ดูบทความSadako Sasaki

Sadako Sasaki

หมวดหมู่: CHECK HISTORY

Sadako Sasaki เมื่อโลกร่ำไห้แด่เธอ

 

แม้จะผ่านครั้งหนึ่งแห่งโศกนาฏกรรมโหดร้ายที่สุดของมวลมนุษยชาติมาแล้วเกือบ 70 ปี แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการเอ่ยถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ความตื่นกลัว เศร้าและหดหู่มักแล่นเข้าจับขั้วหัวใจของมนุษย์ยุคปัจจุบันเสมอ ด้วยรู้ดีว่าภัยแห่งสงครามครั้งนั้นสร้างความเจ็บปวดไว้ให้แก่ผู้ที่ยังคงอยู่อย่างไรบ้าง และหนึ่งในนั้นมีเรื่องราวของ “ซาดาโกะ ซาซากิ” (Sadako Sasaki) ร่วมอยู่ด้วย

8 นาฬิกา 15 นาทีของวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 กองทัพสหรัฐอเมริกาหอบหิ้วเจ้า Little Boy” ระเบิดนิวเคลียร์ข้ามทวีปมาทิ้งลงเหนือน่านฟ้าเมืองฮิโรชิมา Little Boy แหวกฝ่าอากาศลงมาก่อนจะระเบิดเหนือพื้นดินราว 600 เมตร แผดกัมมันตรังสีออกเป็นวงกว้าง มองเห็นเป็นกลุ่มควันสีขาวก้อนมหึมาเหมือนดอกเห็ดสูงนับ 10 กิโลเมตร ชาวฮิโรชิมาเสียชีวิตจากความร้อนของกัมมันตรังสีที่มีอุณหภูมิมิสูงถึง 3,800 องศาเซลเซียสทันที 70,000 คน ทิ้งให้อีกจำนวนไม่น้อยต้องทรมานจากการถูกเผาไหม้เหมือนตายทั้งเป็น

เด็กหญิงซาดาโกะ ซาซากิ ในวัย 2 ขวบที่อาศัยอยู่ใกล้กับสะพานมิซาซะในตัวเมืองฮิโรชิมาเป็น หนึ่งในจำนวนผู้รอดชีวิต จุดระเบิดนั้นห่างจากบ้านของเธอประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น ท่ามกลางความโกลาหลทั่วฮิโรชิมาชั่วขณะนั้นนอกจากคุณยายเพียงคนเดียวแล้วทุกคนในครอบครัวของเธอรอดชีวิตทั้งหมด

เหตุการณ์แห่งความเศร้าสะเทือนใจคงไม่เกิดขึ้นหากซาดาโกะไม่ได้พบว่าตัวเธอเองในวัย 11 ปีซึ่งเป็นเด็กแข็งแรงและเป็นนักวิ่งคนเก่งของโรงเรียนจะถูกตรวจพบที่โรงพยาบาลว่ากำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหลังจากที่เธอหน้ามืดและล้มลงในขณะซ้อมวิ่ง และนับแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตที่น่าสนุกของเด็กหญิงผู้นี้ก็ต้องยุติลง เธอต้องอยู่ที่โรงพยายาลเพื่อวางแผนรักษาโรคร้ายนี้ทันที ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่าจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผ่านแม้ซาดาโกะจะรอดชีวิตมาได้ แต่ร่างกายของเธอกลับได้รับสารกัมมันตรังสีและปรากฏอาการใน 9 ปีให้หลัง และก็ไม่มีใครรู้อีกเช่นกันว่าในหัวใจของเด็กวัย 11 ปีผู้ที่เคยร่าเริงและแข็งแรงจะรู้สึกอย่างไรกับความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเองครั้งนี้

