ดูบทความโตเกียว อิวาเตะ 

โตเกียว อิวาเตะ 

หมวดหมู่: HOT REVIEW

 

โตเกียว อิวาเตะ 

2 ภูมิภาค 2 สไตล์ เที่ยวครบในทริปเดียว

____________________________________________________________________

 

แม้จะเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เที่ยวญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็มักเที่ยววนอยู่ในเมืองเดียว จังหวัดเดียวและภูมิภาคเดียว เพิ่งมาเปลี่ยนรูปแบบการเที่ยวให้ไกลออกไปเป็นต่างภูมิภาคก็เมื่อไม่นานนี้ที่เลือกเส้นทางระหว่างโตเกียวของภูมิภาคคันโตไปยังจังหวัดอิวาเตะของภูมิภาคโทโฮขุ ดูเหมือนไกลและเดินทางยากแต่ทุกอย่างก็ง่ายเพราะมีรถไฟชินคังเซ็นให้บริการซึ่งทำให้เราเที่ยวได้ 2 ภูมิภาคในทริปเดียว โดยรถไฟชินคังเซ็นสายโทโฮขุจะออกจาก “สถานีโตเกียว” (Tokyo Station) ไปยัง “สถานีโมริโอกะ” (Morioka Station) ซึ่งเป็นสถานีหลักของจังหวัดอิวาเตะด้วยเวลาเพียงแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

 

เหตุผลหนึ่งที่เลือกอิวาเตะเพราะที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มาก มีจุดชมธรรมชาติที่สวยงาม มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีมรดกของชาติที่สำคัญ มีอาหารอร่อย และเป็นแหล่งออนเซนที่ยอดเยี่ยมหนึ่งในญี่ปุ่น ส่วนโตเกียวที่หลายคนอาจมองว่ามีแต่อาคารสูงผู้คนพลุกพล่านจนไม่น่าจะหามุมธรรมชาติให้สบายอกสบายใจได้นั้นขอบอกสั้นๆ ว่า “ไม่จริง” เดี๋ยวจะพาไปชม ทริปโตเกียวอิวาเตะครั้งนี้รับรองว่าสนุกยิ่งกว่าทริปไหนๆ เที่ยวจบแล้วจะต้องอยากกลับไปอีกหลายๆ รอบแน่นอน

เราเริ่มต้นทริปกันที่โตเกียว โดยจากสนามบินฮาเนดะ เรามีเป้าหมายแรกที่ “ย่านคิชิโจจิ” (Kichijoji) ที่เต็มไปด้วยสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะใน “สวนสาธารณะอิโนคาชิระ” (Inokashira Park) ซึ่งเป็นเหมือนโอเอซิสกลางเมืองที่คอยผลิตอากาศบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงชาวเมืองอยู่ตลอดเวลา ภายในสวนจะมี “สวนสัตว์อิโนคาชิระ” (Inokashira Park Zoo) ที่ผู้ปกครองมักพาเด็กๆ มาชมสัตว์นานาชนิด กระทั่งเราเองเมื่อเข้ามาสัมผัสความสงบและร่มรื่นภายในสวนสาธารณะแห่งนี้แล้วก็แทบไม่อยากรีบร้อนกลับออกไปเลย

ย่านคิชิโจจิยังมี “พิพิธภัณฑ์จิบลิ” (Ghibli Museum) ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ของสตูดิโอที่ผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่นมาแล้วมากมาย ผู้ที่เข้าชมจะได้พบกับโลกเหนือจินตนาการ ได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตอนิเมชั่น และมีโรงฉายภาพยนตร์อนิเมชั่นอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ด้วย ส่วนพื้นที่อื่นๆ ในย่านคิชิโจจิยังมีแหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหารใน “ตรอกโยโคโช” (Yokocho Alleys) รวมถึงมีถนนสายช้อปปิ้งด้านหน้า “สถานีรถไฟคิชิโจจิ” (Kichijoji Station) ปลายทางที่ทำให้เรามาเที่ยวเมืองนี้ได้ง่ายเพราะมีรถไฟแล่นตรงจากสถานีรถไฟชินจูกุด้วยรถไฟ JR-East สาย Chuo

