ดูบทความบรรเจิด เหล็กคง ศิลปะสร้างชื่อ... เอกลักษณ์ สร้างตัวตน

บรรเจิด เหล็กคง ศิลปะสร้างชื่อ... เอกลักษณ์ สร้างตัวตน

หมวดหมู่: Special Interview

ฝันและไม่ยอมแพ้ วันหนึ่งความสำเร็จจะปรากฏ...ประโยคนี้น่าจะเป็นเหมือนแรงผลักสำคัญที่ทำให้ “คุณบรรเจิด เหล็กคง” สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคมาได้ จนวันนี้งานศิลปะที่เขารักและทุ่มเทมาโดยตลอดสร้างผลสำเร็จให้เห็นแล้ว และกำลังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ศิลปะที่ไม่ได้ปรากฏอยู่บนภาพเขียนหรืองานปั้น แต่นี่คือศิลปะบนประติมากรรมโลหะที่สื่อให้เห็นแนวคิดในการสรรค์สร้างงานศิลปะร่วมสมัยตามแบบฉบับและเอกลักษณ์ของตัวเอง

คงไม่ต้องบอกว่า Special Interview ฉบับนี้ภูมิใจแค่ไหนที่ได้รับเกียรติจากศิลปินรุ่นใหม่ในการได้นั่งคุยกัน เผยแนวคิด เล่าความเป็นมา และแนะนำตัวเองให้คุณผู้อ่านได้รู้จัก ทั้งยังได้รู้ว่างานศิลปะอีกแขนงของอีกหนึ่งคนไทยได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างมากในต่างประเทศ ด้วยการสร้างความต่างไปพร้อมกับการสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้น เพื่อให้ได้ชื่อว่าคนไทยก็ทำสิ่งนี้ได้ และผลงานศิลปะของคุณบรรเจิดก็น่าชื่นชมมากจริงๆ

หากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด งานศิลปะของคุณบรรเจิดน่าจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปะแนวไหน ?

เป็นประติมากรรมโลหะครับ โดยเกิดจากการผสมผสานโลหะหลากหลายแบบ ทั้งเหล็ก ทองแดง ทองเหลือง คือในช่วงเริ่มต้นผมใช้เหล็กล้วนๆ เลย แต่ก็คิดไว้ล่วงหน้าว่าเราจะไม่ได้ใช้แค่เหล็กแน่นอน เพราะยังมีวัสดุอื่นๆ เข้ามาผสม ซึ่งก็จะเป็นทองแดงและทองเหลือง หลังจากที่มีวัสดุ 2 ชิ้นนี้เข้ามาเสริมก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสนุกกับการทำงานมากขึ้นเพราะต้องเริ่มสะสมเครื่องมือทำเชื่อมวัสดุหลายๆ แบบ ตัวงานของผมจะตรงข้ามกับงานเหล็กทั่วไปที่มักจะนำมาประกอบขึ้นเป็นหุ่นที่เน้นความหนักแน่นไว้ก่อน แต่งานของผมจะมีเอกลักษณ์คือโปร่ง มีลวดลาย และสร้างความรู้สึกอ่อนช้อยได้มากกว่า

 

ทราบว่างานชิ้นที่โด่งดังและทำให้คุณบรรเจิดเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ “รามเกียรติ์” ชิ้นนี้ที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง ?

ผมสร้างสรรค์งานรามเกียรติ์จากจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่มีมาตั้งแต่สมัยผมยังอาศัยอยู่ที่อำเภอพิมาย ปราสาทหินพิมายสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมที่เป็นรามเกียรติ์ทั้งหมด ยิ่งสมัยเรียนก็ยังมีกลอนรามเกียรติ์ให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ อีกอย่างคือง่ายที่จะสื่อผ่านรามเกียรติ์ถึงความเป็นไทย ผมติดภาพจากตรงนั้นมาตั้งแต่แรก ต่อมาก็เริ่มเรียนรู้ที่จะประยุกต์เป็นงานคน งานภาพเหมือนซึ่งไม่ได้อิงอยู่แค่รามเกียรติ์อย่างเดียว เพราะถ้าเรายังอยู่ที่เดิมคือมีแค่รามเกียรติ์อย่างเดียวสุดท้ายก็จะเจอทางตัน จากนั้นก็พยายามที่จะประยุกต์เพิ่มขึ้นอีกให้เกิดการผสมผสานความเป็นเอเชีย เพื่อยกระดับให้เป็นงานระดับเอเชียในลำดับต่อมา

 

ถามถึงแรงบันดาลใจที่มีส่วนอย่างมากให้คุณบรรเจิดนำโลหะมาสร้างเป็นงานประติมากรรมเหล่านี้ ?

