ดูบทความเอกอัครราชทูตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อีโว ซีเบอร์ (Ivo Sieber)

เอกอัครราชทูตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อีโว ซีเบอร์ (Ivo Sieber)

หมวดหมู่: Special Interview

ความน่าสนใจในสวิตเซอร์แลนด์
โดยเอกอัครราชทูต อีโว ซีเบอร์ (Ivo Sieber)


แน่นอนว่าความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาทั้งบ้านเมืองและจิตใจคนอาจไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ภายในวันเดียว แต่หากคนในประเทศนั้นๆ มีจุดหมายเดียวกัน เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศร่วมกัน เมื่อนั้นการเดินไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะไม่ช้าและไม่ใช่เรื่องยาก สวิตเซอร์แลนด์เป็นตัวอย่างที่ดีของหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วทุกด้านด้วยการที่คนในชาติให้ความร่วมมือและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ทั้งยังมีวินัยและเคารพในสิทธิของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัดและน่าเอาเป็นแบบอย่างที่สุด

Special Interview ฉบับนี้ได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย “ท่านอีโว ซีเบอร์” (Ivo Sieber) บอกเล่ากล่าวถึงสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศหนึ่งในใจคนไทยตลอดมาในแง่มุมรอบด้านที่จะทำให้เราได้รู้จักสวิตเซอร์แลนด์มากขึ้นรอบด้านเช่นกัน



ท่ามกลางสถานการณ์โลกยุคปัจจุบันที่ดูว่าเหตุความขัดแย้งและความรุนแรงต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด เกิดผลกระทบใดต่อสวิตเซอร์แลนด์บ้างทั้งในแง่เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ?
สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้วเราให้ความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว และก็ได้ดำเนินการในหลายด้านจนผมสามารถพูดได้ว่าสำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้วเราเป็นประเทศที่ปลอดภัยมาก ไม่มีภัยก่อการร้ายในประเทศจากการที่ตั้งตัวเป็นกลางมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์เปิดกว้างและมี
นโยบายที่จะเป็นมิตรภาพกับทุกประเทศด้วยการมีเศรษฐกิจแบบเปิด (Open Economy) เรามีอัตราส่วนของชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศมากถึง 22 เปอร์เซ็นต์เพราะไม่ได้ปิดกั้นและยินดีเปิดประเทศอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นคือในเช้าของทุกวันจะมีชาวเยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรีย และอิตาลีกว่า 800,000 คน
เข้ามาทำงานในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะเดินทางกลับออกไปในช่วงเย็น ทั้งหมดนี้
เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเปิดกว้างของเรา อีกด้านหนึ่งคือแม้จะเป็นชาวต่างชาติต่างภาษากันแต่ทุกคนจะสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจและมีความสุข

ต่อเนื่องจากคำถามแรก ในด้านการรักษาความปลอดภัยในประเทศกับทั้งชาวสวิสเองและชาวต่างชาติทางการมีมาตรการเข้มงวดขึ้นหรือไม่ ?
ในเรื่องของความปลอดภัยเรามีนโยบายความปลอดภัยตามกฎหมาย นอกจากนี้เรายังมีนโยบายที่ให้ประชาชนมีอิสระทั้งในด้านศาสนา วัฒนธรรม และภาษา ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากสถานการณ์ต่างๆ ในยุโรปและทั่วโลกมีผลให้เราต้องเพิ่มระดับความปลอดภัยมากขึ้นทั้งการควบคุมด้านชายแดนและการตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน เพราะแม้ว่าแนวชายแดนของสวิตเซอร์แลนด์จะเปิดกว้างสำหรับชาวยุโรป แต่สำหรับชาวเอเชียหรือประเทศอื่นๆ ก็ยังจะต้องผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ
การมีผู้ก่อการร้ายเข้าโจมตีในมิลานและปารีสรวมถึงเมืองอื่นๆ ในยุโรปยังไม่มีผลกระทบโดยตรงถึงสวิตเซอร์แลนด์หากมองไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปด้วยกัน อาจมีนักท่องเที่ยวกังวลในเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้างแต่สำหรับนักท่องเที่ยวไทยจำนวนมากยังคงเดินทางมายังสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2015 ถึง 90,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2016 เมื่อดูจากครึ่งปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวไทยก็เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว เราจึงมั่นใจว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีที่สวิตเซอร์แลนด์จะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกครั้ง

