ดูบทความDon Quixote อัศวินนักฝัน

Don Quixote อัศวินนักฝัน

หมวดหมู่: CHECK HISTORY

Don Quixote อัศวินนักฝัน

 

ผ่านจตุรัส “พลาซา เด เอสปานยา” (Plaza de Espana) ในมาดริด มองเห็นอนุสาวรีย์ของนักเขียนชาวสเปน “มิเกล เด เซอร์บันเตส” (Miguel de Cervantes) ก็พาให้ใจอยากเล่าถึงรูปปั้นอัศวินและคู่หูที่ขี่ม้าขี่ลาอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งแม้ว่าสองบุรุษนี้จะเป็นเพียงหนึ่งในตัวละครเอกของนวนิยายชื่อดังของเซอร์บันเตส แต่พลังแห่งจินตนาการของอัศวินผู้นี้กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านมายาวนานกว่า 400 ปี อัศวินในมาดองอาจบนหลังม้าผู้นี้คือบุรุษแห่งลามันชานามว่า “ดอน กิโฆเต” (Don Quixote)

ปี พ.ศ. 2148 นวนิยายเสียดสีล้อเลียนชีวิตอัศวินจากปลายปากกาของมิเกล เด เซอร์บันเตสเกิดขึ้นครั้งแรกในภาษาสเปนชื่อเรื่องว่า El ingenioso hidalgo Don Quixote de la Mancha” หรือ “ดอน กิโฆเต แห่งลามันชา ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” เนื้อเรื่องเล่าถึงชายวัยห้าสิบเศษที่สภาพร่างกายเริ่มเสื่อมไปตามอายุ แต่ด้วยหัวใจที่หลงใหลไปกับนวนิยายแนวอัศวินทำให้เขาทำทุกวิถีทางในการสรรหานิยายแนวนี้มาอ่าน และคลั่งไคล้ถึงขนาดยอมขายที่ดินเพื่อนำเงินมาแลกเป็นนวนิยายที่ตัวเองชื่นชอบ

เมื่ออ่านมากเข้าก็พาให้จินตนาการฟุ้งไปว่าตัวเองคืออัศวินจริงๆ คิดได้ดังนั้นก็คว้าเอากระดาษแข็งมาตัดเป็นเสื้อเกราะและหมวกอัศวิน จูงม้าตัวเก่งที่ผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงจนยกขาหน้าแทบไม่ไหวมาเป็นพาหนะประจำตัวอัศวินผู้กล้า ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ม้าตัวเองว่า “โรสินันเต” แล้วขี่มันออกสู่โลกภายนอก ขนานนามให้ตัวเองเสียใหม่นับแต่นั้นว่า “ดอน กิโฆเต แห่งลามันชา” ตามถิ่นกำเนิดของตัวเอง

 

จินตนาการไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะท่านอัศวินดอน กิโฆเตได้แต่งตั้งชายชาวนาผู้หนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ติดตามด้วยการใช้ลาเป็นพาหนะพร้อมตั้งชื่อให้ผู้ติดตามกิตติมศักดิ์ว่า “ซานโช” โดยซานโชยอมติดตามดอน กิโฆเตไปทุกหนทุกแห่งเพราะเชื่อในคำสัญญาว่าอัศวินผู้นำของเขาจะมอบที่ดินเป็นการตอบแทน จากนั้นพวกเขาก็พากันออกผจญภัยไปในโลกแห่งจินตนาการ ดอน กิโฆเตมองเห็นชาวบ้านชายหญิงที่แต่งตัวมอซอเป็นเหมือนเจ้าหญิงเจ้าชายในเครื่องแต่งกายงดงาม เห็นเจ้ายักษ์ร้ายพร้อมเข้าจู่โจม ทั้งๆ ที่ยักษ์ร้ายที่ว่านี้เป็นแค่กังหันลม และไม่ต่างอะไรกับฝูงแกะกลางทุ่งที่เป็นกองทหารในสายตาของอัศวิน

ด้วยความหวังดีจากเพื่อนบ้านผู้แสนประเสริฐทำให้มีใครหลายคนพยายามชักชวนให้ดอน กิโฆเตเลิกล้มการเดินทางที่ดูบ้าบอนี้เสียแล้วกลับบ้านไปทำมาหากินเช่นเดิม แต่ด้วยความมุ่งมั่นและพลังร้อนแรงแห่งจินตนาการพลุ่งพล่านของดอน กิโฆเต นอกจากจะไม่ยอมกลับแล้ว บางครั้งยังทำให้ผู้หวังดีเหล่านี้ไขว้เขวจนเกือบจะหลวมตัวเชื่อเขาอยู่หลายครั้งหลายครา

ในระดับผิวเผินผู้ที่ได้รู้เรื่องราวของดอน กิโฆเตอาจคิดเพียงว่าเขาเป็นแค่ชายวิกลจริตจอมเพ้อฝันคนหนึ่ง แต่หากฉาบฉวยเพียงเท่านั้นนวนิยายเรื่องนี้คงไม่ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดกาล เพราะแม้จะได้รับคำวิจารณ์ถึงเนื้อเรื่องในทางลบบ้าง แต่ก็ยังเป็นที่ยอมรับว่านี่คือนวนิยายที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งของโลก ด้วยความที่ดอน กิโฆเตคือตัวแทนของผู้ที่มีฝันและพลังแห่งจินตนาการ เป็นตัวแทนของผู้ที่มีศรัทธาในตัวเอง มีศรัทธาในการมีชีวิตอยู่ มองโลกในมุมที่อยากมอง มองโลกด้วยจินตนาการเพื่อเลือกมองข้ามในสิ่งที่ดูต้อยต่ำ แต่ใช้จินตนาการผลักดันให้ทุกสิ่งทุกอย่างน่ามองไปหมด ทั้งการมองตัวเองในมุมบวก มองเพื่อนร่วมโลกอย่างให้เกียรติ และไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคใดในชีวิตแม้จะเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตัวเองก็ตาม

หลังจากนวนิยายเล่มแรกถูกเขียนขึ้นแล้ว สิบปีให้หลังเซอร์บันเตสก็เขียนเล่มสองออกมา โดยให้ตอนจบเป็นวาระสุดท้ายของดอน กิโฆเต แต่อย่างไรก็ตามอัศวินของเราผู้นี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านพร้อมกับเนื้อเรื่องที่สร้างพลังชีวิตให้กับผู้อ่านได้เสมอ กระทั่งถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นละครบรอดเวย์ในชื่อ บุรุษแห่งลามันชา” (Man of La Mancha) จนมีเพลงประกอบยอดเยี่ยมสุดประทับใจอีกเพลงหนึ่งเกิดขึ้นในโลกใบนี้ในชื่อ The Impossible Dream” หรือ "สู่ฝันอันยิ่งใหญ่"

สำหรับในบ้านเรานอกจากจะมีการแปลนวนิยายเรื่องนี้เป็นภาษาไทยแล้ว เพลง The Impossible Dream ยังถูกถอดความแล้วนำมาร้อยเรียงเป็นบทประพันธ์โดยท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงขึ้น รวมกันแล้วเราจึงได้ฟังเพลง “ความฝันอันสูงสุด” มาจนถึงทุกวันนี้

 

๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑

11 พฤษภาคม 2560

ผู้ชม 7886 ครั้ง