ผมคิดว่าแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นมาจากความคิดที่ต้องการทำอะไรสักอย่างให้ตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด และการเลือกใช้เหล็กก็เพราะนี่คือของเล่นในวัยเด็กของผมเลยเพราะครอบครัวผมทำกิจการอู่ซ่อมรถ ฉะนั้นเกิดมาก็ได้เห็นและคุ้นเคยกับเหล็กมาตลอด ผมเชื่อว่าตัวเองมีความชำนาญในเครื่องมืออยู่แล้วจึงไม่ยากนักหากจะสร้างประติมากรรมจากการดัดเหล็ก ประกอบและประดิษฐ์ขึ้นมา


แต่หากเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในชีวิตก็ต้องบอกว่ามาจากพ่อผมเอง พ่อจะเป็นคนสอนเทคนิคในการทำงานและการดัดแปลงเครื่องมือต่างๆ โดยการนำเอาวัสดุใกล้ตัวมาประยุกต์ใช้ พ่อเป็นคนช่างประดิษฐ์และดัดแปลง ผมจึงรับเอาสิ่งนี้มาทั้งหมด เมื่อได้เข้าเรียนด้านสถาปัตยกรรมจึงได้ผนวกทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือจะมีทั้งงานฝีมือและงานออกแบบ ผมมีสไตล์หรือเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่กล้าท้าพิสูจน์เลยว่าแนวนี้ไม่มีใครทำ มีผมคนเดียวและจะทำเพียงชิ้นเดียวไม่ซ้ำใคร จึงกลายเป็นงานประติมากรรมที่โดดเด่นและสามารถเล่าเรื่องในตัวเองได้ ชิ้นงานจึงเป็นภาพซ้อนกัน เช่น ประติมากรรมที่เป็นพญาวานรต่อตัวกันจนกลายเป็นรูปช้างสามเศียร ผมเชื่อว่าศิลปะจะสร้างงานได้ไม่มีขีดจำกัดเพียงแค่ต้องกล้าทำเท่านั้นเอง

 

กว่าจะมาถึงจุดนี้เคยพบเจออุปสรรคบ้างไหม ?

อุปสรรคใหญ่ของผมเลยก็คือการที่คนทั่วไปไม่เข้าใจในงานศิลปะ และมักมองว่าประติมากรรมโลหะเหล่านี้คือเศษเหล็ก ไม่ว่าผมจะสร้างชิ้นงานออกมาดีหรือสวยแค่ไหนก็ยังถูกตีค่าเป็นเศษเหล็กอยู่ดี เพียงแต่ผมเชื่อในสิ่งที่ทำว่างานศิลปะในแบบชิ้นเดียวอันเดียวนี้คือการมาถูกทางที่สุดแล้ว จึงพยายามที่จะผลักดันให้ขึ้นไปอยู่ในระดับสากล เพราะหากเป็นที่ยอมรับในระดับนั้นเดี๋ยวคนไทยก็ยอมรับกันเอง ผมตั้งใจจะทำให้ทุกคนเห็นว่าตัวผมเป็นศิลปินที่ไม่ได้เก่งแค่ในบ้านหรือในไทย แต่สามารถไปแข่งขันกับศิลปะสากลได้ นี่คือสิ่งที่จะลบอุปสรรคทั้งหมดลงได้


แต่การลบอุปสรรคที่ว่านี้ถามว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จเลยหรือยังผมคิดว่ายังไม่สุดทางเพราะยังไปได้อีกและยังทำได้ต่อไป แค่ว่าต้องมีโอกาสและทุน ผมเคยขายงานไม่ได้แต่ก็ไม่เคยคิดจะลดคุณค่าของงานลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น ขายงานหลักหมื่นหลักแสนไม่ได้ก็จะต้องเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้แกลอรี่ให้ผมขั้นต่ำเป็น 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ผลงาน สูงสุดถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มองเห็นว่าหากผมไม่มั่นใจในผลงานของตัวเองก็จะมาถึงขนาดนี้ไม่ได้แน่ๆ และจะไปต่อไม่ได้ไกล ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดงานขึ้นมาได้จนถึงตอนนี้ ผมสู้มาถึง 12 ปี นี่เข้าปีที่ 13 เพิ่งจะได้รับการยอมรับและมีโอกาสจัดแสดงงานที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา



ยุคนี้เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากมีคุณบรรเจิดเป็นไอดอล น้องๆ เหล่านี้สามารถติดตามผลงานคุณบรรเจิดได้จากที่ใดบ้าง ?

