ดูบทความเที่ยวจอร์แดนไปกับ Royal Jordanian Airlines

เที่ยวจอร์แดนไปกับ Royal Jordanian Airlines

หมวดหมู่: HOT REVIEW

เที่ยวจอร์แดนไปกับ
Royal Jordanian Airlines

มีโอกาสรู้จักประเทศจอร์แดนมากขึ้นก็เมื่อ Checktour Magazine ได้รับเกียรติอย่างมากมายจาก “โรแยลจอร์แดเนียน” Royal Jordanian Airlines (RJ) สายการบินแห่งชาติจอร์แดนที่ชวนไปเที่ยวด้วยกันเมื่อไม่นานมานี้ และความสนุกในการเที่ยวจอร์แดนที่มีมากอยู่แล้วก็ยิ่งมีมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเมื่อได้เที่ยวไปกับพี่ๆ น้องๆ จากหลายบริษัททัวร์ที่พร้อมร่วมมือกันสร้างเส้นทางเที่ยวชมประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของโลกบนแผ่นดินตะวันออกกลางแห่งนี้ให้เป็นที่รู้จัก และท้ายที่สุด Fam Trip ครั้งนี้ก็ทำให้เกิดมิตรภาพในกลุ่มบริษัททัวร์จากการร่วมใช้ชีวิตกินเที่ยวอยู่ด้วยกัน 4 วัน 3 คืน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันข้อมูลจากประสบการณ์ของแต่ละคน ช่วงเวลาไม่นานแต่ความสัมพันธ์จะยาวนานยิ่งกว่าเพื่อตอกย้ำว่าพวกเราคือเพื่อนและพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจกันอีกต่อไป ที่สำคัญคือทริปนี้ทำให้เราได้รู้จักสายการบินโรแยลจอร์แดเนียนมากขึ้นด้วย ได้สัมผัสประสบการณ์บินข้ามทวีปที่มาพร้อมอาหารเครื่องดื่มและการบริการชวนประทับใจ ทำให้ตลอดระยะเวลาเกือบ 9 ชั่วโมงบนเครื่องบินเป็นเหมือนช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่แสนสบาย ไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลงหรือเลือกนอนหลับ ตลอดเส้นทางโรแยลจอร์แดเนียนตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารครบถ้วน เพื่อให้เราเตรียมความพร้อมสู่การทำความรู้จักกับจอร์แดนอย่างเต็มที่

ROYAL JORDANIAN AIRLINES
สายการบิน โรแยลจอร์แดเนียน เป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศจอร์แดน มีเครือข่ายเส้นทางการบินครอบคลุมกว่า 56 จุดหมายปลายทางทั่วโลก สำหรับเส้นทางการบินจากประเทศไทย เป็นเที่ยวบินที่ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ให้บริการบินตรงเส้นทางกรุงเทพไปยังกรุงอัมมาน เมืองหลวงของประเทศจอร์แดน (ไป-กลับ) ทุกวันๆ ละ 1 เที่ยวบิน โดยใช้เครื่องบินแบบ Boeing 787 Dreamliner ขนาด 24 ที่นั่ง สำหรับชั้นธุรกิจ และ 246 ที่นั่ง สำหรับชั้นประหยัด ซึ่งทุกที่นั่งมีการติดตั้งเบาะที่นั่งโดยสารที่มีความทันสมัยและมีหน้าจอโทรทัศน์ส่วนตัวที่มาพร้อมระบบให้สาระความบันเทิงในระหว่างเที่ยวบินสำหรับทุกชั้นโดยสาร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BKK Office (02)-638-2960 เราคาดหวังว่าความน่าสนใจของจอร์แดนจะเป็นแรงผลักได้อย่างดีให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และเรายังมั่นใจอีกว่าเพียงทำความรู้จักกับจอร์แดนผ่านคอลัมน์นี้จะทำให้คุณผู้อ่านได้เป้าหมายการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จอร์แดนเป็นอีกหนึ่งจุดหมายในชีวิตที่ไม่ควรพลาด และนับถึงตอนนี้สายการบินก็มีให้บริการพร้อมที่สุดแล้ว ทัวร์นำเที่ยวก็มีไม่น้อย เพราะฉะนั้นเที่ยวจอร์แดนไม่ยากอย่างที

 

เราเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงดึกเพื่อถึง สนามบินนานาชาติควีนอเลีย (Queen Alia International Airport) กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดนในช่วงเช้ามืด และเข้าแถวยื่นหนังสือเดินทางเพื่อทำวีซ่า เพราะสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและอีกหลายประเทศที่เข้ามาเที่ยวจอร์แดนจะได้รับอนุญาตให้ทำวีซ่าแบบ “Visa On Arrival-VOA” ที่สนามบินได้ทั้งที่สนามบินนานาชาติควีนอเลียและสนามบินนานาชาติคิงฮุสเซน (King Hussein International Airport) กรุงอะคาบา โดยที่ไม่ต้องยื่นขอวีซ่าล่วงหน้ามาตั้งแต่ที่บ้านเราดำเนินเรื่องทำวีซ่ากันแวบเดียวเราก็รับหนังสือเดินทางคืนแล้วออกจากสนามบินมุ่งหน้าไปยังโรงแรม “Intercontinental Jordan” เพื่อกินอาหารเช้าและพักผ่อนกันชั่วครู่ก่อนจะเดินทางไปพบกับเป้าหมายแรกของเราที่ “เมืองมาดาบา” (Madaba) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอัมมานประมาณ 30 กิโลเมตร ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งโมเสกเพราะเคยเป็นเมืองศูนย์กลางของการผลิตกระเบื้องโมเสก ทั้งยังมีประวัติความเป็นมากว่า 4,500 ปีแล้วด้วย

ภูเขาเนโบ้ Mount Nebo
โปรแกรมหลักที่ทำให้เรามายังเมืองมาดาบาก็คือต้องการมาชม “ภูเขาเนโบ้” (Mount Nebo) สถานที่สำคัญหนึ่งในตำนานเรื่องเล่าที่ว่าหลังจาก “โมเสส” (Moses) ชายผู้รับ “บัญญัติ 10 ประการ” จากพระผู้เป็นเจ้าและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างชาติอิสราเอลโดยปลดแอกทาสชาวยิวจากอียิปต์ โมเสสนำพาทาสยิวหนีจากอียิปต์มุ่งหน้าไปยังเยรูซาเลม (Jerusalem) แต่ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ก็ทรงมีพระบัญชาให้กองทหารอียิปต์ไล่ล่าเพื่อสังหารยิวให้หมด เมื่อเดินทางมาถึงทะเลแดงเพื่อข้ามไปยังฝั่งจอร์แดนก็ได้พบกับปาฏิหาริย์แห่งพระผู้เป็นเจ้าให้น้ำทะเลแหวกออกเป็นทางเดินให้ยิวทั้งหลายเดินผ่านไป และทะเลก็ปิดลงเมื่อยิวถึงฝั่งทำให้ทหารอียิปต์ที่ไล่ตามมาพากันล้มตายจนหมด

แต่โมเสสก็ไปไม่ถึงเยรูซาเลมเพราะเสียชีวิตลงที่นี่เสียก่อนในวัย 120 ปีซึ่งก็คือพื้นที่แถบภูเขาเนโบ้นี่เอง โดยใช้เวลานับตั้งแต่เริ่มต้นเดินทางถึง 40 ปี ส่วนยิวทั้งหลายก็เดินทางต่อไปจนถึงจุดหมาย นอกจากนี้ตามตำนานความเชื่อยังมีว่าโมเสสได้ปักไม้เท้าคู่ใจลงบนพื้นทรายจนบังเกิดเป็นตาน้ำขึ้นให้ชาวยิวอพยพได้กินได้ใช้ ต่อมาบริเวณนี้ก็กลายเป็นโอเอซิสที่มีต้นไม้งอกงามเขียวขจี

อนุสรณ์แห่งโมเสส Memorial of Moses
บนภูเขาเนโบ้ยังเป็นที่ตั้งของ “อนุสรณ์แห่งโมเสส” (Memorial of Moses) และเป็นจุดที่จะมองเห็นโอเอซิสแห่งตำนานที่ว่านี้ได้ชัดเจน ด้านหน้ามีหินก้อนใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อต้อนรับ “สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2” (Saint John Paul II) ในปี 2000 และเป็นปีที่สมเด็จพระสันตะปาปาฯประกาศให้ที่นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หินก้อนนี้ถูกออกแบบสลักไว้อย่างมีความหมายเพราะมีทั้งรูปใบหน้าคนและรอยประทับฝ่ามือซึ่งเป็นการออกแบบโดยศิลปินชาวอิตาเลี่ยน ส่วนอนุสรณ์แห่งโมเสสก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อการระลึกถึงโมเสสนั่นเอง
ด้านหน้าทางเข้าจัดวางหินก้อนใหญ่สลักชื่อสถานที่ไว้ชัดเจน ภายในนอกจากจะมีพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์แล้วยังมีโบสถ์ที่สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 4 แต่ถูกทิ้งเป็นโบสถ์ร้างทรุดโทรมมาตั้งแต่ปี 1564 ได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้งจนสวยงามก็ในปี 1993 พิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงภาพเก่า แผนที่ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับและกระเบื้องโมเสก ด้านหลังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามซึ่งมองเห็นไกลไปถึงทะเลเดดซี (Dead sea) และเยรูซาเลม

