Matanuska Glacier Alaska

หมวดหมู่: HOT REVIEW
เดินเท้าเพื่อไปสำรวจ “เกลเซีย” (Glacier)

นักท่องเที่ยวหลายคนที่เดินทางมาเที่ยวอลาสก้าต่างมีจุดมุ่งหมายในการเที่ยวต่างกัน บ้างมาเพื่อตกปลา บ้างมาเพื่อล่องเรือสำราญ บ้างมาเพื่อดูสัตว์เช่น หมี มูส หรือแม้กระทั่ง ปลาวาฬบ้างมาเพื่อดูพระอาทิตย์เที่ยงคืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนหาดูได้ยากที่อื่น แต่สำหรับฉันแล้วการได้เดินเท้าเพื่อไปสำรวจ “เกลเซีย” (Glacier) เป็นความฝันอย่างหนึ่งเมื่อประมาณปี 2005 ครั้งแรกที่ได้มาเยือนอลาสก้าฉันได้มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับ Portage Glacier ซึ่งตอนนั้นก็ตื่นตาตื่นใจมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นธารน้ำแข็ง ตอนนั้นเราไปกับบริษัทเรือนำเที่ยวซึ่งพาเราล่องไปในอ่าวสามารถมองเห็นเกลเซียได้ถนัดตาแต่เรือที่ว่าก็ใหญ่เกินไปที่จะทำให้เราสัมผัสกับภูเขาน้ำแข็งใกล้ๆ ครั้งนี้ฉันจึงอยากที่จะเดินทางด้วยเท้าเข้าไปสำรวจใกล้ๆ เท่าที่ได้อ่าน ได้ฟังและศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง “Matanuska Glacier” ในอลาสก้าถือว่าเป็นเกลเซียที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่สามารถเข้าถึงด้วยรถยนต์และต่อด้วยการเดินเท้านอกจากนั้นยังมี Exit Glacier ที่มีขนาดเล็กกว่าแต่ก็สามารถเดินทางด้วยรถยนต์และต่อด้วยเท้าได้เหมือนกันเพียงแต่ทั้งสองเกลเซียนั้นอยู่กันคนละเมืองและคนละทาง ครั้งนี้ฉันเลือกเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปชม Matanasuka Glacier เพราะเคยมีโอกาสขับรถลงใต้แล้ว

ช่วงที่ดีที่สุดของการเดินทางไปชมเกลเซียประเภทที่สามารถเดินเท้าได้สำหรับคนที่กลัวหนาวอย่างฉันคงเป็นช่วงหน้าร้อนประมาณเดือนมิถุนายน-สิงหาคม แต่ที่ Matanuska Glacier ปิดให้คนเข้าชมได้ตลอดทั้งปีแต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความปลอดภัยเป็นหลักต้องเช็คสภาพอากาศและสอบถามกับเจ้าหน้าที่ Alaska State Park ก่อน สิ่งที่ต้องเตรียมอย่างแรกสำหรับการไปเกลเซียคือ เสื้อผ้า และรองเท้า สำหรับฉันมันสำคัญมาก อุณหภูมิในเมืองและอุณหภูมิบริเวณเกลเซียมักจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นเสื้อกันหนาว หมวก ถุงมือ เสื้อกันฝน และรองเท้าบูทจึงสำคัญมากแม้ตอนออกจากที่พักอากาศจะร้อนอย่างไรก็ตามฉันเลือกที่จะไป Matanuska Glacier ตอนปลายเดือนพฤษภาคมถึงจะไม่ใช่หน้าร้อนซะทีเดียวแต่อากาศก็ไม่หนาวแล้ว ระหว่างทางก่อนถึงเกลเซียมีสถานที่น่าสนใจให้แวะหลายที่ แต่จะให้ดีก็ควรจัดเวลาต่างหากเพราะแต่ละที่ต้องใช้เวลาเยี่ยมชม เช่น Eagle River Nature Center น้ำตก Thunderbird เมือง Palmer และ Mask Ox Farm หรือจะแวะถ่ายรูปกับทุ่งดอกไม้ป่าสวยๆ ที่บานสะพรั่งสองข้างทางก็ได้