ในโตเกียวเราเลือกที่พักในย่าน “ชิบูย่า” (Shibuya) เพราะถือว่าคุ้นเคยและแวะมาบ่อยแต่ไม่เคยเบื่อเพราะชิบูย่ามีสีสันตลอดเวลาสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของวัฒนธรรมวัยรุ่นญี่ปุ่น มากไปกว่านั้นชิบูย่ายังมีแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารชื่อดัง บาร์ ไนท์คลับ การแสดงดนตรีสดในทุกมุมถนน คาเฟ่ทันสมัยพร้อมร้านค้าและช็อปอินเทรนด์มากมาย ให้บรรยากาศของความมีชีวิตชีวาสไตล์วัยรุ่น ห้ามลืมแวะไปทักทายรูปปั้นสุนัขชื่อดัง “ฮาจิโกะ” และเดินสวนทางกับผู้คนมากมายที่ “ห้าแยกชิบูย่า” (Shibuya Scramble Crossing) สัญลักษณ์สำคัญของชิบูย่าที่คนทั่วโลกรู้จักดี ที่สำคัญที่สุดคือจากชิบูย่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถไฟได้ง่ายมากเพราะ “สถานีรถไฟชิบูย่า” (Shibuya Station) ตั้งอยู่ในใจกลางชิบูย่านี่เอง

เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวเมื่อมาถึงชิบูย่าแล้วต้องขอแวะ “ชินจูกุ” (Shinjuku) เพราะอยากชม “ชินจูกุ เกียวเอ็น” (Shinjuku Gyoen) พื้นที่เก่าแก่ของไดเมียวในยุคเอโดะซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นสวนสวยเมื่อปี 1906 และปัจจุบันมีสถานะเป็น “สวนสาธารณะแห่งชาติ” พื้นที่ของสวนถูกออกแบบให้มี 3 สไตล์ คือ สวนญี่ปุ่นโบราณ สวนฝรั่งเศส และสวนอังกฤษ ช่วงฤดูใบไม้ผลิจะมีเทศกาลชมซากุระและเทศกาลดอกไม้สีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอ็น เป็นจุดชมดอกไม้ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของโตเกียว

เช้าวันถัดมาเรานั่งรถไฟโทโฮขุชินคังเซ็นจากสถานีโตเกียวไปยัง “สถานีอิชิโนเสะกิ” (Ichinoseki Station) จังหวัดอิวาเตะ โปรแกรมแรกของเราอยู่ที่ “วัดชูซนจิ” (Chuson-ji) ที่อยู่ในเมืองมรดกโลก “ฮิราอิซูมิ” (Hiraizumi) เป็นวัดเก่าแก่ที่ก่อตั้งโดย “พระจิคาคุ ไดชิ” (Jikaku Daishi) ในช่วงกลางศตวรรษที่ 9 และสร้างโดย “ท่านคิโยฮิระ” (Kiyohira) ต้นตระกูล “โอชู ฟูจิวาระ” (Oshu Fujiwara) ตอนต้นศตวรรษที่ 12 ตัวอาคารวัดมีขนาดใหญ่ และด้านในจะมีพระพุทธรูปองค์ใหม่ที่เพิ่งสร้างเมื่อปี 2013 ตั้งอยู่ “คอนจิกิโด” (โถงทองคำ) ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นดินแดนสุขสงบตามแนวทางพุทธศาสนา และเพื่อให้เป็นที่พำนักสุดท้ายของดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตจากสงคราม แม้ในศตวรรษที่ 14 อาคารหลายหลังจะเสียหายจากเพลิงไหม้ไปบ้างแต่ส่วนที่เหลือก็ยังคงความงดงามไว้ให้เห็นและชื่นชม ปัจจุบันวัดชูซนจิได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกและมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและเป็นแหล่งเก็บรักษางานศิลปะสมัยเฮอันซึ่งมีอยู่กว่า 3,000 ชิ้นรวมถึงสมบัติแห่งชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ รวมถึงวิหารทองคำที่โดดเด่นที่สุดในวัดแห่งนี้ด้วย