 

ปราสาทเครัค Kerak Castle
พักกินอาหารกลางวันกันที่ร้าน “Haret” โดยช่วงบ่ายเรามีโปรแกรมเที่ยวกันต่อที่ “ปราสาทเครัค” (Kerak Castle) ซึ่งตั้งอยู่ใน “เมืองเครัค” (Kerak) ปราสาทหลังนี้สร้างโดยกลุ่มนักรบครูเสดในปี 1142 เป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ มีอุโมงค์และห้องต่างๆ แยกออกเป็นสัดส่วน ทุกวันนี้อาจจะเหลือเพียงซากปราสาทที่มีส่วนผุพังไปมากตามกาลเวลา แต่ยังมีร่องรอยของสถาปัตยกรรมที่สวยงามและบ่งบอกถึงความสามารถในการออกแบบของคนยุคนั้นที่เลือกสร้างให้อุโมงค์เป็นตัวรับน้ำหนักของปราสาท มีช่องแสงเหนือเพดานเพื่อให้แสงจากภายนอกส่องสว่างเข้ามาถึงภายใน
ที่นี่สวยงามเพราะมีซากแห่งอารยะให้เราชม มีบันไดเล็กๆ ให้ค่อยๆ เดินขึ้นไปชมภายในอาคารและวิวโดยรอบเพราะตัวปราสาทนั้นตั้งอยู่บนที่ราบสูง

เราชมอดีตแห่งสงครามครูเสดอยู่พักใหญ่ก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ คราวนี้ต้องนั่งรถกันยาวๆ เพื่อไปยังไฮไลท์สำคัญของทริป นั่นคือนครเพตรา แต่จากเมืองเครัคไปยังเพตราต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง ระยะทางไม่ใช่ปัญหาเพราะเราแวะระหว่างทาง “New Jerusalem Rest House” เพื่อชมของฝากและสินค้าท้องถิ่นของจอร์แดนที่มีหลากหลายมาก เสื้อผ้า เครื่องกระเบื้อง เครื่องโลหะ เครื่องสำอางและโคลนพอกบำรุงผิว สมาชิกพี่ๆ น้องๆ ของเราช้อปปิ้งกันนานก่อนจะได้ของถูกใจกันมาคนละชิ้นสองชิ้น นิยมกันมากที่สุดเห็นจะเป็นเสื้อผ้าและผ้าโพกศีรษะซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายตามแบบชาวเบดูอิน (Bedouin) แห่งดินแดนทะเลทราย หลายคนแปลงโฉมตัวเองทันทีที่สวมใส่จนดูกลมกลืนกลายเป็นคนพื้นเมืองไปในพริบตา


เราเดินทางถึงเพตราในช่วงค่ำและเข้าพักในโรงแรม “Movenpick Hotel-Petra” ที่นี่ทำเลดีมากเพราะตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าสู่นครเพตราพอดิบพอดี สมาชิกแต่ละท่านชักชวนให้กินอาหารเย็นและเตรียมนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่เพราะต่างก็รู้กันดีว่าการตื่นไปลุยนครเพตราในวันรุ่งขึ้นนั้นแม้จะยิ่งใหญ่แต่ก็ยากลำบากอยู่ไม่ใช่น้อย งานนี้จึงมีแต่ใจล้วนๆ ที่ต่างคนต่างอยากนำพาตัวเองไปถึงจุดหมายที่ว่ากันว่าไปกลับยาวไกลหลายกิโลเมตรแน่นอน

 

