ดูบทความสแกนดิเนเวีย ดินแดนยุโรปเหนือ ตอน ตามรอยไวกิ้ง ณ นอร์เวย์

สแกนดิเนเวีย ดินแดนยุโรปเหนือ ตอน ตามรอยไวกิ้ง ณ นอร์เวย์

หมวดหมู่: HOT REVIEW

 

นอร์เวย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เราจากลาประเทศสวีเดนเพื่อมาเที่ยวกันต่อที่ดินแดนของชาวไวกิ้งอย่างนอร์เวย์ ประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นธารน้ำแข็ง หรือที่เรียกว่า "ฟยอร์ด" (Fjord) พร้อมสรรพด้วยเทือกเขา หน้าผาสูง และทะเลสาบกว้าง 

 

และเนื่องจากทำเลที่ตั้งของนอร์เวย์ที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ จึงทำให้มีอากาศหนาวเย็นเกือบทั้งปี ฤดูหนาวนั้นยาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิลดต่ำได้ถึง 40 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนจะเป็นช่วงมิถุนายนถึงสิงหาคม อุณหภูมิก็ไม่ร้อนมากประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส 

ถัดจากสวีเดนก็เป็นคิวของ “นอร์เวย์” (Norway) เราจะไปชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญกันในเมืองออสโลกัน ซึ่งหลังจากไปชมพิพิธภัณฑ์เรือวาซาในสตอกโฮล์มมาแล้ว คราวนี้เราไปชม “พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง” (The Viking Ship Museum) กันที่ออสโล อาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ก็ชวนให้ตื่นตาตื่นใจไปกับเรือไวกิ้งเก่าแก่ 3 ลำที่เป็นสมบัติล้ำค่าของนอร์เวย์ ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีรูปปั้นเจ้าของที่ดินเดิมที่บริจาคพื้นที่นี้ให้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ เดินผ่านเข้าสู่ภายในเราจะได้พบกับเรือไวกิ้งถึง 3 ลำด้วยกัน และเป็นเรือที่ถูกค้นพบในอ่าว “ออสโลฟยอร์ด” (Oslofjord) เช่นเดียวกันทั้งหมด

'

เรือไวกิ้งมีความสำคัญกับชาวสแกนดิเนเวียมากตั้งแต่ในยุคอดีต เพราะเป็นเครื่องมือให้พวกเขาได้ฝ่าลำน้ำสู่การค้นหาแผ่นดินใหม่เพื่อการมีชีวิตอยู่ เรือทุกลำสร้างด้วยไม้โอ๊คที่แม้จะไม่ใหญ่โตมากแต่เท่าที่ได้พบเห็นในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เราก็ยังรู้สึกว่ายิ่งใหญ่มากอยู่ดี โดยเรือลำแรกมีชื่อว่า “The Oseberg Ship” เป็นเรือไม้โอ๊กที่สร้างขึ้นเมื่อปี 820 ความยาว 22 เมตร และกว้าง 5 เมตร ใช้ฝีพายราว 30 คน จุได้เป็นร้อยคนต่อลำ

ส่วนเรือลำที่ 2 “The Gokstad Ship” ขนาดสูสีกับลำแรก คือมีความยาว 23 เมตรและกว้าง 5 เมตร สร้างเมื่อปี 900 ซึ่งสร้างปีเดียวกับเรือลำที่ 3 “The Tune Ship” แต่เรือลำที่ 3 ต้องบอกว่าสภาพที่จัดแสดงไว้เหลือแทบจะเป็นซากเรือ มีส่วนของท้องเรือและกระดูกงูเหลือให้เห็นเพียงเท่านั้น เรือทั้งหมดถูกค้นพบในปี 1867 เฉพาะส่วนของเรือจะถูกจัดแสดงไว้บนลานกว้าง ส่วนข้าวของที่ค้นพบอยู่ในเรือจะจัดแสดงไว้ในตู้กระจก รวมทั้งเครื่องไม้แกะสลักเป็นรูปส่วนหัวของสัตว์ต่างๆ ก็มีอยู่ที่นี่ด้วย

 

 

บริเวณอ่าวออลโลฟยอร์ดที่เคยเป็นจุดค้นพบเรือไวกิ้งนั้นมีท่าเรือเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1299 รวมทั้งยังมี “ปราสาทและป้อมอาเคอร์ซุส” (Akershus Castle) ซึ่งเป็นปราสาทแบบยุคกลางที่สร้างขึ้นหลังท่าเรือในราวปี 1300 จากฐานเดิมที่เคยเป็นป้อมมาก่อน การมีปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อย แต่ก็ยังเก็บของเก่าไว้มากเหมือนกัน ปัจจุบันบริเวณนี้มักมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดินเล่นชมบรรยากาศเพราะเป็นจุดชมวิวเหมาะๆ ที่จะมองเห็นทั้งท่าเรือและฝั่งเมืองที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่งในออสโล

 

 

ลองไปชมสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโลกัน สวนแห่งนี้มีชื่อว่า “สวนสาธารณะฟร็อกเนอร์” (Frogner Park) เป็นสถานที่ยอดนิยมของชาวเมือง คนนิยมมาที่นี่มาก ภายในสาธารณะฟร็อกเนอร์ก็จะมี “สวนวิกเกอร์แลนด์” (Vigeland Sculpture park) อยู่ด้วย ชื่อสวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้ก่อตั้ง “กุสตาฟ วิกเกอร์แลนด์” ซึ่งเป็นประติมากรชื่อดัง และภายในสวนก็มีรูปปั้นของท่านอยู่ด้วย

