ลดน้ำตาล เพื่อชีวิตยืนยาว

หมวดหมู่: KNOWLEDGE

ลดน้ำตาล

    เพื่อชีวิตยืนยาว

       ได้กินของหวานสักนิดสักหน่อยแล้วมันสดชื่นรื่นหัวใจดีแท้ เหนื่อยหนักมาแค่ไหนขอน้ำหวานสักนิด น้ำอัดลมเย็นๆ สักหน่อยก็เพิ่มพลังได้มากมาย แต่ก็อย่างว่า ความอร่อยแบบไม่ยั้งคิดมักมาพร้อมโทษภัยเสมอ หากเผลอตัวไปล่ะก็...ไม่อ้วนก็เจอเบาหวานรับประทานแน่นอน แถมโรคอื่นรอไล่ตามหลังมาอีกเพียบ Check Health ฉบับนี้ไม่ได้มาสาธยายเรื่องโรคเบาหวาน แต่จะมาชวนคุณผู้อ่านหันมาลดน้ำตาลในเลือดเพื่อสุขภาพที่ดีและชีวิตยืนยาวแบบมีคุณภาพ...ปีใหม่แล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเสียใหม่ด้วยไม่ดีหรือไร
ความหวานมุ่งหน้ามาหาเราได้ง่ายๆ ผ่านทางอาหารและเครื่องดื่ม วันๆ เราอาจเผลอแตะความหวานเกินพิกัดไปแบบไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ตัวบางทีปริมาณน้ำตาลในเลือดก็อาจจะปริ่มๆ เกือบทะลุลิมิตไปแล้ว ฉะนั้นยับยั้งเพลาๆ ไว้ตั้งแต่ก่อนกินถือเป็นดีที่สุด แต่ที่น่าเสียดายคือคนส่วนใหญ่มักยั้งไม่ทันและมารู้ว่าปริมาณน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงปรี๊ดก็ตอนที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ในมือหมอแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยสังเกตตัวเอง บ้างก็คิดว่าตัวเองไม่อ้วนคงไม่มีโอกาสเป็นเบาหวานหรือไม่มีทางจะมีน้ำตาลในเลือดสูง นี่เป็นความคิดที่ผิดมาก คนผอมมีโอกาสตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนอ้วนได้เสมออย่างไรก็ตามเรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านที่ต้องการรักษาและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะเหนี่ยวนำเอาสารพัดโรคมาสู่ร่างกายในอนาคต และก็ล้วนแต่เป็นวิธีง่ายๆ ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะทำเพื่อตัวเองบ้างหรือเปล่าเท่านั้นเอง

1. หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ 

     ไม่มีการเผาผลาญร่างกายแบบใดที่จะให้คุณประโยชน์ได้มากเท่ากับการออกกำลังกาย  และไม่ว่าจะออกกำลังกายด้วยวิธีใด การทำสม่ำเสมอติดต่อกันจะให้ผลดีอย่างที่สุดที่สำคัญมากคือการออกกำลังกายถือเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของการลดน้ำตาลในเลือดไปจนถึงกระทั่งการบรรเทาอาการของโรคเบาหวานเลยทีเดียว การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอินซูลินที่จะไปมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงสู่ภาวะปกติและแน่นอนที่สุดว่าควรทำควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องอาหารการกิน

