ดูบทความRocky Mountains

Rocky Mountains

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Rocky Mountains

ต้นเดือนสิงหาคมเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศแคนาดา กิจกรรมการท่องเที่ยวในแถบเทือกเขาสูงจะมีความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่เป็นมรดกโลกอย่างเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) ที่อยู่ในรัฐอัลเบอร์ต้า (Alberta) เดินทางจากแวนคูเวอร์ในรัฐบริติชโคลัมเบียใช้เวลา ขับรถประมาณ 10 ชั่วโมง ขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างทางจะมีการขับขึ้นเขาลงเขาและเลี้ยวซิกแซ็กไปมาอยู่ตลอดเวลา การขับรถเดินทางไปเที่ยวคนเดียวดูเป็นเรื่องยากและจะเหนื่อยมาก ดังนั้นการมองหาทัวร์ไปเที่ยวก็จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า ทัวร์ที่จัดไปเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้มีมากมายในแวนคูเวอร์ ราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด ผมซื้อทัวร์จากบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในราคาประมาณ 340 เหรียญ สำหรับแชร์ห้องนอน 2 คน ถ้ามีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยหลายคนก็สามารถจ่ายได้ถูกลงไม่ถึง 300 เหรียญ สำหรับแชร์ห้องนอน 4 คน โปรแกรมทัวร์ 4 วัน 3 คืน ออกเดินทางจากแวนคูเวอร์

Rocky Mountains เป็นเทือกเขาหลักที่อยู่ในภาคตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ มีความยาวกว่า 4,800 กิโลเมตรจากเหนือสุดของรัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันตกของประเทศแคนาดา ทอดยาวมายังรัฐนิวเม็กซิโก ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา เทือกเขาร็อกกี้กำเนิดเมื่อประมาณ 55-80 ล้านปีก่อน ปัจจุบันเทือกเขาร็อกกี้ได้รับการคุ้มครองให้เป็นป่าสงวนและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับ การเดินป่า ตั้งแคมป์ ปีนเขา เล่นสกี ฯลฯ

เช้าวันแรกของการเดินทางผมไปขึ้นรถที่หน้าบริษัททัวร์เกาหลี ผมเลือกที่จะนั่งใกล้ๆ กับหน้ารถ
ใกล้คนขับริมหน้าต่าง เวลาขึ้นลงจะได้สะดวกและสามารถมองทิวทัศน์ได้ชัดเจนจากภายในรถ รถจะวิ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเพราะฉะนั้นแดดจะส่องทางด้านขวา ผมจึงเลือกนั่งริมหน้าต่างด้านซ้าย ลูกทัวร์บนรถมีประมาณ 20 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น หรือกลุ่มนักเรียนเกาหลีที่มาเรียนภาษาหรือมหาวิทยาลัยในแวนคูเวอร์ ไกด์นำเที่ยวเป็นชายเกาหลีอัธยาศัยดี พูดไทยได้นิดหน่อย

รถทัวร์ออกเดินทางจากแวนคูเวอร์ไปตามเส้นทางสายตะวันออก BC-1 East / Trans Canada Highway หลังจากนั้นก็วิ่งขึ้นเหนือถนนสาย BC-5 North เราไปถึงเมือง Kamloops ช่วงใกล้เที่ยง ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 4 ชั่วโมง แวะพักกินข้าวบริเวณใกล้ๆ อาหารที่ทัวร์จัดให้ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารเกาหลี หรือไม่ก็อาหารจีน มื้อแรกที่ทานเป็นภัตตาคารอาหารจีน รสชาติพอใช้ได้ หลังจากอาหารกลางวันเราก็เดินทางต่อไปอีก 2 ชั่วโมงเศษแวะเที่ยวที่ Eagle Pass Three Valley Lake ก่อนที่จะเข้าที่พักในเมือง Revelstock Three Valley เป็นชุมชนกลุ่มหนึ่งในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประกอบไปด้วยบ้านพักรีสอร์ทสมัยใหม่บนพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในยุค ค.ศ. 1800 ที่นี่ตั้งอยู่ใกล้ทางหลวง Trans Canada Highway ห่างจากเมือง Revelstoke ทางตะวันออกประมาณ 19 กิโลเมตร บรรยากาศที่นี่ร่มรื่นและสวยงาม ด้วยทะเลสาบที่โอบล้อมด้วยภูเขา ตัวรีสอร์ทหรือโรงแรมก็ดูมีสีสันสวยงาม พื้นที่บริเวณนั้นก็ได้รับการดูแลอย่างดีทั้งต้นไม้และดอกไม้ที่ดูสดชื่น ถ้าคืนนี้ได้พักที่นี่ก็คงเป็นคืนที่มีความสุขกับธรรมชาติอย่างแน่นอน ในช่วงเย็นก่อนมืด ไกด์ทัวร์ก็พาไปเที่ยวจุดชมวิวอีกที่ เรียกว่า Roger Pass เป็นจุดระหว่างเทือกเขาบนที่ระดับความสูง 1,330 เมตร หรือ 4,360 ฟุต