สวิตเซอร์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตดีเยี่ยม รัฐให้การดูแลอย่างไร ?
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาตินอกเหนือไปจากน้ำและลม จะเรียกว่าเราเป็นประเทศที่จนด้านพลังงานธรรมชาติก็ได้ แต่เราก็เริ่มพัฒนาประเทศกันในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นเพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเพราะเรามีแม่น้ำจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ในประเทศจึงเพียงพอที่จะใช้พลังงานน้ำผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานอื่นๆ แม้จะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างในระหว่างสงครามโลกและวิกฤตเศรษฐกิจ แต่สวิตเซอร์แลนด์ก็ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ขณะเดียวกันเราก็ปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นแบบการบริการ ซึ่งส่งผลดีอย่างมากต่อประเทศ
เราให้ความสำคัญด้านการศึกษาของประชาชน สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก แม้สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นประเทศขนาดเล็กมีประชากรเพียง 8,500,000 คน แต่เรามีความมั่นคงทางการเมืองและระบบประชาธิปไตยที่ดี มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพและพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ประชากร สร้างความมั่นคงทางการเมืองรวมถึงความปลอดภัยในประเทศและอีกมากมาย ซึ่งนั่นทำให้รากฐานของประเทศมีความมั่นคงและง่ายต่อการที่จะพัฒนาในลำดับถัดไป

ปัจจุบันชาวสวิสที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยมีมากน้อยเพียงใด และจุดประสงค์ของการเข้ามาพำนักนั้นมีอะไรบ้าง ?
ปัจจุบันมีชาวสวิสที่ขึ้นทะเบียนอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 9,500 คน ซึ่งจำนวนนี้เป็นคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวร และเราคาดว่ายังมีชาวสวิสอีกประมาณ 5,000-10,000 คนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน สำหรับประเทศไทยนั้นถือว่ามีสังคมชาวสวิสที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองลงไปก็จะเป็นฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ชาวสวิสที่ขึ้นทะเบียนอาศัยอยู่ในประเทศไทยจะมีบ้านถาวรและใช้เวลาส่วนมากอยู่ในประเทศไทยโดยตลอด และส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เกษียณอายุและนักธุรกิจที่มาทำธุรกิจในประเทศไทย
ส่วนในมุมของนักท่องเที่ยวชาวสวิสซึ่งชื่นชอบประเทศไทยมากนั้นจะเห็นได้จากในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวสวิสเดินทางมายังประเทศไทยมากถึง 220,000 คน และจำนวนวันเฉลี่ยที่พำนักอยู่ประเทศไทยคือ 13 วัน หากนับโดยเฉลี่ยแล้วจะมีนักท่องเที่ยวจากสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาในประเทศไทยประมาณ 5,000-6,000 คนต่อวัน ความสัมพันธ์ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และไทยมีมาอย่างมั่นคงและยาวนาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เคยประทับที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลานานในช่วงทรงพระเยาว์ ทั้งชาวไทยและชาวสวิสตระหนักดีในเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองชาติจึงเป็นไปในทิศทางที่ดีมาโดยตลอด อย่างตัวผมเองที่เคยมาประเทศไทยตั้งแต่อายุ 19 ปีก็ได้เห็นกรุงเทพฯ ที่ต่างไปจากปัจจุบัน แต่ก็ถือเป็นเมืองที่น่าสนใจมาก เหล่านี้ทำให้แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรประเทศไทยก็ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติเสมอ

รายได้หลักของประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาจากทางใด ด้านการท่องเที่ยวมีส่วนสร้างรายได้ให้ประเทศมากน้อยแค่ไหน ?
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบฐานบริการ โดยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของ GDP มาจากการบริการ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์มาจากอุตสาหกรรม แน่นอนว่าการท่องเที่ยวมีความสำคัญมากด้านหนึ่ง เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเมื่อคิดแล้วจะมีมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับการบริการทางด้านการเงิน ถือเป็นกลไกส่วนหนึ่งที่สำคัญมากในระบบเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์
ที่สำคัญคือในเดือนมิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาเราได้เริ่มเปิดใช้อุโมงค์ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งอาจจะเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2559 หรือต้นปี 2560 โดยอุโมงค์นี้มีความยาว 57 กิโลเมตร ถือเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับระบบการเดินรถไฟของยุโรป โปรเจกนี้ใช้งบประมาณการสร้างประมาณ 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จะช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางจากทางเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ไปยังทางใต้ ทั้งยังเป็นรถไฟที่สามารถขนรถบรรทุกได้และใช้เวลาแค่ประมาณ 2.30-3 ชั่วโมงจากเยอรมนีไปยังอิตาลี นี่คือโปรเจกของยุโรปที่ดำเนินการในสวิตเซอร์แลนด์ และแม้สวิตเซอร์แลนด์จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มสหภาพยุโรปด้วยก็ตาม แต่ก็ดูจะไม่ต่างกันเพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด เชื่อว่านี่จะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มากมายในอนาคต

07 มิถุนายน 2560

ผู้ชม 3081 ครั้ง