เที่ยวยุโรป ณ อิตาเลียน รีเวียร่า

หมวดหมู่: HOT REVIEW

 

Italian Riviera

อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส น่าจะเป็น 3 ประเทศในยุโรปที่ไม่ว่าใครก็ต้องอยากไปเยี่ยมเยือนดูซักครั้ง ด้วยเสน่ห์ที่ล้นเหลือ ทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมสวยๆ และอาหารอร่อยๆ มากมายรอให้เราได้ลองทานกัน ใครได้ไปเยือนเป็นต้องตกหลุมรักทุกเมืองของทั้งสามประเทศนี้แน่นอน

เราเริ่มต้นการเดินทางในครั้งนี้กันที่ประเทศอิตาลี ประเทศทางฝั่งยุโรปใต้ เหนือคาบสมุทรอิตาลี เป็นประเทศที่มีรูปทรงจำได้ง่ายเมื่อมองผ่านแผนที่เพราะคล้ายรองเท้าบูท มีพรมแดนทางตอนเหนือติดกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และสโลวีเนีย อิตาลีมีครบทั้ง 4 ฤดู คือ ฤดูหนาวในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ อากาศจะหนาวแต่ไม่มาก อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ผลิเริ่มที่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ช่วงนี้อากาศเย็นสบายไม่หนาวและไม่ร้อนมาก ฤดูร้อนช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างร้อนมาก ในบางพื้นที่อุณหภูมิอาจสูงถึง 30 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะเป็นอีกฤดูหนึ่งที่มีอากาศจะเย็นสบายและเหมาะกับการท่องเที่ยวมาก

เรานั่งเครื่องบินของสายการบินการบินไทย” (Thai Airway) บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินฟิอูมิชิโน่ (Fiumicino Airport) ของอิตาลีใช้เวลาร่วม 12 ชั่วโมง สนามบินฟิอูมิชิโน่ถือเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและตั้งอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองโรมประมาณ 35 กิโลเมตร แต่จุดหมายของเราในวันนี้ไม่ใช่เมืองโบราณเก่าแก่มากประวัติศาสตร์อย่างโรม เพราะเราจะนั่งรถบัสมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยัง แคว้นทัสคานี (Tuscany) แคว้นใหญ่ที่อยู่ทางตอนกลางของประเทศ ฟากตะวันตกของแคว้นเป็นแนวชายฝั่งติดกับทะเลติร์เรเนียน” (Tyrrhenian Sea) ทำให้ภูมิอากาศของแคว้นทัสคานีเย็นสบายตลอดปี พื้นที่ 2 ใน 3 ของแคว้นจะครอบคลุมไปด้วยภูเขาและเนินเขาน้อยใหญ่จำนวนมาก

เมืองซานจีมิญญาโน (San Gimignano)

จุดหมายแรกของเราที่เมือง ซานจีมิญญาโน (San Gimignano) ตลอดทางเราจะได้เห็นวิวสวยๆ ของแนวภูเขาที่แต่งแต้มและแซมไปด้วยบ้านเรือนอาคารหลากสีสันที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็เดินทางถึงเมืองซานจีมิญญาโน เมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคกลางที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ตัวเมืองจะล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูงที่เป็นปราการป้องกันข้าศึกมาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อเดินผ่านประตูเมืองเข้ามาแล้วเราจะเห็นถนนและอาคารสูงในสไตล์โรมาเนสก์และโกธิกที่เรียงรายไปตามเส้นทางถนนที่เรื่อยสูงขึ้นไปด้านบนจนบรรจบกับจัตุรัสใจกลางเมืองจัตุรัสเดลล่าซิสเทอน่า (Piazza Della Cisterna) ที่ใจกลางจัตุรัสเราจะได้เห็นบ่อน้ำที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของเมืองในยุคอดีต

เมืองซานจีมิญญาโนมักถูกเรียกว่าเป็นเมืองแห่งหอคอย เพราะไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของเมืองเราก็จะมองเห็นหอคอยสูงที่มีอยู่มากถึง 14 แห่ง ซึ่งเป็นส่วนที่หลงเหลือได้รับการดูแลรักษาถึงปัจจุบันจากที่ถูกทำลายไปแล้วจำนวนมากจากสงครามกลางเมืองในแต่ละครั้ง จุดเด่นของเมืองยังมีอีกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นโบสถ์แห่งซานจีมิญญาโน (Collegiate Church of San Gimignano) โบสถ์หลักของเมืองตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 มีศาลากลางเมือง (Palazzo Comunale) ที่โดดเด่นด้วยหอคอยสูงถึง 54 เมตร ตัวเมืองเก่ายังได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีทำให้เมืองซานจีมิญญาโนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกเขตพื้นที่ประวัติศาสตร์ไปในปี 1990 และนอกจากอาคารเก่าแก่เหล่านี้แล้วเรายังได้ชมวิวสวยๆ ของเมืองพร้อมเลือกซื้อของฝากจากร้านค้าที่เรียงรายอยู่ภายในเมืองด้วย

ลุกกา (Lucca)

  มาถึงอีกเมืองชื่อดังของแคว้นทัสคานีซึ่งมีชื่อว่าลุกกา (Lucca) เมืองประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบย้อนความเป็นมากลับไปได้ไกลกว่า 180 ปีก่อนคริสตกาล เมืองลุกกามีของดีมากมายให้ได้ชม วิธีการเที่ยวชมลุกกาที่ดีที่สุดคือการเดินลัดเลาะไปตามซอกซอยที่มีอยู่มากมายเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของเมืองและชมสถาปัตยกรรมสวยๆ ในแบบโรมาเนสก์เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ตกหล่นสิ่งสำคัญหรือแลนด์มาร์กเด่นๆ ไป เช่นโบสถ์ซานมิเชลอินโฟโร (Church of San Michele in Foro) โบสถ์โรมันคาทอลิกสีขาวสะอาดที่ตั้งเด่นอยู่กลางจัตุรัสซานมิเชล (Piazza San Michele) พิพิธภัณฑ์ปุชชินี (Puccini Museum) ที่จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวของจาโคโม ปุชชินี” (Giacomo Puccini) กวีชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 19 ที่มีบ้านเกิดอยู่ในลุกกาแห่งนี้ จาโคโม ปุชชินีมีผลงานชื่อก้องโลกและเป็นที่รู้จักกันดีอย่างมาดามบัตเตอร์ฟลาย” (Madame Butterfly) อีกทั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังหาได้ไม่ยากเพราะด้านหน้าจะมีรูปปั้นของปุชชินีตั้งเป็นจุดสังเกต และภายในเมืองยังมีสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งให้เดินชมแถมด้วยร้านค้าสำหรับการช้อปปิ้งสินค้าอีกมากมาย

ชิงเคว เตเร (Cinque Terre)

สำหรับไฮไลท์ของอิตาลีในเส้นทางนี้ต้องขอยกให้ ชิงเคว เตเร(Cinque Terre) นี่ไม่ใช่ชื่อเมืองหรือชื่อสถานที่ แต่คือชื่อของกลุ่มหมู่บ้าน 5 แห่ง ได้แก่ มอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso Al Mare), เวอร์นาซซา (Vernazza), คอร์นีเกลีย (Corniglia), มานาโรลา (Manarola), และริโอแมกจิโอเร (Riomaggiore) ที่ตั้งเลียบริมชายฝั่งของเมืองลา สเปเซีย (La Spezia) แคว้นลิกูเรีย (Liguria) แคว้นเล็กๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี ชิงเคว เตเร เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทิวทัศน์สวยๆ และบรรยากาศดีๆ ของการเป็นเมืองริมชายฝั่งทะเลทำให้ชิงเคว เตเร กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม เราขอแนะนำการนั่งรถไฟสายชิงเคว เตเรที่เชื่อมต่อทั้ง 5 หมู่บ้านเข้าไว้ด้วยกัน ระยะทางระหว่างสถานีของแต่ละหมู่บ้านใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น

เราเริ่มต้นเส้นทางชิงเคว เตเร กันที่สถานีลา สเปเซีย เซ็นทรัล (La Spezia Central Station) ด้วยการขึ้นรถไฟสายชมวิวที่แล่นเลียบริมชายฝั่งทะเล เพียงไม่กี่นาทีก็ถึงสถานีมานาโรลา” (Manarola Station) ของหมู่บ้าน มานาโรลา (Manarola) หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่เก่าแก่ที่สุดในชิงเคว เตเร อาคารบ้านเรือนทั้งหลายจะปลูกเรียงไล่ขึ้นไปตามแนวภูเขา ด้วยสีสันอันหลากหลายของตัวอาคารเมื่อมองจากระยะไกลจะมองเห็นอาคารสีลูกกวาดสวยตัดกับท้องฟ้าและน้ำทะเลได้เป็นภาพวิวที่สวยมากภาพหนึ่งทีเดียว

