอาศัยและช่วยงานอยู่ที่ร้านอาหารของญาติ ก่อนจะย้ายไปยังซีแอตเทิลในเวลาต่อมา และเปิดคอร์สเต้นรำในจังหวะชะชะช่าซึ่งเขาเคยได้แชมป์เต้นรำประเภทนี้มาแล้วที่ฮ่องกง

จากนั้นบรู๊ซ ลีได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวอชิงตันโดยเลือกเรียนด้านปรัชญา และเป็นสถานที่ที่ทำให้เขาพบกับ “ลินดา ลี แคดเวลล์” และตัดสินใจแต่งงานกันตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ระหว่างนั้นบรู๊ซ ลีเริ่มต้นเปิดโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวไปด้วย จนเข้าสู่วัย 24 ปี ใน พ.ศ. 2507 บรู๊ซ ลีย้ายที่อยู่อีกครั้งไปยังโอ๊คแลนด์ แล้วเปิดโรงเรียนสอนกังฟูอีกครั้งโดยครั้งนี้ไม่จำกัดเฉพาะชาวจีนอย่างที่เคยทำมา งานนี้ทำรายได้ให้เขาอย่างสูงท่ามกลางความไม่พอใจของอาจารย์กังฟูชาวจีนในย่านไชน่าทาวน์ที่เห็นบรู๊ซ ลีสอนศิลปะการป้องกันตัวนี้ให้กับชาวต่างชาติถึงขนาดส่งสาส์นเตือนมาโดยตลอด แต่บรู๊ซ ลีไม่ได้ใส่ใจนัก

เมื่อไม่ยอมรับฟัง ผู้อาวุโสจึงส่ง “หว่อง แจ็กแมน” ถือสาส์นประลองมาท้าเดิมพันว่า หากหว่อง แจ็กแมนสามารถใช้ท่าหมัดกระเรียนขาวคว่ำบรู๊ซ ลีลงได้ บรู๊ซ ลีต้องล้มเลิกการสอนกังฟูให้กับชาวต่างชาติ บรู๊ซ ลีรับคำท้าทันที และแน่นอนว่าเขาสามารถใช้วิชามวยหย่งชุนคว่ำหว่อง แจ็กแมนเละเทะไม่เป็นท่าจนถึงกับวิ่งหนีและร้องขอยอมแพ้ในเวลาเพียง 30 วินาทีเท่านั้น แต่กลับเป็นชัยชนะที่บรู๊ซ ลีไม่ภูมิใจนัก เพราะเขาคิดว่าใช้เวลานานเกินไปกว่าจะหยุดคู่ต่อสู้ลงได้ จึงคิดปรับแนวการต่อสู้เพื่อหยุดคู่ต่อสู้ให้ได้ในเวลา 6 วินาที และเป็นที่มาของวิชามวย “จีทคุนโด” (Jeet Kune Do) ของบรู๊ซ ลีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พ.ศ. 2509 บรู๊ซ ลีร่วมแสดงภาพยนตร์ในแวดวงฮอลลีวูด แม้ภาพยนตร์จะไม่โด่งดังมากนัก แต่บรู๊ซ ลีกลับเริ่มมีชื่อเสียงขึ้น จน พ.ศ. 2514 บรู๊ซ ลีตัดสินใจกลับฮ่องกง และได้รู้จักกับผู้ผลิตภาพยนตร์ฮ่องกงอย่าง “เรย์มอนด์ เชา” (Raymond Chow) จนทำให้บรู๊ซ ลีได้เป็นพระเอกเต็มตัวในภาพยนตร์เรื่อง The Big Boss” หรือชื่อที่ชาวไทยรู้จักดีคือ “ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง” ซึ่งได้มาถ่ายทำในเมืองไทย ตามมาด้วย The Chinese Connection” หรือ “ไอ้หนุ่มซินตึ๊งล้างแค้น” ใน พ.ศ. 2515 บรู๊ซ ลีโด่งดังทั่วเอเชียด้วยลีลาเพลงมวยของตัวเองและทำรายได้มหาศาลแบบฉุดไม่อยู่

จากนั้นบรู๊ซ ลีได้เปิดบริษัทสร้างภาพยนตร์ของตัวเอง เขาลงมือเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ด้วยตัวเอง เริ่มเรื่องแรกคือ The Way of the Dragon” ฉายในอเมริกาในชื่อ Return of the Dragon” และฉายในเมืองไทยด้วยฉายาของเขา “ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง บุกกรุงโรม” ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในอิตาลี และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตของบรู๊ซ ลี และยังมี Enter the Dragon” หรือ “ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง มังกรประจัญบาน” ในปี พ.ศ. 2516 ซึ่งยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดสำหรับภาพยนตร์กังฟูฮ่องกงในยุคนั้น

แต่เรื่องบางเรื่องก็เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด เพราะในขณะที่บรู๊ซ ลีกำลังโด่งดังและเป็นขวัญใจคอภาพยนตร์ทั่วเอเชียนั้น ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Game of Death” หรือ “ไอ้หนุ่มซินตึ๊งเกมมรณะ” นักแสดงสาว “เบ็ตตี ติงเพ่ย” (Betty Ting Pei) โทรศัพท์เรียกรถพยาบาลให้นำร่างบรู๊ซ ลีที่นอนหมดสติอยู่ในห้องพักส่งโรงพยาบาล และจากนั้นบรู๊ซ ลีก็เสียชีวิต โดยแพทย์ลงความเห็นว่าบรู๊ซ ลีซึ่งป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองบวมเสียชีวิตจากอาการแพ้ยาแก้ปวดที่ติงเพ่ยให้กินก่อนที่เขาจะหลับไปและปลุกไม่ตื่นอีกเลย แต่ต่อมาแพทย์ชาวอเมริกันสันนิษฐานว่าบรู๊ซ ลี น่าจะเสียชีวิตด้วยโรคลมบ้าหมูอย่างกะทันหัน ซึ่งเกิดจากการทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ

บรู๊ซ ลี เสียชีวิตในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 เขาจากไปด้วยวัยเพียง 33 ปีเท่านั้น เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานของมังกรหนุ่มเลือดนักสู้ผู้เชื่อมั่นในตัวเองและใช้ร่างกายตัวเองหนักมาโดยตลอด เขาคือศิษย์ที่โด่งดังที่สุดของอาจารย์ยิปมันผู้ยิ่งใหญ่ และที่ลืมไม่ได้เลยคือมวยจีทคุนโดที่บรู๊ซ ลีใช้ความสามารถคิดค้นและรวมเอาศิลปะการต่อสู้เกือบ 30 แขนงมาไว้ด้วยกันนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในศิลปะการป้องกันตัวที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

บรู๊ซ ลีไม่มีวันตายไปจากความทรงจำของผู้ศรัทธาแน่นอน

 

๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑

 

11 พฤษภาคม 2560

ผู้ชม 3495 ครั้ง