ใช้เวลาในการขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ระยะทางประมาณ 100 ไมล์ (160 กม.) จากเมือง Anchorage ถึงแม้หลายๆ คนที่ชอบผจญภัยเดินทางคนเดียวแต่ถ้าวางแผนไปเที่ยวเกลเซียควรมีเพื่อนไปด้วย หรือควรไปกับบริษัททัวร์ การเดินทางค่อนข้างสะดวกเพราะใช้ Glenn Highway เพียงเส้นเดียว เส้นทางขับขึ้นเหนือของอลาสก้าจะแตกต่างจากขับรถลงใต้ ขับรถขึ้นเหนือจะเห็นพื้นที่โล่งๆ สลับกับ ภูเขาและแม่น้ำ เมื่อขับไปจนถึง Palmer ประมาณ 1 ชั่วโมง จะเห็นฟาร์มมากมาย ผักที่ปลูกในอลาสก้ามักจะมีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแครอท กะหล่ำปลี ซุกินี (Zukini) หรือแม้กระทั่งแตงกวา คนขายมักจะบอกว่าเป็นเพราะหน้าร้อนในอลาสก้ามีแสงแดดเกือบ 24 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม เมื่อขับไปเรื่อยๆ ที่ Mile 102 จะเห็นทางเข้าด้านขวามือ ถ้าจอดที่ Mile 101 จะเป็น Matanuska Glacier State Recreation Site ซึ่งจะเป็นเพียงจุดชมวิวเท่านั้น ไม่มีทางเข้าไปยังเกลเซีย แต่จะมี แคมป์กราวด์ และ Cabin ให้บริการถ้าอยากพักค้างคืน จุดชมวิวนี้จะสามารถมองเห็นเกลเซียได้ทั้งหมด แต่เราไม่ได้แวะเพราะอยากเห็นของจริงใกล้ๆ มากกว่า

บริษัทเอกชนที่ให้บริการรถเข้าไปจอดที่ทางเข้า เกลเซีย ชื่อว่า Matanuska Glacier Adventures ฉันมารู้ทีหลังว่าที่ดินตรงบริเวณนี้เป็นที่ดินส่วนบุคคล สำนักงานอยู่ไม่ไกลจากเกลเซียสักเท่าไร เมื่อขับรถมาถึงสำนักงานก็ต้องลงไปจ่ายค่าจอดรถและค่าเข้า 25 ดอลล่าร์สำหรับผู้ใหญ่และ 20 ดอลล่าร์
สำหรับเด็ก เราเลือกจ่ายแบบไม่รวมไกด์จะเข้าไปชมนานแค่ไหนก็ได้ ถ้าจ่ายแบบไปกับไกด์ก็จะแพงไปอีก หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่เพียงคนเดียวก็เปิดประตูให้รถเข้าไปได้ ถนนจากนี้ไปจนถึงที่จอดรถบริเวณตีนเกลเซีย เป็นถนนที่ไม่ได้ราดยาง บางช่วงก็เป็นโคลนและต้องขับรถข้ามสะพานไม้เก่าๆ เพื่อไปอีกฟากของลำธาร ตอนแรกฉันก็แอบกลัวๆ อยู่ไม่น้อยว่าสะพานเก่าๆ แบบนั้นจะรับน้ำหนักรถยนต์ไหวมั้ย แต่เห็นรถกระบะคันใหญ่ข้ามไปก่อนหน้าก็พอจะมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง

ตลอดทางประมาณ 2 ไมล์ก่อนที่จะถึงที่จอดรถที่ทางเข้าเกลเซียจริงๆ ไม่มีรถนักท่องเที่ยวให้เห็นนัก มีเพียงคันเดียวที่ขับสวนทางมา หรือว่าพวกเรามาเที่ยวเร็วเกินไปเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมากันช่วงหน้าร้อน แต่นี่เพิ่งจะปลายฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ฝนเริ่มตกปรอยๆ สลับกับหยุดแต่ก็ไม่มีแดดเลย โชคดีที่พวกเราเตรียมเสื้อกันฝนมาด้วยเมื่อมาถึงที่จอดรถจึงเห็นรถนักท่องเที่ยวจอดอยู่ 3 คันเจ้าหน้าที่อีกคนกำลังทำทางโดยเอาไม้แผ่นมากางพาดบริเวณที่มีน้ำขังที่มาจากหิมะที่เพิ่งละลาย พวกเราใส่เสื้อกันหนาว หมวก ถุงมือและรองเท้าบูทที่เตรียมมาเพราะเมื่อออกมาจากรถอากาศค่อนข้างเย็นประมาณ 10 องศาเซลเซียสและจะเริ่มเย็นลงเมื่อยิ่งเข้าใกล้เกลเซียบริเวณที่จอดรถเป็นลานกว้างสามารถมองเห็นเกลเซียโดยรวมได้ เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องเดินตามทางที่ทำไว้ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ฉันสังเกตเห็นลูกศรชี้บอกทาง บางช่วงก็เป็นตอไม้ที่มีผ้าสีแดงผูก และบางช่วงก็จะมีป้ายว่าห้ามเดินไปทางนั้นเพราะอันตราย

 

พื้นดินมีทั้งเป็นดินดำร่วนๆ แต่เมื่อเอาเท้าเขี่ยพื้นด้านล่างก็เป็นน้ำแข็ง บางช่วงเป็นโคลนหรือดินเปียกๆ บางช่วงเป็นแผ่นน้ำแข็งบางๆ เมื่อเท้าเหยียบลงก็ส่งเสียงกรอบแกรบ แถมพื้นดินบางช่วงก็กลายเป็นร่องมีน้ำไหล ช่วงแรกๆ ที่ฉันเริ่มเดินก็ต้องระวังอย่างมาก มองแต่พื้นเป็นส่วนใหญ่แทบไม่มีโอกาสมองก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เริ่มเห็นใกล้เข้ามาข้างหน้า Matanuska Glacier เป็นเกลเซียประเภท Valley Glacier ซึ่งเมื่อหาข้อมูลดูก็ได้ความว่า “Valley Glacier” เป็นเกลเซียที่เกิดจากการทับถมของหิมะแล้วเคลื่อนตัวไหลลงมาตามเนินหรือภูเขา และด้วยน้ำหนักของหิมะจำนวนมากทำให้พื้นดินยุบสึกลงไปกลายเป็นเกลเซีย สำหรับ Matanuska Glacier มีความยาว 27 ไมล์ (43 กม.) และกว้าง 4 ไมล์ (6.4 กม.) บริเวณที่เราและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เที่ยวชมเป็นเพียงส่วนนอกสุดเท่านั้น ถ้ามีความชำนาญในการไต่เขาอาจจะปีนขึ้นไปได้ถึงบริเวณยอดได้ ระหว่างที่เราเดินสำรวจและถ่ายรูปอยู่นั้นก็พอได้เจอนักท่องเที่ยวบ้าง แต่กลุ่มที่ใหญ่สุดคงจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีเกือบสิบคนเสียงดังพอสมควร

พวกเราได้เจอกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มและได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเกลเซีย พวกเขาคิดว่าความลึกของเกลเซียน่าจะประมาณ 45-60 เมตรเป็นอย่างน้อย ก้อนน้ำแข็งบางก้อนมีสีขาวหม่น บางก้อนมีสีฟ้าปนขาว ผิวเรียบและขรุขระต่างกัน การเดินชมต้องเดินด้วยความระมัดระวังเพราะบางช่วงเป็นผาสูง เมื่อถึงจุดสุดทางเดินแล้วเราก็จะเห็นป้ายติดไว้ว่าห้ามเข้าใกล้ การเดินเข้าชมสามารถเดินได้เรื่อยๆ หลายเส้นทาง แต่ก็ต้องมองดูป้ายหรือเครื่องหมายเตือนว่าห้ามเข้าด้วย ผิวของเกลเซียมีหลากหลาย บางที่เรียบเดินวิ่งได้ แต่บางที่ต้องปีน บ้างที่เป็นร่องแตกของน้ำแข็งเราก็ต้องกระโดดบ้าง พวกเราลองเอา Hiking Stick จุ่มลงไปจนสุดก็ยังไม่เจอก้นของร่อง น้ำแข็งที่ละลายก็จะไหลลงไปทางด้านล่างไปรวมกับ แม่น้ำ Matanuska