 

ในวันที่สอง เราออกจากเมือง Revelstoke เดินทางผ่าน Glacier National Park เพื่อไป Yoho National Park ใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง สำหรับระยะทาง 200 กิโลเมตร ระหว่างทางเรามีชะลอรถเพื่อหยุดดูสัตว์ป่าที่อยู่ข้างทางด้วย ผมได้เห็นแพะภูเขากับกวางอยู่ริมถนน รถบางคันถึงกับจอดดูอยู่ข้างถนน จนทำให้เรารู้ว่าเมื่อไหร่ที่มีสัตว์ป่าอยู่ริมถนน รถข้างหน้าก็จะชะลอความเร็วหรือจอดอยู่กับที่ Yoho National Park ตั้งอยู่บนพื้นที่เทือกเขาร็อกกี้แคนาดาตะวันตก อยู่ใกล้กับเมืองโกลเด้น (Golden) ในเขตรัฐบริติชโคลัมเบียใกล้พรมแดน
รัฐอัลเบอร์ต้า ชื่อ Yoho มาจากคำพื้นเมืองที่มีความหมายว่าความน่าเกรงขามและความสงสัย โยโฮครอบคลุม 1,313 ตารางกิโลเมตร แต่ก็ยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่เล็กที่สุดเมื่อเทียบกับอุทยานแห่งชาติที่ติดกัน อย่างเช่น Banff, Jasper และ Kootenay ซึ่งทั้งหมดได้รับประกาศให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในปี 1984

Emerald Lake หรือทะเลสาบสีเขียวมรกต เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าชื่นชมมากที่สุดในอุทยานแห่งชาติโยโฮ ด้วยความหลากหลายทั้งด้านทัศนียภาพและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักเดินทางให้มาที่นี่ ทะเลสาบนี้ถูกค้นพบในปี 1882 ทิวทัศน์และพันธุ์ป่าไม้ที่หลากหลายทำให้ดูร่มรื่นสวยงาม ที่นี่มีกล้วยไม้ป่านานาชนิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งยังเป็นแหล่งสัตว์ป่าที่สำคัญอย่างเช่น นกอินทรีหัวขาว กวางมูซขนาดใหญ่ที่มีเขาแบน นกเหยี่ยวที่กินปลาเป็นอาหาร และนกเป็ดน้ำ นอกจากการปีนเขาซึ่งจะเห็นทะเลสาบมรกตแล้วการพายเรือคานูก็เป็นอีกวิธีที่นิยม การตกปลาก็เป็นสิ่งที่นิยมในช่วงฤดูร้อน ในฤดูหนาวก็มีกีฬาสกีให้เล่น การว่ายน้ำเหมาะสำหรับคนที่ว่ายน้ำแข็งเท่านั้น การนั่งปิกนิกก็เป็นนิยมเช่นกัน เมื่อรถทัวร์ไปถึงที่ทะเลสาบ เราจะเห็นแค่ต้นไม้ป่าเขาบดบังทะเลสาบอยู่ พอลงจากรถเดินมาแค่ 2-3 นาที คนในกลุ่มทัวร์ก็มีเสียงร้อง โฮฮฮฮ ว้าววว ผมเองก็ขนลุกอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้เห็น ทะเลสาบมรกตที่มีความสวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต น้ำในทะเลสาบเป็นสีเขียวอ่อน สีแก่อ่อนไล่ตามเงาไม้และแสงแดดที่ส่องลงมา เราเดินบนสะพานที่ยื่นออกไปในทะเลสาบเพื่อชื่นชมความงาม พร้อมกับถ่ายรูปกันแบบไม่ยั้ง ภาพน้ำสีมรกตบวกกับแบ็คกราวด์ด้านหลังที่เป็นป่าทึบพร้อมกับภูเขาสูงชันที่เห็นหิมะบนยอด เป็นเสมือนภาพที่ผมเคยจินตนาการหรือเห็นจากภาพสารคดีในสมัยเด็กๆ