นครเพตรา Petra
หลังจากอร่อยกับอาหารเช้าแล้วพวกเราก็เตรียมความพร้อมกันด้านหน้าทางเข้าสู่พื้นที่ของ “วนอุทยานเพตรา” ซึ่งนอกจากจะมีร้านขายสินค้าพื้นเมืองแล้วยังมี “ศูนย์บริการข้อมูลเพตรา” (Petra Visitor Center) และเป็นสถานที่ขายบัตรสำหรับการสัมผัสเพตราให้ถึงหัวใจ 1 คนต่อบัตร 1 ใบ สนนราคาประมาณ 2,000 บาท สำหรับบัตร 1 วัน 1 คืน และราคาจะลดลงกว่านี้เล็กน้อยหากเลือกเป็นบัตร 2 วัน 2 คืนเพราะภายในนครเพตรานั้นกว้างใหญ่มาก เที่ยวชมกัน 1 วันอาจไม่ครบทุกจุดและจะต้องใช้พละกำลังค่อนข้างมาก เฉพาะเส้นทางเดินจากประตูถึงจุดเริ่มต้นก็ 800 เมตรเข้าไปแล้ว รวมเวลาเดินชมทั้งไปและกลับอย่างเบาะๆ ก็อาจจะ 3-4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยทีเดียว

ขาเข้าอาจจะเหนื่อยน้อยหน่อยเพราะเป็นการเดินลงเนิน และเพราะความเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ทำให้เราตั้งใจจะดั้นด้นเข้าไปให้ได้แม้บัตรผ่านประตูจะรวมสิทธิพิเศษในการขี่ลาเพื่อช่วยทุ่นแรงช่วงหนึ่งของทางเดินแต่ก็ยังคิดว่าหากได้เดินด้วยเท้าตลอดเส้นทางเราจะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิตได้แน่นอนและใช่จะมีแค่ระยะทางไกล แต่ในบางจุดยังต้องปีนป่ายไต่ภูเขาหินอยู่บ้าง ย้ำว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยแต่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายให้ดีพอสมควร แล้วจะประทับใจมากมายกับนครเพตราแห่งนี้ ทั้งยังได้ถ่ายภาพและชมความสวยงามของภูเขาหินที่ยิ่งใหญ่มากอีกด้วย

สำหรับที่มาที่ไปของนครเพตรานั้นก็ต้องเล่าว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาหินและหน้าผาสูงชัน ในอดีตราวศตวรรษที่ 4 มีชาวนาบาเตี้ยนเข้ามาปักหลักพักอาศัย สร้างถิ่นฐานของชนชาติตัวเองขึ้นด้วยการขุดเจาะภูเขาหินเป็นถ้ำ เป็นบ้าน เป็นที่อยู่อาศัยรวมถึงเป็นสุสานด้วย แต่เมื่อเข้าสู่ยุคที่อียิปต์เข้ามายึดครองชาวนาบาเตี้ยนก็เริ่มมีอารยธรรมอียิปต์เข้ามาปะปน รวมเข้ากับยุคถัดมาที่ถูกเปลี่ยนมือเป็นโรมัน และตามมาด้วยกองทัพมุสลิมที่เข้ายึดเพตราในศตวรรษที่ 7 ก็กลายเป็นความผสมผสานในอารยธรรม แต่แล้วด้วยเหตุแห่งสงครามและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 363 ก็ทำให้เพตราถูกทิ้งร้างไว้ยาวนานถึง 700 ปี จนมาถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1812 โดย “โจฮันน์ ลุดวิก เบิร์กฮาดท์” (Johann Ludwig Burckhardt) นักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นเบิร์กฮาดท์เริ่มต้นเขียนหนังสือเรื่อง “Travel in Syria” ซึ่งทำให้ชาวโลกได้รู้จักจอร์แดน และอยากมาชมความยิ่งใหญ่ของเมืองโบราณที่ได้ฉายาว่าเป็น “นครสีชมพู” ในที่สุดยูเนสโก้ก็ขึ้นทะเบียนให้เพตราเป็นมรดกโลกไปในปี 1985