ซาดาโกะใช้เวลาทั้งหมดนอนพักอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา และแล้วความหวังของเธอก็เริ่มต้นขึ้นใหม่เมื่อเพื่อนนักเรียนคนสนิทที่หมั่นมาเยี่ยมเยียนเธอเป็นประจำได้พับกระดาษเป็นรูปนกกระเรียนมามอบให้ เพื่อนของเธอเล่าว่านกกระเรียนเป็นนกศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความสุข ความโชคดี และการมีอายุยืน หากใครพับนกกระเรียนกระดาษจนครบ 1,000 ตัวก็จะกลับมาแข็งแรงและหายป่วยได้อีกครั้ง และเพื่อนรักคนนี้ยังได้พับนกกระเรียนมามอบให้ซาดาโกะ 1 ตัวพร้อมกับบอกว่า “นี่เป็นนกกระเรียนตัวแรกของเธอนะ”
                การก่อตัวขึ้นของพลังแห่งความหวังผลักดันให้ซาดาโกะลุกขึ้นพับนกกระเรียนด้วยกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อย แววตาของเธอมุ่งมั่นว่าชีวิตที่สดใสของเธอจะต้องย้อนคืนกลับมาเมื่อเธอพับนกกระดาษได้ครบ 1,000 ตัว และแม้ว่าแม่ของเธอจะพยายามเตือนให้เธอวางมือเพื่อพักผ่อนเท่าใดก็ตาม เธอก็เพียงแค่บอกกับแม่ว่า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ หนูยังมีแรงพับกระดาษ นี่เป็นความหวังสุดท้ายของหนู” 

และไม่ใช่เพียงแค่ตัวเองเท่านั้น ซาดาโกะยังชักชวนให้เด็กอีกหลายคนที่ป่วยด้วยโรคเดียวกับเธอหันมาพับนกกระเรียนเพื่ออธิษฐานให้หายป่วยเสมือนเป็นการส่งมอบกำลังใจให้แก่กัน ซาดาโกะมีความหวังเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ เธอยังคงพับนกกระเรียนทุกวัน และมันก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซาดาโกะเฝ้ามองและเฝ้านับนกกระเรียนที่พับด้วยฝีมือตัวเองทุกวันด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริง อาการป่วยของซาดาโกะแสดงผลชัดเจนขึ้นในวันหนึ่งขณะที่เธอกำลังจะลุกเดินไปหากระดาษกลับมาพับนกก็พบว่าขาของตัวเองบวมและเขียวคล้ำ และจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนด้วยตัวเองอย่างอิสระไม่ได้อีกต่อไป ต้องนอนอยู่บนเตียงโดยมีแม่คอยป้อนข้าวป้อนน้ำและดูแลอย่างใกล้ชิด จนในที่สุดซาดาโกะก็จากโลกนี้ไปในเช้าวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ด้วยวัยเพียง 12 ปี ยุติจำนวนนกกระเรียนกระดาษที่เธอพับไว้ที่ 644 ตัวตลอดเวลาที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

 

เพื่อนนักเรียนของซาดาโกะช่วยกันสานฝันด้วยการพับนกกระเรียนจนครบ 1,000 ตัวแล้วนำมันใส่ลงในโลงศพฝังไปพร้อมกับเพื่อนผู้จากไป เรื่องราวของซาดาโกะถูกกล่าวขานสืบต่อกันมาทั้งในรูปแบบของการเล่าสู่กันฟัง ทั้งการเขียนและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ โดยเฉพาะที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดก็คือหนังสือเรื่อง Sadako and the Thousand Paper Cranes” หรือในชื่อภาษาไทย “ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว” ผลงานการเขียนของ Eleanor Coerr” นักเขียนชาวอเมริกันซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ. 2520 ก่อนจะได้รับการแปลและตีพิมพ์ด้วยภาษาอื่นๆ ในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ยังมีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อการรำลึกถึงซาดาโกะในสวนสันติภาพของเมืองฮิโรชิมา เป็นรูปปั้นซาดาโกะที่กำลังยืนยื่นมือทั้งสองประคองนกกระเรียนสีทองเอาไว้เหมือนเป็นตัวแทนของความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าจากนี้และตลอดไปทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวโลกจะไม่มีวันลืมเธอ

๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑

11 พฤษภาคม 2560

ผู้ชม 2658 ครั้ง