ส่วนสถานที่ที่เป็นทั้งไฮไลท์ของเราในทริปนี้ เป็นทั้งไฮไลท์ของการเที่ยวเมืองอิวาเตะ และเป็นทั้งไฮไลท์สำคัญของการท่องเที่ยวในภูมิภาคโทโฮขุ นั่นคือ “หุบเขาเกบิเค” (Geibikei) หุบเขาหินปูนที่ถูกสายน้ำใน “แม่น้ำซาเท็ตสึ” (Satetsu River) กัดกร่อนจนเกิดเป็นหน้าผาสูงราว 100 เมตร ขนาบสองฝั่งแม่น้ำยาวถึง 2 กิโลเมตร เป็นจุดชมธรรมชาติที่แฝงด้วยวิถีชีวิตชาวบ้านที่เราจะได้ยินเพลงโบราณ “เกบิ โอยวาเกะ” (Geibi Oiwake) เพลงที่ได้ถูกแต่งขึ้นในยุคเมจิ จากฝีพายที่เข้ากับความสงบและเงียบของแม่น้ำได้อย่างลงตัว ในฤดูใบไม้ผลิจะเห็นทิวสีม่วงของดอกวิสทีเรียทิ้งตัวทอดอยู่ตามหน้าผารายทางซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก

เราได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นเมืองแห่งออนเซ็นธรรมชาติกันที่ “ฮานามากิ ออนเซ็น” (Hanamaki Onsen) ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาตามแนวเทือกเขาโออุ (Ou) ที่มีแหล่งออนเซ็นธรรมชาติมากถึง 12 แห่งทั้งออนเซ็นในโรงแรมขนาดใหญ่และโรงแรมเล็กชานเมือง แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ต่างกันออกไป เป็นออนเซ็นกลางแจ้งริมแม่น้ำบ้าง และบ้างก็เป็นบ่อออนเซ็นลึกในระดับที่ต้องยืนแช่ แต่ที่เหมือนกันในทุกแห่งของฮานามากิ ออนเซ็นคือ มีทัศนียภาพโดยรอบแตกต่างตามฤดูกาลและมีเสน่ห์ชวนให้สัมผัสชนิดที่ไม่อยากพลาดเลยแม้แต่ฤดูเดียว

ปิดท้ายความรื่นรมย์ในอิวาเตะกันที่ “ฟาร์มโคอิวะอิ” (Koiwai Farm) ฟาร์มที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1891 ที่ได้ถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งให้กลายเป็นผืนดินที่ชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ จากนั้นได้มีการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นฟาร์มโคนมตั้งแตปี 1899 ภายในฟาร์มนั้นเราสามารถสัมผัสได้ถึงความสดชื่นและบริสุทธิ์ของอากาศได้ในทุกๆ ที่ พร้อมด้วยกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย ความเก่าแก่ของฟาร์มแห่งนี้ส่งผลให้อาคารหลายหลังภายในฟาร์มถูกยกให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมซึ่งมีคุณค่าต่อความเป็นมาของจังหวัดอิวาเตะอย่างที่สุด

ความครบถ้วนในการเที่ยวโตเกียวและอิวาเตะด้วยรถไฟชินคังเซนครั้งนี้ทำให้เราเก็บความประทับใจได้อย่างมากมายก่อนจะเดินทางกลับออกจากสถานีโมริโอกะเพื่อย้อนเข้าสู่สถานีรถไฟโตเกียวอีกครั้ง เดี๋ยวนี้จะเที่ยวญี่ปุ่นรูปแบบเดิมๆ ในภูมิภาคเดียวเห็นจะเสียโอกาสและดูจะไม่คุ้มเวลา จึงอยากแนะนำเส้นทางโตเกียวอิวาเตะ ที่จะสามารถสัมผัสบรรยากาศของ 2 ภูมิภาคได้อย่างเต็มอิ่มด้วยเวลาเพียง 1-2 วันหรือจะมากกว่านั้นตามที่ใจต้องการด้วยรถไฟชินคังเซ็นที่ทั้งสะดวกสบายและใช้เวลาไม่มาก แต่ที่มากคือความประทับใจที่จะได้รับจากการท่องเที่ยวในเส้นทางนี้ต่างหาก

 

 www.tohokuandtokyo.org     |   www.tourism-alljapanandtokyo.org 

06 ธันวาคม 2560

ผู้ชม 4551 ครั้ง