มหาวิหารเอลคาซเนท์ Al Khazneh
การเดินทางของเราในนครเพตราครั้งนี้ต้องบอกตามตรงว่าสาหัสพอสมควร แต่ก็มีเรื่องราวสนุกๆ ตลอดเส้นทางที่เดินไปด้วยกันตั้งแต่ต้นทาง แวะถ่ายภาพกันสนุกสนานสลับกับการรับฟังข้อมูลจากไกด์ท้องถิ่นไปด้วย เราเดินผ่านทางเดินเล็กๆ ซึ่งขนาบข้างด้วยแนวเขาที่เบียดตัวเข้ามาจนเกือบชิดกันที่เรียกว่า “ซิค” (Siq) ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการกัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน แถมหินยังสวยงามเพราะมีลวดลายตามธรรมชาติ รวมทั้งมีรูปทรงแปลกตา บ้างก็ชวนให้จินตนาการว่าคล้ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ อย่างหินรูปช้างก็ดูจะคล้ายช้างเสียจริงๆ
เราเดินผ่านซิคยาวไกลไปจนออกสู่กลางแจ้งและก็ต้องตื่นตาเมื่อได้พบ “วิหารเอลคาซเนท์” (Al Khazneh) สิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นจากการเจาะภูเขาหินและสลักอย่างสวยงามจนเป็นวิหารสูงกว่า 40 เมตรและมีความกว้างถึง 28 เมตร ลักษณะการออกแบบเห็นได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมผสมสานทั้งอียิปต์และโรมัน สวยงามมากเพราะสลักได้สัดส่วนโดยแบ่งภายในออกเป็น 3 ห้องเรียงหน้ากระดาน ด้านหน้าเป็นเสาสูงขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเพื่อเป็นทั้งสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาและสุสาน รายละเอียดในหลายส่วนแตกหักเสียหายไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมองเห็นความยิ่งใหญ่ชนิดต้องแหงนชมคอตั้งบ่า และบริเวณด้านหน้าวิหารแห่งนี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและฝูงอูฐที่เจ้าของนำมาหารายได้ด้วยการให้นักท่องเที่ยวขึ้นขี่เที่ยวชมในบริเวณใกล้เคียง

ถึงวิหารแล้วก็ใช่ว่าจะสุดทาง เพราะยังมีอีกวิหารที่ห่างไกลออกไปพอสมควร แต่เส้นทางที่จะนำไปก็ทำให้เราได้พบกับ “โรงละครโรมัน” (Roman theatre) ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามจากการแกะสลักภูเขาจนกลายเป็นโรงละครสำหรับชมการแสดงหรือแข่งกีฬา เดินผ่านมาอีกจนเริ่มล้าก็โชคดีได้พักครึ่งทางเพื่อกินข้าวเที่ยงที่ร้าน “Basin Restaurant” ได้พักขาเอาแรงพร้อมอิ่มข้าวอิ่มน้ำแล้วก็นัดแนะกับสมาชิกใจสู้ทั้งหลายที่ยืนยันว่าจะลุยกันต่อเพื่อไปพบกับวิหารอีกหลังแบบไม่มีใครยอมแพ้ ปวดขาเมื่อยขายังไม่เท่าไหร่ แต่การได้เห็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ถือว่าคุ้มสุดชีวิตแล้ว

เดินกันอีกพักใหญ่ ยาวนานเป็นกิโลเมตรเราก็ได้พบกับอีกวิหารที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์กว่าจุดแรกแต่ก็ดูเงียบเหงาเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่ากันมาก กว่าจะมาถึงจุดนี้เราก้าวขาเดินขึ้นบันไดกันเกือบ 1,000 ขั้น แถมบางจุดเป็นเพียงเนินหินที่ไม่ได้มีขั้นบันได ต้องใช้กำลังขาปีนป่ายกันเอง มีพ่อค้าแม่ค้านั่งขายสินค้าพื้นเมืองและส่งเสียงทักทายนักท่องเที่ยวให้ได้ยินตลอดทาง บางจุดมีร้านขายเครื่องดื่มไว้ให้แวะพักขาซึ่งช่วยได้มาก และสุดท้ายเราก็เดินไปถึงจุดหมายปลายทางซึ่งเป็นยอดเขาที่มีจุดชมวิวสวยงามมาก แต่ความงามของวิวยังไม่เท่าความภูมิใจที่กัดฟันเดินร่วมกันมาจนถึง
ขากลับซึ่งจะโหดกว่าขามาเพราะจะเป็นการเดินขึ้นเนิน ในสภาพที่ขาอ่อนแรงมากแล้วหลายคนเลือกขี่ลาและรถลากกลับ มีไม่กี่คนที่กัดฟันเดินเท้ากลับเพื่อให้ได้สัมผัสความยากลำบากกันถึงที่สุด คนที่เลือกขี่ลานั้นแม้ในบัตรจะรวมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้แล้วแต่ก็ควรมีทิปให้คนจูงลาประมาณ 2-3 ดอลลาร์ก็จะเป็นการดี และทั้งที่เริ่มต้นกันตั้งแต่เช้าแต่กว่าจะกลับออกมาจากนครเพตราอีกครั้งก็เย็นย่ำ เรายังคงพักและกินข้าวเย็นกันที่ Movenpick Hotel-Petra เช่นเคย ช่วงค่ำยังชวนกันเดินย้อนกลับเข้าสู่นครเพตราอีกครั้งยังจุดวิหารเอลคาซเนท์เพื่อชมการแสดงรอบค่ำที่อาจจะไม่ชวนตื่นตาตื่นใจมากนักเพราะเป็นเพียงการแสดงดนตรีสไตล์ท้องถิ่น และปิดท้ายด้วยการฉายแสงสีสะท้อนให้เห็นวิหารยามค่ำ แต่ก็ถือเป็นอีกประสบการณ์ที่ต่างไปจากที่เราได้เห็นในช่วงกลางวันมากอยู่เหมือนกัน