 

เดินเล่นเพลินๆ ไม่นานก็ต้องขึ้นรถไฟต่อไปยังที่ถัดไป เรานั่งผ่านสถานีคอร์นีเกลียเพื่อไปลงยังสถานี เวอร์นาซซ่า (Vernazza) จากสถานีรถไฟ นอกจากอาคารสูงตามเส้นทางถนนแล้วเรายังจะได้เห็นแผงร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่ในตลาดเล็กๆ เมื่อเดินทะลุออกมาด้านนอกจะเห็นอ่าวเล็กๆ ล้อมด้วยบ้านเรือน ร้านอาหาร ปราสาทเก่าและโบสถ์โบราณ เวอร์นาซซ่าจัดว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งแต่ยุคอดีต เพราะนอกจากจะเป็นหมู่บ้านชาวประมงแล้วยังเป็นหมู่บ้านป้อมปราการตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จุดชมวิวที่แนะนำสำหรับที่นี่คือด้านบนหอคอยของปราสาทที่จะได้เห็นทิวทัศน์ของเมืองเวอร์นาซซ่าได้โดยรอบ อีกจุดก็คือแหลมที่ยื่นออกไปด้านหน้าอ่าวที่เราจะได้เห็นวิวอีกมุมหนึ่งของเมืองที่รับรองว่าน่าทึ่งไม่แพ้กัน

 

คาโมกลิ (Camogli)

มาถึงฝั่งอิตาเลียน ริเวียร่าหากไม่แวะเที่ยวเมืองคาโมกลิ (Camogli) ก็เหมือนจะเที่ยวไม่ครบ เมืองคาโมกลิเป็นเมืองชายฝั่งที่เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่มาตั้งแต่ช่วงยุคกลาง จนถึงช่วงศตวรรษที่ 18 ที่นโปเลียนเรืองอำนาจ เมืองคาโมกลิก็ได้กลายเป็นเมืองฐานทัพเรือ และปัจจุบันก็ยังเป็นเมืองแห่งการประมงที่ท่าเรือจะเต็มไปด้วยเรือมากมายจอดเรียงราย ที่นี่เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสีสันสวยงามของอาคารต่างๆ ตัวเมืองคาโมกลิจะตั้งอยู่ต่ำลงไปด้านล่าง เราจึงต้องเดินลัดเลาะไปตามหมู่บ้านสวย ทำให้อดไม่ได้ที่จะแวะถ่ายรูปตามรายทางไปด้วย เมื่อลงมาถึงอ่าวด้านล่างก็จะเห็นเรือจอดอยู่เต็มท่าเรือ เราสามารถเดินเล่นลัดเลาะเลียบไปตามท่าเรือ หากเดินต่อไปอีกก็จะทะลุไปถึงอ่าวอีกฝั่งและเจอกับหาดทรายที่เป็นที่นิยมมากในช่วงฤดูร้อน

 

ยังไม่จบนะคะ กับทริปยุโรปเส้นทางแสนคลาสสิกนี้ เพราะเรายังไปเที่ยวที่ดินแดนแห่งภูเขาสูง สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศแห่งความศิวิไลซ์ ฝรั่งเศส กันต่อ ติดตามกันต่อนะคะ

 

สนับสนุนการเดินทาง

 

Go365Travel

www.go365travel.com/

 

 

TRIPIZEE WiFi

 


Facebook: Tripizee
LINE: @TripizeeTH
Instagram: _tripizee_


02-1054463 (Mon-Fri 09:00-18:00)

TRIPIZEE มีเพิ่่มเติมให้นักเดินทางเลือกสรร ดังนี้

Pocket wifi/ simcard/ ตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ/ ตั๋ว JR pass / รถรับส่งสนามบิน

 

 

 

 

 

28 มิถุนายน 2017

ผู้ชม 663 ครั้ง