จากทะเลสาบเอ็มเมอรัลเลค ไปไม่ไกลนักเราก็จะไปถึง Natural Bridge หรือสะพานตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากการเซาะกร่อนของหินที่มีน้ำตกเป็นตัวกระทำ จากอุทยานแห่งชาติโยโฮ เดินทางต่อไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตรก็จะไปถึงเลคหลุยส์ (Lake Louise) ทะเลสาบนี้มีชุมชนเล็กๆ อยู่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park) รัฐอัลเบอร์ต้า ทะเลสาบหลุยส์ถูกตั้งชื่อตามเจ้าหญิงแคโรไลน์หลุยส์อัลเบอร์ต้า (1848-1939) ธิดาองค์ที่ 4 ของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย

ก่อนที่เราจะไปที่เลคหลุยส์ ไกด์ทัวร์ก็พาเราไปขึ้นกระเช้า Gondola เพื่อขึ้นไปชมความงามของเลคหลุยส์กับทิวทัศน์ภูเขารอบๆจากที่สูงก่อน อากาศในตอนนั้นค่อนข้างร้อนที่ตีนเขาแต่พอขึ้นไปก็เริ่มเย็น อากาศเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อถึงที่ยอดเขามองไปรอบๆ จะถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูงชัน ภูเขาส่วนใหญ่ครึ่งล่างจะเป็นสีเขียวและครึ่งบนจะเป็นสีขาวที่ยังพอมีน้ำแข็งและหิมะปกคลุม เรามองลงไปตรงบริเวณเลคหลุยส์จะเห็นทัศนียภาพเป็นทะเลสาบเล็กๆ ล้อมด้วยภูเขาสูงชันทั้งด้านซ้ายและขวา ด้านหลังจะเป็นภูเขาสูงชันเหมือนกำแพงสีขาวที่มีหิมะเป็นชั้นๆ

ความงดงามของเลคหลุยส์นั้นสุดจะบรรยาย สมกับคำล่ำลือว่าเป็นหนึ่งในทัศนียภายที่สวยที่สุดในโลก เมื่อเราได้ไปยืนอยู่ที่นั่นก็จะรู้สึกถึงความงามที่ยิ่งใหญ่ อย่างกับเราได้เข้าไปสู่ในภาพวาดที่สวยที่สุดในโลก ตอนที่ไปถึงทุกคนก็ตื่นเต้นในทิวทัศน์เหมือนโดนมนต์สะกด มีนักท่องเที่ยวมากมายมาที่นี่และคงไม่แปลกใจเลยถ้านักท่องเที่ยวที่ไม่เคยมาหรือเคยมาแล้วจะอยากกลับมาที่เลคหลุยส์นี้อีก ผมพยายามเก็บรูปให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ไปจอยทัวร์คนเดียวผมก็เจอคนเกาหลีคนหนึ่งซึ่งมาทัวร์คนเดียวเหมือนกัน เราเลยกลายเป็นพาร์ทเนอร์ถ่ายรูปให้กันและกัน

 