ทะเลทรายวาดิรัม Wadi Rum
นวดขานวดแข้งและนอนพักเอาแรงกัน 1 คืนก็เที่ยวต่อ โปรแกรมถัดมาในอีกวันหนึ่งเป็น “ทะเลทรายวาดิรัม” (Wadi Rum) ทะเลทรายกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยภูเขาหินมากมาย ในอดีตทะเลทรายวาดิรัมคือเส้นทางของกองคาราวานที่เดินทางถึงกันระหว่างซาอุดิอาราเบีย จอร์แดน ซีเรีย และปาเลสไตน์ แต่ที่ทำให้ชาวโลกรู้จักทะเลทรายวาดิรัมมากที่สุดก็คงเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Lawrence of Arabia” ที่ใช้ทะเลทรายวาดิรัมเป็นโลเกชั่นเพื่อเล่าถึงช่วงหนึ่งของชีวิต “ที.อี. ลอว์เรนซ์” (T. E. Lawrence) หรือ “ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย” สายลับคนสำคัญแห่งกองทัพอังกฤษที่รักในความเป็นอาหรับเสียเหลือเกินและกลายเป็นเพื่อนร่วมรบของ “เจ้าชายไฟซาล” ในสงครามอาหรับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจริงในทะเลทรายวาดิรัมแห่งนี้

การชมทะเลทรายวาดิรัมของพวกเราคราวนี้ไม่ต้องเดินเท้าเหมือนเมื่อครั้งเที่ยวเพตรา แต่เรานั่งรถปิกอัพตะลุยทรายไปด้วยกันเพื่อเปิดประสบการณ์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน งานนี้ทุกคนเตรียมหมวกและแว่นกันแดดพร้อม รถแล่นฝ่าไปบนผืนทรายท่ามกลางแดดที่ร้อนจัดแต่กลับสนุกและตื่นเต้น ทิวทัศน์สองข้างทางดูยิ่งใหญ่สมกับความเป็นทะเลทรายในตำนาน ได้แวะชมร่องรอยการสลักบนผนังหินเป็นรูปวิถีชีวิตของชาวทะเลทรายซึ่งมีทั้งรูปมนุษย์และอูฐ สันนิษฐานว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอายุยาวนานถึง 3,000 ปีมาแล้ว

มาเที่ยวทะเลทรายแน่นอนว่าต้องทดลองขี่อูฐซึ่งเป็นสัตว์พาหนะที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของชาวทะเลทรายอย่างมาก เส้นทางมากกว่า 1 กิโลเมตรในราคาประมาณ 25 ดอลลาร์แลกมาด้วยประสบการณ์ที่จะจำไม่ลืม พวกเรากว่า 20 ชีวิตจึงก้าวลงรถปิกอัพเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนสมาชิกแห่งกองคาราวานขี่หลังอูฐเดินทางต่อไปจนถึง “Captain Camp” ร้านอาหารที่จำลองแบบให้เหมือนกับจุดแวะพักของกองคาราวานจริงๆ เพราะตั้งอยู่กลางทะเลทราย มีกระโจม อาหารและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับ แต่ที่ทำให้มื้อกลางวันของเราเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นก็คือเพลงเพราะๆ จากนักดนตรีที่ขับกล่อมเราตลอดจนทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

