โรคซึมเศร้าแรงขนาดใหนกันเชียว...

หมวดหมู่: KNOWLEDGE

Major  โรคซึมเศร้า Depressive  Disorder

   โรคซึมเศร้าร้ายแรงขนาดไหนกันเชียว...

       ความจริงแล้ว โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) ถือเป็นกลุ่มโรคทางจิตเวชที่ให้ผลรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาเยียวยาดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การรักษาเยียวยาที่ว่านี้ไม่เกิดขึ้นก็คือ “ความไม่รู้” นั่นเอง ตรงนี้สำคัญ เพราะโรคซึมเศร้าใช่ว่าจะไม่แสดงอาการ แต่เพราะคนรอบข้างอาจไม่สังเกตและไม่เอะใจ ผู้ป่วยก็จะจมอยู่กับอาการขั้นเริ่มต้นจนค่อยๆ สะสมเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงขึ้นได้เชื่อมโยงกับข้อมูลที่ว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเป็นกลุ่มที่มีสถิติฆ่าตัวตายสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า และในกลุ่มผู้ที่ฆ่าตัวตายพบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าอยู่ก่อนแล้ว เฉพาะในบ้านเราเมื่อปี 2557 ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตพบว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า 110,000 คน และในจำนวนนี้ยังไม่ได้รับการรักษาเลย ไม่ว่าจะป่วยด้วยสาเหตุใดแต่สาเหตุนั้นจะค่อยๆ บั่นทอนให้เขาไม่มีทางออก หมดหนทางปลอบโยนตัวเอง และสุดท้ายก็ตัดสินใจจบชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากเพราะนั่นอาจหมายถึงว่าช่วงเวลาแห่งการก่อสภาพทางอารมณ์ขึ้นนั้นเขาไม่เคยได้รับความใส่ใจจากคนรอบข้างเลย เราลองมาดูกันว่า จริงๆ แล้วโรคซึมเศร้ามีลักษณะอาการอย่างไร และเราจะมีวิธีดูแลผู้ป่วยซึ่งอาจเป็นคนใกล้ตัวของเราเองได้อย่างไรบ้างขยายความกันให้ชัดถึงความหมายของโรคนี้ได้ว่า ในทางการแพทย์โรคซึมเศร้าเกิดจากการลดปริมาณลงของสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า “เซโรโทนิน” (Serotonin) ทำให้ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางจิตใจ อารมณ์และความคิด อาจเกิดความวิตกกังวลจนทำให้ขาดความสุขในชีวิตเพราะจะมีความหม่นหมองเข้ามาแทนที่จนดำเนินชีวิตไม่ได้ ทำงานไม่ได้ ท้อแท้ หดหู่ เบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่างพาให้นอนไม่หลับ รู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่าจนไม่น่าจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป และสุดท้ายก็นำไปสู่การฆ่าตัวตายดังหลายกรณีตัวอย่างที่เราเคยเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้นอกเหนือจากการที่สารเซโรโทนินในสมองจะปรับเปลี่ยนปริมาณจนเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกหลากหลาย บางรายเกิดจากกรรมพันธุ์ที่มีพ่อแม่และเครือญาติเคยเป็นโรคนี้และมาถูกกระตุ้นด้วยสาเหตุลักษณะนี้ บางรายเกิดการกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงจากการสูญเสียต่างๆ ในชีวิต เช่น อกหัก คนที่รักเสียชีวิต เครียดจากสภาวะตกงาน เครียดจากหนี้สินท่วมตัว ฯลฯ การที่ต้องอยู่กับปัญหาเหล่านี้นานๆ ยิ่งมีผลอย่างมากและยิ่งเร่งอาการให้เกิดขึ้นชัดเจนขึ้น จากสถิติที่เคยพบปรากฏว่าผู้หญิงจะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชายและพบในผู้ป่วยอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่สำคัญคือผู้ป่วยอาจเก็บอาการไม่แสดงออกนานถึง 2 ปี ในขณะที่บางรายเพียงไม่กี่เดือนก็มีอาการให้เห็นแล้ว

อาการที่บ่งชี้ว่าเข้าข่ายหรือกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งคนรอบข้างสามารถสังเกตเห็นได้ และควรพบมากกว่า 3 ข้อนานเกิน 2 สัปดาห์ ได้แก่

  พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยร่าเริงคุยเก่งก็กลายเป็นเงียบ ซึม เศร้า ไม่ช่างพูดช่างคุยเช่นเคย

  มักเก็บตัวอยู่คนเดียว และอาจนอนหลับทั้งวันโดยไม่อยากออกไปพบเจอใคร

  ไม่สนใจกิจกรรมที่ชอบเหมือนเคย

  เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือหลับแล้วตื่นกลางดึกด้วยความเครียดอยู่บ่อยๆ

  อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง

  รู้สึกทุกข์ใจจนร้องไห้ออกมาบ่อยๆ

  มักบ่นให้ได้ยินว่าเบื่อหน่ายชีวิต รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า สูญเสียความมั่นใจ ผิดหวังในตัวเอง

  อยากตายให้พ้นไปจากโลกนี้

     แนวทางการรักษาโรคซึมเศร้าขั้นแรกควรเริ่มจากการสังเกตและเอาใจใส่คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเพื่อรับรู้ได้เร็วหากแสดงอาการของโรค ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเข้ารับการรักษาที่รวดเร็วตามไปด้วย หากพบอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรชักชวนผู้ป่วยพบแพทย์เพื่อปรึกษา เล่าอาการให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย แนวทางการรักษาของแพทย์หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคซึมเศร้าคือให้ยาแก้โรคซึมเศร้า (Antidepressant Drugs) ปริมาณตามอาการเพื่อลดความวิตกกังวลโดยผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์ และในช่วง 1 เดือนเป็นต้นไปผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีขึ้นจนเห็นได้ชัด กลับมาเป็นคนเก่าที่เราคุ้นเคย ส่วนจะให้ยาต่อไปหรือไม่จะอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ทั้งนี้แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยมีญาติและคนใกล้ชิดช่วยกันดูแล ให้ผู้ป่วยมองโลกในอีกมุมที่จะไม่ทำให้ต้องอยู่กับความทุกข์อย่างที่เป็น แนะให้เกิดความเข้าใจโลกที่ทุกคนต้องพบกับความสูญเสีย ความผิดหวังได้ทุกเมื่อ ฝึกมองโลกในแง่ดีเพื่อให้สามารถจัดการกับทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้โดยไม่คิดว่าตัวเองสิ้นหนทาง โดยเฉพาะญาติพี่น้องควรอยู่เคียงข้างคอยให้กำลังใจอย่างใกล้ชิดและพร้อมรับฟังปัญหาเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกว้าเหว่ พยายามชักชวนให้ผู้ป่วยมีกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว เช่น ทำอาหาร เที่ยวต่างจังหวัด หรือออกไปดูหนังฟังเพลงกินอาหารนอกบ้านบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือบทบาทของคนในครอบครัวและผู้ใกล้ชิดที่มีต่อผู้ป่วยนั่นเองการที่พบว่าสมาชิกในครอบครัวมีความเปลี่ยนแปลงทางสภาพจิตใจเกิดขึ้นไม่ควรปลอบใจด้วยคำพูดพื้นๆ ที่พูดเพื่อให้จบเรื่องกันไป เช่น “ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากดีกว่า” “เลิกร้องไห้เถอะ” “เรื่องแค่นี้เอง ไม่เห็นจะมีอะไรเลย” “เข้าวัดฟังธรรมเสียบ้างนะ” “เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเองแหละน่า” “สู้สู้นะ” เพราะคำพูดเหล่านี้นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นแล้ว ยังเหมือนเป็นการกดดัน บีบคั้นและผลักไสให้ผู้ป่วยยิ่งตีตัวออกห่างมากขึ้นทางที่ดีทันทีที่พบความผิดปกติไม่ว่าจะมากหรือน้อย ควรนำผู้ป่วยพบแพทย์จะดีที่สุด อย่าลืมว่ายิ่งเร็วยิ่งดี เพราะยิ่งปล่อยไว้นานโอกาสที่เราจะสูญเสียคนที่เรารักก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

 

 

11 พฤษภาคม 2017

ผู้ชม 348 ครั้ง