พื้นที่ของสวนวิกเกอร์แลนด์จะถูกเนรมิตให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่จัดแสดงประติมากรรมรูปสลักจากโลหะและสำริดมากมายถึงกว่า 200 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปปั้นมนุษย์เปลือยที่แสดงถึงวัฏจักรชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้าซึ่งเป็นผลงานของกุสตาฟ วิกเกอร์ที่ใช้เวลาสร้างนานถึง 22 ปี

แต่ที่โดดเด่นและได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมมากก็จะเป็น “เสาโมโนลิท” (Monolith) เสาหินแกรนิตสูง 17 เมตรที่ถูกแกะสลักเป็นมนุษย์ทั้งเด็กและหญิงชายเกี่ยวพันเรียงร้อยกันขึ้นไปตามแนวเสาเหมือนการแก่งแย่งของมนุษย์เพื่อจุดสูงสุดของชีวิต ชิ้นนี้ออกแบบและแกะสลักกันนานถึง 14 ปีเลยทีเดียว

ถนนคาร์ล โจฮันส์ เกท (Karl Johans Gate)

เที่ยวยุโรปทีไรคนไทยมักมีออเดอร์สินค้าแบรนด์เนมติดตัวมาด้วยเสมอ ระหว่างเที่ยวชมความงามของเมืองและความน่าสนใจต่างๆ แล้ว แวะเมืองไหนก็มักจะมองหาแหล่งช้อปปิ้งของเมืองนั้นไปด้วยพร้อมๆ กัน ที่ออสโลมี “ถนนคาร์ล โจฮันส์ เกท” (Karl Johans Gate) รอต้อนรับนักท่องเที่ยวกับย่านดาวน์ทาวน์ที่เป็นถนนสายช้อปปิ้งศูนย์รวมสินค้าทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่คุณผู้อ่านต้องการ ทั้งแบรนด์ดังชื่อก้องโลกไปจนถึงแบรนด์ธรรมดาทั่วไปมากมายหลายร้าน

ถ้าคุณผู้อ่านเดินเที่ยวแถบนี้ช่วงหน้าร้อนจะได้บรรยากาศของความสนุกสนานเฮฮา มักมีนักดนตรีมาจับกลุ่มกันเล่นดนตรีอยู่ริมถนน พอๆ กับที่มีกองสินค้าลดราคามากมายถูกหอบมาวางเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้แวะช้อป และหากตรงกับวันเสาร์ด้วยแล้วบรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นเป็นเท่าตัว

จนเมื่อเที่ยวออสโลกันมาพักใหญ่ก็ถึงเวลาที่จะเดินทางกันต่อเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเดนมาร์กให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกัน เราจึงต้องไปกันที่ท่าเรือเพื่อลงเรือ “เรือดีเอฟดีเอส ซีเวยส์” (DFDS Seaways) จากออสโลไปยัง “โคเปนเฮเก้น” (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก ระยะเวลาเดินทางประมาณ 17 ชั่วโมงทำให้เรามีเวลามากพอในการสำรวจเรือทั่วทั้งลำ แถมยังได้ค้างอีก 1 คืนด้วย

ดีเอฟดีเอส ซีเวยส์เป็นเรือสำราญลำใหญ่ กับความสูง 12 ชั้น ชั้น 1-4 เป็นที่จอดรถ ชั้น 5-10 เป็นที่พักซึ่งมีห้องพักมากมาย เช็กอินเข้าเรือแล้วลูกค้าก็จะได้การ์ด 1 ใบเพื่อทำทุกอย่างได้ในเรือ ทั้งเข้าออกห้องพักตัวเอง ซื้อสินค้าบนเรือ เพราะในการืดก็จะมีชื่อและเบอร์ห้องของลูกค้าแต่ละราย เหมือนเป็นหนังสือเดินทางสำหรับการอยู่บนเรือ 1 คืน

จึงทำให้แม้จะนานกว่า 17 ชั่วโมงก็ไม่ชวนเบื่อ เพราะไม่ใช่จะมีแค่น้ำกับฟ้าในพื้นที่จำกัด แต่ดีเอฟดีเอส ซีเวยส์คือสวรรค์บนผิวน้ำดีๆ นี่เอง ทั่วทั้งลำเรือมีทุกความบันเทิงบรรจุไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะบนชั้น 7 ที่มีทั้งคาสิโน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มุมช้อปปิ้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง มีร้านปลอดภาษี มุมช็อกโกแลตพร้อมขนมสำหรับเด็กๆ มีมุมอาหารทะเลบุฟเฟ่ต์ และมีบริการ Free wifi ให้ใช้ด้วย ถ้าขึ้นชั้น 8 ก็เป็นมุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บาร์ พร้อมลานนั่งดื่มบนดาดฟ้าเรืออีกด้ว

 

แล้วก็ได้เวลาโบกมือลาประเทศนอร์เวย์แห่งนี้

แต่การเดินทางของเรายังไม่จบ ยังเหลืออีกหนึ่งประเทศมากเสน่ห์รอให้เราได้ไปเที่ยวชมกันต่อ

กับ "เดนมาร์ก" 

 

สแกนดิเนเวีย ดินแดนยุโรปเหนือ ตอน สวีเดน

 

อ่านเที่ยว สแกนดิเนเวีย สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก 

แบบเต็มๆ ได้ที่

นิตยสาร CheckTour ฉบับที่ 57

สั่งซื้อได้ที่ 02-378-1411

 

--------------

 

สอบถามท่องเที่ยวสแกนดิเนเวียได้ที่

ดรีม เดสติเนชั่นส์ ทัวร์ 

โทร  02-096-1557-59

www.dd-tours.com

 

 

 

<< สแกนดิเนเวีย ดินแดนยุโรปเหนือ ตอน สวีเดน

 

22 พฤษภาคม 2017

ผู้ชม 2824 ครั้ง