ง่ายที่สุดคือทาง Facebook Bj Lekkong : www.facebook.com/artlekkong เพราะผมจะอัพเดทวันต่อวัน ใน Instagram : Bj_Lekkong ก็มีอยู่บ้าง ส่วนในการจัดแสดงผลงานช่วงนี้ยังไม่มีแผนในเมืองไทยเลย จะมีที่เคยจัดแสดงไปแล้วใน Agora Gallery นิวยอร์กช่วงวันที่ 20 พฤษภาคมถึง 6 มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมา และมีการวางแผนจะจัดแสดงที่อเมริกาในรัฐอื่นๆ เช่น ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส นอกนั้นก็เป็นแถบยุโรปในฝรั่งเศส อิตาลีและอังกฤษ นอกจากนี้ผมยังมีโครงการที่จะร่วมงานกับนักปั้นระดับโลกอย่าง “อาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล” ด้วย ส่วนในโครงการของผมเองคือต้องการทำให้ศิลปะสากลเป็นที่ยอมรับในบ้านเรา เพราะจากที่เคยเห็นชาติอื่นๆ ในเอเชียอย่างเวียดนามหรือพม่าก็มีการจัดแสดงผลงานบ่อยๆ แต่ยังไม่เคยเห็นศิลปินไทยที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองได้จัดแสดงเช่นนี้


หนึ่งในแรงผลักดันของผมเกิดจากการถูกปฏิเสธจากในประเทศมาหลายครั้ง ทำให้อยากก้าวข้ามไปให้ได้ อยากไปให้ได้ไกลกว่านี้ ไม่ใช่จบอยู่แค่คำว่าศิลปินแห่งชาติเท่านั้น ผมมีโครงการที่จะสร้างรูปเหมือนจากเหล็กเป็นคนสำคัญของโลก เช่น ประธานาธิบดีลินคอนด์ให้เป็นเส้นสายเหมือนงานสเก็ตตวัดพู่กันแต่จะใช้เหล็กเป็นวัสดุ หรือไม่ก็สร้างงานซ้อนเข้าไปให้มองเห็นว่าเรามีการออกแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น

 

อยากให้แบ่งปันหลักคิดในชีวิตที่ทำให้ก้าวผ่านทุกอุปสรรคจนประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ?

ผมโชคดีที่เคยได้บวชเรียนสายปฏิบัติ จึงได้รู้ว่าหากเรามีสมาธิและตั้งใจที่จะทำก็จะต้องปล่อยวางปัญหาทุกอย่าง รวมไปถึงคำติฉินนินทาทุกอย่าง ต้องปล่อยไปให้หมด เพราะถ้าเราเป็นของจริงดีจริงเราก็ต้องไปได้ เราปิดปากคนนินทาไม่ได้แต่เราปิดหูตัวเองได้และง่ายกว่า ผมสร้างงานของผมไปเรื่อยๆ ภายใต้ความมั่นใจในผลงานของตัวเอง บางคนถามว่าดีใจไหมหรือเคยคิดไหมว่าจะมีงานและเดินมาถึงจุดนี้ได้ ผมบอกเลยว่าไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเพราะนี่คือความตั้งใจที่จะให้เป็นแบบนี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ผมตั้งใจแต่ไหนแต่ไรที่จะไปให้ไกลถึงต่างประเทศ ฉะนั้นในช่วงเวลาที่ผมยังมีเวลา ช่วงที่ผมยังมีกำลังอยู่ก็จะทำงานให้ได้มากที่สุด และนี่คือตัวตนของผมในวันนี้และตลอดไปครับ

11 พฤษภาคม 2560

ผู้ชม 4521 ครั้ง