2. ลดอาหารที่มีรสหวาน และอาหารจำพวกแป้ง
      ขนมไทยส่วนใหญ่หนักน้ำตาลหวานจัดทั้งนั้น ในขณะที่ขนมจำพวกเบเกอร์รี่ก็ใช่จะรอดพ้น เพราะมักมาพร้อมน้ำตาลและแคลอรี่ไม่แพ้กัน ที่ต้องระวังนอกจากตัวเองแล้วก็คือควรดูแลการกินขนมของเด็กๆ อย่างใกล้ชิด เพราะเด็กที่กินอาหารหรือขนมที่มีรสหวานมากเกินไปจะมีผลฮอร์โมนในสมองขาดความสมดุลและไม่มีสมาธิ ประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียนก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ฉะนั้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงควรเลือกสรรอาหารและชนิดของขนมที่กินในแต่ละวันเพื่อตัดช่องทางไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่จะมีผลทำให้เลือดมีความเป็นกรดจนเกิดโรคกระดูกเปราะเพราะร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมออกไปใช้เพื่อสร้างความสมดุล และน้ำตาลที่ได้รับมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นไขมันแล้วแปะสมสมไว้ตามอวัยวะส่วนต่างๆ

3. เลี่ยงผลไม้รสหวานจัดและให้ผักใบเขียวเข้ามาทดแทน

      ถ้าคุณผู้อ่านชื่นชอบทุเรียน ขนุน มะม่วงสุกหรือองุ่นขอให้ฟังทางนี้ ผลไม้ที่พูดถึงล้วนแต่มีปริมาณน้ำตาลเยอะทั้งนั้น ความหวานอร่อยมักแฝงมาพร้อมน้ำตาล การให้งดเว้นเด็ดขาดอาจทำร้ายจิตใจกันเกินไป ขอแค่ให้ลดปริมาณลงเหลือเพียงนิดหน่อยพอให้ตา หู จมูก ปาก ลิ้นได้สัมผัสรู้รสบ้างก็พอ อย่าเพิ่งคิดจะมีความสุขกับทุเรียนคนเดียวทั้งลูก อันนี้ก็เกินไปขอแนะนำผลไม้ที่เป็นมิตรตลอดกาลสำหรับผู้รักสุขภาพ และสามารถกินได้เพราะให้พลังงานต่ำ หวานน้อย และยังช่วยให้ท้องอิ่มด้วย ซึ่งเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผลไม้ที่น่ากราบเหล่านี้ได้แก่ แอปเปิ้ล มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่ แก้วมังกร และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ทั้งหลาย โดยเฉพาะอะโวคาโดที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดเดียวกับที่พบในเมล็ดธัญพืชและน้ำมันมะกอก ในขณะเดียวกันก็ควรกินผักใบเขียวให้มากขึ้นเพื่อในแมกนีเซียมในผักช่วยดูดซับให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลง

4. หยุดสูบบุหรี่และเพลาๆเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
      แน่นอนว่าบุหรี่ไม่ได้ส่งผ่านน้ำตาลไปยังผู้สูบโดยตรง แต่การสูบบุหรี่หนักๆ จะมีผลไปลดความสามารถที่ร่างกายจะผลิตอินซูลินออกมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นให้พลังงานสูง และมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายชนิดที่อุดมไปด้วยน้ำตาล เช่น เบียร์ ไวน์ เหล้าหวาน แนะนำให้หันมาดื่มชาเขียวอุ่นๆ กันดีกว่า และก็ควรเป็นชาเขียวที่ไม่เติมน้ำตาล เพราะชาเขียวมีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดไปจนถึงลดคอเลสเตอรอล ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

               อย่างไรก็ตาม ของหวานไม่ใช่ของต้องห้ามหรือต้องงดให้ขาดไปจากชีวิต พึงระลึกเสมอว่า สิ่งใดมากเกินไปยอมส่งผลเสีย แต่หากได้รับในปริมาณที่พอดีผลดีก็ย่อมมีตามมา ฉะนั้นรับของหวานหรือน้ำหวานเล็กน้อยพอเพิ่มพลังชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตราบใดที่เราระมัดระวังและเพิ่มความใส่ใจในการเลือกอาหารให้ตัวเองมากขึ้นและหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอเท่านั้นเอง เพราะหากตัดขาดความหวานไปแบบไม่เหลือเยื่อใย หัวใจก็อาจไม่เบิกบานเหมือนอย่างเคย

11 พฤษภาคม 2017

ผู้ชม 541 ครั้ง