Banff National Park หรืออุทยานแห่งชาติแบมส์ ตั้งขึ้นปี 1885 ในเขตเทือกเขาร็อกกี้ เป็นอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศแคนาดา พื้นที่อุทยานอยู่ห่างจากเมืองคัลการี่ 110-180 กิโลเมตรที่อยู่ทางด้านตะวันออก อุทยานมีขนาดประมาณ 6,641 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยภูเขา ทุ่นน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง ต้นสนและป่า ด้านเหนือจะติดกับอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ (Jasper National Park) ด้านตะวันตกจะติดกับอุทยานแห่งชาติโยโฮ (Yoho National Park) ส่วนทิศใต้จะติดกับอุทยานแห่งชาติคูทีเน (Kootenay National Park) เมืองหลักชื่อเมืองแบมส์ (Banff) ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ Bow River อุทยานแห่งชาติแบมฟ์เป็นหนึ่งในอุทยานที่มีคนมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

 

วันที่สามของการท่องเที่ยว เรายังอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติแบมส์ ตลอดทางที่นั่งอยู่บนรถไปตามถนน Icefields Parkway ทุกคนก็ชมทิวทัศน์ทั้ง 2 ข้างทางตลอดเวลา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะลงรถไปถ่ายรูปแทบทุกจุด แต่จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ Bow Lake ซึ่งเป็นเพียงทะเลสาบเล็กๆที่อยู่ระดับความสูง 1,920 เมตร อยู่ขึ้นไปทางเหนือก่อนถึงอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ ที่โบว์เลคจะมีความงามของภูเขาหุบเขาที่ส่องเงากระทบกับน้ำในทะเลสาบ ซึ่งเรียบสงบและใสอย่างกับกระจกส่องหน้า ภูเขาสูงที่เห็นด้านหลังทะเลสาบมี 3 ลูกแต่เราจะสามารถเห็นได้ถึง 6 ลูก (ภาพสะท้อนจากในน้ำอีก 3 ลูก)  เป็นความงดงามที่น่าประทับใจอีกที่หนึ่ง

ถัดขึ้นเหนือไปตามเส้นทางไอซ์ฟิลด์ พาร์คเวย์เพียง 10 นาที ก็จะมีจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน Peyto Lake เป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่อยู่ในหุบเขา ในฤดูร้อนธารน้ำแข็งจะละลายกลายเป็นน้ำทะเลสาบที่มีสีฟ้าสดใสสวยงาม ด้วยความสวยของสีน้ำที่ทะเลสาบนี้ จึงมักจะมีการใช้รูปทะเลสาบนี้พิมพ์ลงในหนังสือท่องเที่ยวมากมาย จุดชมวิวที่สวยที่สุดจะอยู่ที่จุดสูงสุด Bow Summit

รถทัวร์ขับขึ้นเหนือตามเส้นทางไปอีก 80 กว่ากิโลเมตร ก็จะถึง Columbia Icefield Glacier หรือธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ ธารน้ำแข็งนี้ตั้งอยู่ในเทือกเขาร็อกกี้ระหว่างอุทยานแห่งชาติแบมส์และอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ มีพื้นที่ประมาณ 325 ตารางกิโลเมตร มีความลึกของหิมะทับถมกันอยู่ 100-365 เมตร และมักจะมีหิมะตกทับถมเพิ่มขึ้นอีก 7 เมตร ทุกๆ ปีในฤดูหนาว ธารน้ำแข็งจะสามารถเห็นได้จากถนนไอซ์ฟิลด์ พาร์คเวย์ ธารน้ำแข็ง Athabasca Glacier จะเป็นจุดที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยรถ Snowcoaches ในฤดูร้อนช่วงที่บางส่วนของธารน้ำแข็งมีละลายไปบ้าง Columbia Icefield เป็นต้นกำเนิดของเม่น้ำอทาบาสกา แม่น้ำแซดเชวัน และแม่น้ำโคลัมเบีย ธารน้ำแข็งนี้ยังไหลไปใน 3 ทวีป คือทางเหนือออกไปมหาสมุทรอาร์กติก ทางตะวันออกไปอ่าวฮัดสันและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทางทิศใต้และทิศตะวันตกไหลไปมหาสมุทรแปซิฟิก