ทะเลสาบเดดซี Dead Sea
เดินทางไกลกันอีกครั้งจากทะเลทรายวาดิรัมไปยัง “ทะเลสาบเดดซี” (Dead Sea) ที่ไม่มีใครในโลกนี้ไม่รู้จัก ทะเลเดดซีได้ชื่อว่าเป็นทะเลที่น้ำมีความเค็มมาก และมากจนถึงขนาดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดอาศัยอยู่ได้ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ “ทะเลสาบแห่งความตาย” นั่นเอง น้ำในทะเลสาบเดดซีเค็มกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึง 9 เท่า และอยู่ในพื้นที่ที่ต่ำกว่าจุดที่ต่ำที่สุดของโลกถึง 400 เมตร แต่ที่ดึงดูดชาวโลกให้เดินทางมาเที่ยวมาชมก็คือความเค็มของน้ำนี่แหละที่ทำให้เราสามารถลอยตัวอยู่ได้ เพราะมีปริมาณเกลือโซเดียมคลอไรด์ละลายอยู่ในน้ำทะเล 1 ลิตรถึง 340 กรัม ในขณะที่น้ำทะเลทั่วไปมีเกลือละลายอยู่เพียง 35 กรัมในน้ำปริมาตรเท่ากัน ฉะนั้นเมื่อเทียบจากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 810 ตารางกิโลเมตรและลึกเฉลี่ย 200 เมตรแล้วทะเลสาบเดดซีจะมีปริมาณเกลือละลายอยู่ในน้ำสูงถึง 10,523,000,000 ตัน

คืนแรกในเดดซีเราเข้าพักกันที่ “Holiday Inn- Dead Sea” ซึ่งห้องพักดีเยี่ยมพอๆ กับที่อาหารอร่อยมาก โรงแรมส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นริมทะเลเดดซีจะจัดพื้นที่ไว้สำหรับลูกค้าสามารถลงลอยน้ำทะเลเล่นได้อย่างอิสระภายในรั้วทุ่นที่ล้อมไว้เพื่อความปลอดภัยก่อนที่ลูกค้าจะเผลอลอยหายออกนอกพื้นที่ไปแบบไม่รู้ตัว แต่ด้วยความเค็มจัดก็จะมีข้อห้ามสำหรับความสนุกครั้งนี้คือลอยน้ำทะเลแค่เพียง 10-15 นาทีก็น่าจะเพียงพอและปลอดภัยต่อผิว รวมถึงห้ามว่ายหรือตีน้ำเพื่อไม่ให้น้ำทะเลกระเด็นเข้าตาเข้าปาก บอกเลยว่าความเค็มของน้ำในทะเลสาบเดดซีสามารถทำลายเนื้อเยื่อตาได้ง่ายๆ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ แต่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงเดดซีก็คือการพอกโคลนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุเพื่อบำรุงผิวซึ่งทางโรงแรมจะจัดไว้ให้พร้อม มีมุมอาบน้ำจืดก่อนเดินกลับเข้าโรงแรมอีกต่างหาก

กรุงอัมมาน Amman
จากทะเลเดดซีเรามาปิดทริปกันที่ “กรุงอัมมาน” (Amman) เมืองหลวงของจอร์แดนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่น้อยไปกว่าเมืองไหนๆ แต่สำหรับโปรแกรมของเราครั้งนี้อัมมานคือพื้นที่พูดคุยธุรกิจของเหล่าพี่ๆ น้องๆ บริษัททัวร์เพื่อการต่อยอดธุรกิจท่องเที่ยวที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวไทยให้ได้รู้จักจอร์แดน (Business Matching) การพบปะกันกับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจอร์แดนชั้นนําครั้งนี้อยู่ที่ “Land Mark Hotel” โรงแรมหรูเลอเลิศที่สุดอีกแห่งในอัมมาน
นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้เราได้พบกับเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวประเทศจอร์แดน (Jordan Tourism Board-JTB) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นสู่การเปิดช่องทางประชาสัมพันธ์เส้นทางและช่องทางเชื่อมโยงธุรกิจการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งบรรยากาศโดยรวมถือว่าดีมาก และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายว่าหลังจากนี้ไปจอร์แดนจะยิ่งเป็นที่รู้จักเพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวไทยสนใจและเลือกจอร์แดนเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

 

