อุ้มบุญ อุ้มชีวิต

หมวดหมู่: KNOWLEDGE

 

อุ้มบุญ อุ้มชีวิต   

 

               เชื่อว่าถึงแม้ก่อนหน้านี้จะไม่มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการ “อุ้มบุญ” ออกมาตามสื่อต่างๆ คนไทยก็พอจะได้ยินคำนี้มานานแล้ว ตามความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการอุ้มบุญที่รู้ๆ กันก็คือการ “ตั้งครรภ์แทน” หรือ “อุ้มท้องแทน” ในกรณีที่คู่สามีภรรยาไม่สามารถมีบุตรได้ตามธรรมชาติ จะด้วยเหตุผลของสุขภาพ อายุ หรือความไม่พร้อมใดๆ ก็ตาม

              เอาเป็นว่าความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอุ้มบุญแบบง่ายๆ ก็คือจะมีการอุ้มท้องแทนกันแล้วเมื่อคลอดออกมาก็มอบทารกตัวน้อยให้กับผู้เป็นพ่อแม่ที่แท้จริงไปเลี้ยงดูต่อไป

 

              คุณผู้อ่านเองก็เข้าใจความหมายของการอุ้มบุญเช่นนั้นใช่ไหม

              อันที่จริงตามความหมายที่ว่ามานั้นก็ถือไม่ผิด แต่เอาเข้าจริงพอมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องดังเช่นข่าวที่เราเห็นกันก็จะพาให้งงและเริ่มยุ่งยากหัวใจ เอาเป็นว่าเราลองมาคุยกันในด้านการแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งกับความหมายของการอุ้มบุญกันก่อนดีกว่า

              การอุ้มบุญมีความหมายทางการแพทย์ว่า เป็นการยืมมดลูกผู้อื่นเพื่อให้ตั้งครรภ์แทน โดยผู้ยืมนั้นอาจมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะการไร้มดลูก เกิดความผิดปกติของมดลูก หรือเกิดภาวะที่ตัวอ่อนไม่ฝังตัวมดลูกตัวเอง ทำให้เมื่อมีการปฏิสนธิก็ยากเย็นที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ในรายที่ต้องการมีบุตร การอุ้มบุญจึงเป็นทางเลือกยอดนิยมอีกทางหนึ่ง

              ในทางการแพทย์ การอุ้มบุญนั้นแพทย์จะนำไข่จากฝ่ายหญิงมาผสมกับอสุจิของฝ่ายชาย กรณีนี้หากนำทั้งสองส่วนนี้ไปเลี้ยงลงในหลอดแก้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilisation-IVF) นั่นเอง แต่หากนำฉีดเข้าไปให้ฝังตัวอยู่ในมดลูกของผู้ที่ยินยอมตั้งครรภ์แทน นี่แหละจึงเรียกว่าเป็นการอุ้มบุญ

 

              แต่การอุ้มบุญก็จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

  1. 1. การอุ้มบุญเทียม (Partial Surrogacy หรือ Gestational Carrier) ซึ่งก็คือขั้นตอนที่เราพูดถึงเมื่อครู่ คือการใช้อสุจิจากฝ่ายชาย และใช้ไข่จากฝ่ายหญิงซึ่งเป็นคู่สามีภรรยากันมาผสมกันแล้วฉีดลงไปฝังตัวในมดลูกของแม่อุ้มบุญ วิธีนี้ทารกที่คลอดออกมาก็จะไม่มีสายพันธุกรรมใดเกี่ยวข้องกับแม่อุ้มบุญเลย เพราะเพียงแค่ฝังตัวอ่อนฝากเลี้ยงจนโตเท่านั้น
  2. 2. การอุ้มบุญแท้ (Full Suroogacy หรือ Traditional Surrogacy) วิธีนี้แพทย์จะฉีดอสุจิของฝ่ายชายผู้เป็นสามีของคู่ที่ต้องการมีบุตรเข้าไปผสมกับไข่ของแม่อุ้มบุญ และให้ตัวอ่อนฝังตัวลงในมดลูกของแม่อุ้มบุญ โดยที่ฝ่ายหญิงผู้เป็นคู่ของฝ่ายชายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในขั้นตอนนี้ นิยมใช้เมื่อฝ่ายหญิงไม่มีรังไข่ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาทางสุขภาพจนต้องตัดมดลูกออกไป

              แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการใด ท้ายที่สุดแล้วผู้เป็นแม่อุ้มบุญก็จะอุ้มท้องจนครบกำหนดที่ทารกจะคลอดออกมา และดูแล้วในปัจจุบันการอุ้มบุญเทียมจะได้รับความนิยมมากกว่า ที่เป็นข่าวคราวครึกโครมอย่างที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็เป็นการอุ้มบญเทียมทั้งนั้น

              งานนี้ผู้เป็นแม่อุ้มบุญจึงมักถูกตั้งข้อกำหนดไว้ค่อนข้างมาก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเจริญอยู่ได้จนถึงกำหนดคลอด ข้อกำหนดที่ว่านี้ก็เช่น ต้องมีความหนาของผนังมดลูกที่เหมาะสม และต้องมีความพร้อมด้านฮอร์โมน นั่นคือต้องมีระดับฮอร์โมนในร่างกายเหมือนกับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ทั่วไป เรื่องนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์โดยการจัดฮอร์โมนให้รับประทานล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งท้องให้ได้มากที่สุด

              ที่ต้องไม่ลืมเลยคือแม่อุ้มบุญต้องมีอายุอยู่ในช่วง 20-35 ปี หรือถ้าได้ 23-27 ปียิ่งดีใหญ่ เพราะอยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ และแม่อุ้มบุญต้องเคยตั้งครรภ์หรือมีบุตรมาแล้วอย่างน้อยที่สุด 1 คน เพื่อให้พอจะมีประสบการณ์ในการตั้งท้องและดูแลตัวเองในช่วงตั้งครรภ์ได้ เพราะหากไร้ประสบการณ์หรือเป็นท้องแรกก็อาจจะไม่ราบรื่นนักในตลอด 9 เดือนนี้ ที่สำคัญที่สุดคือต้องได้รับความยินยอมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เป็นสามีของแม่อุ้มบุญด้วย ไม่อย่างนั้นอาจมีปัญหาตามมาได้ในภายหลัง

              ส่วนใหญ่การอุ้มบุญในเมืองไทยมักเลือกบุคคลผู้เป็นพี่น้องหรือญาติใกล้ชิดมากกว่าเลือกแม่อุ้มบุญทั่วไป เพราะบางครั้งการตั้งครรภ์นาน 9 เดือนมีผลอย่างมากให้แม่อุ้มบุญบางรายเกิดความผูกพันกับเด็กในท้อง และบางรายเมื่อคลอดออกมาแล้วเกิดเป็นกรณีเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นแม่ไปเสียอีก เพราะอย่าลืมว่ามกฎหมายบ้านเราผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาที่แท้จริงและถูกบันทึกชื่อลงในสูจิบัตรเด็กแรกเกิดคือผู้ที่ให้กำเนิดเด็กออกมา

            ซึ่งถ้าสามีภรรยาคู่ใดมีปัญหาเรื่องนี้ตามมาก็เรียกว่ามีปัญหากันตั้งแต่เริ่มอยากมีลูกจนกระทั่งลูกคลอดออกมากันเลยทีเดียว

 

๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑

11 พฤษภาคม 2017

ผู้ชม 863 ครั้ง