 

โดยปกติลำธารและแม่น้ำที่น้ำไหลมาจากเกลเซีย เมื่อไหลมารวมกัน
ปกติน้ำจะมีสีฟ้าแต่น้ำในแม่น้ำ Matanuska ไหลแรงและขุ่นมาก ฉันมานึกเอาว่าก่อนที่จะเป็นกลายมาเป็นน้ำ มันก็เคยเป็นน้ำแข็งและเป็นส่วนหนึ่งของเกลเซียมาก่อน ซึ่งสูงเทียบได้กับตึกหลายชั้นเราต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อดู แต่พอเปลี่ยนรูปมาเป็นน้ำ พลังของมันก็ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินฉันไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดของสายน้ำแห่งนี้อยู่ที่ไหน แต่ไม่ว่าจุดสิ้นสุดของมันอยู่ที่ใด แม่น้ำสายนี้ก็หล่อเลี้ยงพืชพรรณและสัตว์น้ำในอลาสก้ามานานหลายชั่วคน คนที่นี่ยังคงอนุรักษ์และเห็นความสำคัญของธรรมชาติ นอกจากความสกปรกเฉอะแฉะที่เกิดจากธรรมชาติฉันยังไม่เห็นเศษขยะ กระป๋องน้ำอัดลมหรือเปลือกลูกอมสักชิ้นเดียวตลอดทางที่ผ่านมา แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คงเป็นขนาดของเกลเซียที่ลดลงทุกปีที่มีสาเหตุมาจากปัญหาโลกร้อน ซึ่งผู้ใหญ่ระดับประเทศของสหรัฐอเมริกาก็เล็งเห็นความสำคัญ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2015 ประธานาธิบดีก็มาดูเกลเซียและประชุมแก้ปัญหา ฉันไม่แน่ใจว่าผลการประชุมออกมาเป็นอย่างไรบ้าง ปัญหาโลกร้อนและน้ำแข็งละลายทางแถบขั้วโลกเหนือถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญระดับโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศที่มีเกลเซียเท่านั้นมันส่งผลถึงกันทั่วโลก

คุณจิรนุช นุชคำแหง (เจ้าของเรื่อง)

เราใช้เวลาเดินเล่นสำรวจความยิ่งใหญ่ของเกลเซียแห่งนี้นานเกือบ 3 ชั่วโมง อากาศภายในเกลเซียเย็นยะเยือก แต่เมื่อมองออกไปด้านนอกก็ยังเห็นต้นไม้น้อยใหญ่อยู่รายรอบเริ่มมองเห็นใบสีเขียวอ่อนที่เริ่มผลิออกมา ฝนทำท่าที่จะตกหนักขึ้น กลุ่มของพวกเราเลยตัดสินใจกลับ รามถึงนักปีนเขาอีกสองรายที่เพิ่งเดินลงมาจากปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง ถึงแม้ว่าฉันและเพื่อนจะไม่ได้ไต่ขึ้นไปยังยอดแต่ฉันก็ได้ความประทับใจไปแบบเต็มๆ กับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และหวังว่าวันหนึ่งคงมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเยือนอีก


ขอบคุณ คุณจิรนุช นุชคำแหง (เจ้าของเรื่อง) ที่มีเรื่องสนุกๆ ในการเดินทางมาเล่าให้พวกเราได้อ่านกัน^^

 

ร่วมสนุก กับ CHECKTOUR MAGAZINE
เขียนเล่าเรื่องประสบการณ์การท่องเที่ยวต่างแดน
พร้อมรูปถ่าย ในสไตล์ที่เป็นคุณ จะโรแมนติก ขำขัน
มันส์ บรรเจิด เลิศสะแมนแตน ส่งมาให้เรา
เรื่องไหนได้รับการคัดเลือกให้ตีพิมพ์ รับไปเลย Gift Voucher ที่บัตรในประเทศ 1 รางวัล

ส่งมาที่ info@checktour.com

 

 

 

17 มิถุนายน 2017

ผู้ชม 303 ครั้ง