ไกด์ทัวร์เล่าให้ฟังว่าธารน้ำแข็งที่นี่ร่นไปเยอะเป็นร้อยๆ เมตรในหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่มีปัญหาเรื่องโลกร้อน หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก น้ำที่ละลายจากยอดเขาอทาบาสกาที่ไหลลงมาถือว่าเป็นน้ำแร่ธรรมชาติที่มีคุณค่า สามารถดื่มได้ทันที หรือจะใส่ขวดเก็บไว้ดื่มก็ได้ แต่ไม่ควรดื่มหลังเก็บเกิน 24 ชั่วโมง ระหว่างทางที่นั่งรถหิมะ ขึ้นไปที่ธารน้ำแข็งผมก็สังเกตเห็นมีหลุมลึกหลายหลุมในน้ำแข็งข้างๆ เล่ากันว่าถ้าคนตกลงไปก็ไม่มีทางรอดชีวิต เพราะหลุมลึกมากและไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์อะไรที่จะตัดธารน้ำแข็งลงไปช่วยได้ทัน พอเราลงเดินบนธารน้ำแข็งจะรู้สึกได้ว่าเดินบนน้ำแข็งจริงๆ ทั้งหนาวทั้งลื่น ผมได้เอาขวดน้ำไปรองน้ำส่วนที่ละลายไหลลงมาแล้วลองดื่ม น้ำเย็นเจี๊ยบสดชื่นแบบที่ว่า Mountain Spring Water

จากไอซ์ฟิลด์เราก็ไปเที่ยวต่อที่น้ำตกอทาบาสกาและไปจบที่จุดชมวิวสุดท้ายของ Mount Robson ซึ่งเป็นจุดสูงที่สุดในเทือกเขา
ร็อกกี้ในแคนาดา เราออกจากจุดชมวิวที่ Mount Robson ไปยังเมือง Revelstoke เพื่อพักเป็นคืนสุดท้ายก่อนกลับเข้าแวนคูเวอร์ ผมกับเพื่อนใหม่อีก 3 คนไปหาที่นั่งดื่มฟังเพลงกัน เพื่อนที่เป็นผู้ชายเป็นคนเกาหลีที่บริษัทซัมซุงในเกาหลีใต้ส่งมาดูงานที่แคนาดา ผู้หญิงอีก 2 คนเป็นคนญี่ปุ่นกับจีน นอกจากนี้ผมยังได้ไกด์ทัวร์เป็น เพื่อนใหม่ด้วยเพราะเขาเคยอยู่เมืองไทยและพอพูดไทยได้ เค้าก็เลยอยากสนิทกับผมไว้เพราะเค้าชอบมาเที่ยวเมืองไทยบ่อยๆ  เวลากินข้าวในคณะทัวร์ คนอื่นเค้ามักจะมากันเป็นกลุ่มนั่งจนเต็มโต๊ะและไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษกับผม ไกด์ทัวร์จึงมักจะชวนผมไปนั่งโต๊ะเค้าแล้วกินกันอยู่แค่สองคน

คุณเบท เลิศสง่างาม (เจ้าของเรื่อง)

การเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า การได้เห็นความอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่หาดูได้ยาก ความสวยงามของเทือกเขา ป่าสน ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบแห่งมนต์เสน่ห์ และสัตว์ป่าที่อยู่ตามธรรมชาติ ถือว่าเป็นกำไรของชีวิตที่หาได้ยากเลยทีเดียว

 

ขอบคุณ คุณเบท เลิศสง่างาม (เจ้าของเรื่อง) ที่มีเรื่องสนุกๆ ในการเดินทางมาเล่าให้พวกเราได้อ่านกัน^^

ร่วมสนุก กับ CHECKTOUR MAGAZINE
เขียนเล่าเรื่องประสบการณ์การท่องเที่ยวต่างแดน
พร้อมรูปถ่าย ในสไตล์ที่เป็นคุณ จะโรแมนติก ขำขัน
มันส์ บรรเจิด เลิศสะแมนแตน ส่งมาให้เรา
เรื่องไหนได้รับการคัดเลือกให้ตีพิมพ์ รับไปเลย Gift Voucher ที่บัตรในประเทศ 1 รางวัล

ส่งมาที่ info@checktour.com

17 มิถุนายน 2017

ผู้ชม 508 ครั้ง