นอัมมานเราไปชม “ป้อมปราการแห่งอัมมาน” (Amman Citadel) ที่ในอดีตเคยเป็นป้อมสังเกตการณ์การรบของเมืองมาก่อน จึงตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดในจอร์แดน มีป้อม อาคารเก่าและโบสถ์อยู่ภายใน เพียงแต่ทุกวันนี้เหลือเพียงซากแตกหักของสิ่งก่อสร้างที่ส่วนใหญ่ทำจากหินแต่ก็ดูอลังการไปอีกแบบ ด้านหนึ่งเป็นจุดชมวิวที่ทำให้เราเห็นอาคารบ้านเรือนของชาวอัมมานแบบพาโนราม่าที่มักปลูกไล่ระดับตามแนวเชิงเขา และก็ปลูกชิดติดกันจนดูแออัดและแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้เห็น แต่ก็ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองที่ใครไปใครมาเป็นต้องแวะชม
ภายในนอกจากจะมีป้อมปราการและโบสถ์เก่าที่ออกแบบภายในอย่างวิจิตรบรรจงแล้วเรายังได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ในยุคโรมันอีกด้วย แต่การมาเที่ยวที่นี่จุดหนึ่งที่เราไม่ควรเดินผ่านไปเสียเฉยๆ แต่แนะนำให้ชมก็คือแผ่นหินที่จารึกชื่อเมืองหลวงของจอร์แดนในแต่ละยุคไว้ได้อย่างครบถ้วน กว่าจะมาถึงอัมมานนั้นจอร์แดนเคยมีเมืองหลวงแรกในยุคมนุษย์ถ้ำที่เรียกว่า “ราบบัธ อัมมูน” (Rabbath-Ammon) จนถึงยุคโรมันยึดครองก็มีเมืองหลวงชื่อว่า “ฟิลาเดลเฟีย” (Philladelphia) ก่อนจะมาเป็น “ซอลท์” (Salt) และเปลี่ยนเป็นอัมมานในปี 1921 ถึงปัจจุบัน อายุอานามของอัมมานก็เฉียดร้อยปีเข้าไปแล้ว

ก่อนกลับเมืองไทยเราแวะชม “โรงละครโรมัน” (Roman Theater) อีกแห่งในอัมมานที่สร้างขึ้นในปี 169 ที่นี่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ก็เพราะมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ภายในโรงละครสามารถจุผู้ชมได้ถึง 6,000 ที่นั่ง ปัจจุบันนอกจากโรงละครแห่งนี้จะถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ ของเมืองแล้วก็ยังเป็นพื้นที่นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจของชาว
อัมมานอีกด้วย

ทริปนี้จบลงหลังจากที่เราร่วมอาหารค่ำกันที่ “Sufra Restaurant” ร้านที่อาหารส่วนใหญ่ปรุงในสไตล์ท้องถิ่นแท้ๆ ซึ่งคนไทยอาจจะกินยากอยู่สักหน่อย แต่หากต้องการเข้าถึงความเป็นจอร์แดนจริงๆ ก็ต้องลอง จนเมื่ออิ่มท้องกันแล้วเป้าหมายสุดท้ายของเราก็คือสนามบินนานาชาติควีนอเลีย (Queen Alia International Airport) เพื่อเดินทางกลับด้วยความสุขและประทับใจอย่างมากมายทั้งกับสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งในจอร์แดนและกับเพื่อนร่วมเที่ยวร่วมกินและร่วมสนุกทุกคน


เราคาดหวังว่าความน่าสนใจของจอร์แดนจะเป็นแรงผลักได้อย่างดีให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และเรายังมั่นใจอีกว่าเพียงทำความรู้จักกับจอร์แดนผ่านคอลัมน์นี้จะทำให้คุณผู้อ่านได้เป้าหมายการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จอร์แดนเป็นอีกหนึ่งจุดหมายในชีวิตที่ไม่ควรพลาด และนับถึงตอนนี้สายการบินก็มีให้บริการพร้อมที่สุดแล้ว ทัวร์นำเที่ยวก็มีไม่น้อย เพราะฉะนั้นเที่ยวจอร์แดนไม่ยากอย่างที่คิด แต่จะช่วยเปิดโลกแห่งการท่องเที่ยวในอีกมุมหนึ่งของโลก
ได้อย่างดีที่สุด และเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่บนดินแดนหนึ่งในอาหรับที่คุณเองจะไม่มีวันลืมเลย

 

สนับสนุนการเดินทางโดย

สายการบิน Royal Jordanian 

www.rj.com

 

 

11 พฤษภาคม 2017

ผู้ชม 2004 ครั้ง