ดูบทความRussia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 1

Russia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 1

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Russia ดินแดนมหามิตร

ตอนที่ 1
เรื่องและภาพโดย : ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์
เรียบเรียงโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต

ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมิตรประเทศของไทยที่รักใคร่กันมายาวนานนับศตวรรษสำหรับ “รัสเซีย” (Russia) ดินแดนกว้างใหญ่ทางตอนเหนือของทวีปเอเชียที่กินอาณาเขตไกลไปจนถึงยุโรปตะวันออก ที่ผ่านมารัสเซียมีบทบาทสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์โลกในฐานะประเทศมหาอำนาจเคียงคู่สหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ต่อมาภายหลังการครองสถานะประเทศคอมมิวนิตส์และเปลี่ยนโฉมหน้าจากสหภาพโซเวียตมาเป็นรัสเซียก็ทำให้ภาพการเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวของรัสเชียไม่ชัดเจนเท่าประเทศอื่นๆ พร้อมกับความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเอ่ยถึงรัสเซียเพราะคำว่าคอมมิวนิสต์แท้ๆ โชคดีที่หลายปีมานี้รัสเซียเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น แม้จะมีหลายคนยังไม่แน่ใจแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นเที่ยวรัสเซียบ้างแล้ว และก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการเดินทางแหวกม่านเหล็กสู่ดินแดนหมีขาวนั้นคุ้มค่าและดีต่อหัวใจอย่างมาก รัสเซียมีความต่างไปจากประเทศอื่นๆ ในแง่วัฒนธรรมค่อนข้างมาก มีพระราชวังเดิม โบสถ์และสิ่งก่อสร้างทั่วทุกเมืองอลังการสวยงามบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่แห่งอดีตได้อย่างชัดเจน จึงเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่อยากแนะนำให้คุณผู้อ่านตั้งเป้าหมายไปเยือนให้ได้ในชีวิตนี้ แถมครั้งนี้ยังพาเราลองใช้บริการรถไฟชั้นเฟิร์สคลาสเพื่อเดินทางจากมอสโกเข้าสู่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอีกด้วย อาจไม่ใช่บริการที่เพิ่งมีใหม่ แต่เชื่อว่าน่าจะมีคุณผู้อ่าน Checktour Magazine หลายท่านอยากไปลองสัมผัสบรรยากาศการนั่งรถไฟข้ามเมืองในรัสเซียดูบ้างเหมือนกัน




 Cathedral of Christ the Saviour 


นับจากแรกสร้างเมื่อปี 1839 โดย “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1” (Alexander I) ใครๆ ก็มักเรียก “มหาวิหารเซนต์ซาเวียร์” (Cathedral of Christ the Saviour) ว่า “มหาวิหารโดมทอง” จากสัญลักษณ์โดมขนาดใหญ่สีทองอร่ามบนตัวมหาวิหารสีขาว และยังได้ชื่อว่าเป็นมหาวิหารที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย ทั้งยังต้องใช้เวลาสร้างนานถึง 45 ปี

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 โปรดให้สร้างมหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ขึ้นเพื่อถวายแด่พระผู้เป็นเจ้าและยังเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะหลังจากที่รัสเซียรอดพ้นภัยในสงครามกับ “นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส” (Napoleon Bonaparte) มาได้ อย่างไรก็ตามโดมทองที่เราเห็นอยู่นี้จริงๆ แล้วมีการสร้างขึ้นใหม่แทนของเก่า เพราะของเดิมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ยุคนั้น “โจเซฟ สตาลิน” (Joseph Stalin) สั่งให้ทุบทิ้งไปเมื่อปี 1990 เพราะต้องการสร้างสิ่งอื่นทดแทน แต่ก็ไม่ได้สร้างอย่างที่ใจคิดเพราะติดในเรื่องงบประมาณ จนมาสร้างมหาวิหารกันใหม่ในทรงเดิมเมื่อปี 1994 ยุคของประธานาธิบดี “บอริส เยลต์ซิน” (Boris Yeltsin) ด้วยเงินบริจาคของชาวรัสเซีย มหาวิหารเซนต์ซาเวียร์จึงเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างสวยงามในปี 2000

 Arbat Street 


เป็นที่ชื่นชอบมากสำหรับนักช้อปหากได้พบเจอถนนคนเดินหรือแหล่งช้อปปิ้งในย่านใจกลางเมืองซึ่งมีให้เราเห็นแทบทุกเมืองของทุกประเทศ และเมืองหลวงใหญ่อย่างมอสโกก็มีเหมือนกัน ครั้งนี้เราได้รู้จัก “ถนนอารบัต” (Arbat Street) ย่านถนนคนเดินความยาวประมาณ 1 กิโลเมตรที่เป็นศูนย์รวมร้านค้า ร้านอาหารอร่อย ร้านกาแฟเก๋ๆ ร้านสินค้าที่ระลึก ที่ถือเป็นหนึ่งจุดเด่นบนถนนสายนี้ก็คือมุมนั่งแสดงชิ้นงานศิลปะของศิลปินนัดวาดภาพเหมือนหรือภาพล้อเลียนทั้งหลายที่จะมีงานศิลปะวางขายให้เราได้เลือกซื้อด้วย


ถนนอารบัตมีมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 15 เพียงแต่ก่อนนั้นยังไม่ได้เป็นย่านช้อปปิ้งอย่างทุกวันนี้ ถนนอารบัตในอดีตเคยเป็นย่านที่อยู่ของข้าราชการ ขุนนาง ตำรวจ ศิลปิน นักการเมือง และประชาชนคนชั้นล่างสลับสับเปลี่ยนไปตามแต่ละสมัย มาถึงยุคนี้ในความเป็นย่านถนนคนเดินนอกเหนือจากการจดจ้องไปที่สินค้าที่มีอยู่ในแต่ละร้านแล้วอยากให้ลองสังเกตดูอาคารเก่าสองข้างถนนที่ดูจะสวยคลาสสิกอยู่ไม่น้อยและได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นร้านค้าร้านอาหารอย่างที่ว่า รวมถึงศูนย์วัฒนธรรมและโรงละครก็มีอยู่ในย่านนี้

 Grand Kremlin Palace 


ในบรรดาสัญลักษณ์ความเป็นรัสเซียเราขอวาง “พระราชวังเครมลิน” (Grand Kremlin Palace) ไว้อันดับต้นๆ ด้วยความเป็นพระราชวังที่มีอายุมากกว่า 850 ปีซึ่งสร้างขึ้นในยุค “พระเจ้าอีวานที่ 3” (Ivan III) และยิ่งใหญ่อยู่บนพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตรจนสามารถแบ่งเป็นห้องต่างๆ ได้มากถึง 700 ห้อง ด้านหน้าประตูทางเข้าประดับตราสัญลักษณ์รูปนกอินทรี 2 หัวที่สื่อความหมายถึงการเป็นดินแดน 2 ทวีปของรัสเซียคือด้านหนึ่งอยู่ในทวีปเอเชียและอีกด้านหนึ่งอยู่ในยุโรป

ก่อนนั้นในยุคแรกสร้างราวศตวรรษที่ 19 ด้วยเหตุที่ยังไม่มีอาคารหลังใดคู่ควรจะใช้เป็นที่ประทับของสมาชิกราชวงศ์ ทั้งยังไม่มีสถานที่ที่คู่ควรสำหรับจัดพระราชพิธีราชาภิเษก ปี 1830 พระเจ้านิโคลัสที่ 1 จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ภายใต้ข้อแม้ที่ว่าต้องให้พระราชวังหลังใหม่มีส่วนเชื่อมต่อกับ “ห้องโถงฟาเซ็ต” (Faceted Chamber) และพระราชวังเทเรม (Terem Palace) ซึ่งสร้างอยู่ก่อนแล้ว และพระราชวังหลังใหม่ในยุคนั้นมีชื่อเรียกว่า “พระราชวังนิโคลัสมหาราช” โดยใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 12 ปี จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 สิงหาคม 1851 ซึ่งตรงตามกำหนดการวันเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 25 ปีของพระเจ้านิโคลัสนั่นเอง และเรียกขานชื่อเครมลินกันในภายหลัง


เมื่อเดินชมภายนอกพระราชวังเครมลินเราจะพบกับปืนใหญ่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกินเนสบุ๊กให้เป็นปืนที่มีปากกระบอกใหญ่ที่สุดในโลก และนี่คือ “ปืนใหญ่พระเจ้าซาร์” ที่ “พระเจ้าซาร์ฟีโอดอร์” (Tsar Feodor) ดำริให้สร้างขึ้นในปี 1586 ด้วยจุดประสงค์หลักคือเพื่อให้เป็นปืนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีจุดประสงค์รองลงมาคือเพื่อข่มขวัญประเทศอื่นให้เห็นถึงแสนยานุภาพทางการรบของรัสเซีย หล่อด้วยโลหะบรอนซ์หล่อให้ปืนมีเส้นผ่านศูนย์กลางด้านนอก 120 เซนติเมตร ด้านใน 89 เซนติเมตร ลำกล้อง 31 เซนติเมตร ตัวปืนยาว 5.34 เมตร น้ำหนักรวมถึง 40 ตัน ซ้ำยังใช้กระสุนน้ำหนักมากถึง 1 ตันต่อ 1 ลูกเลยด้วย

 


ส่วนภายในพระราชวังยิ่งสวยงามด้วยการตกแต่งอย่างอลังการ เต็มไปด้วยงานแกะสลักสุดประณีตในทุกมุม โดยเฉพาะงานศิลปะล้ำค่าหลายชิ้นยังถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่จนดูคล้ายแกลลอรี่ไปแล้ว

 


พระราชวังเครมลินใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์รัสเซียมาจนถึงยุคแห่งการปฏิวัติล้มล้างการปกครองเปลี่ยนไปเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็ได้ถูกแปรไปเป็นที่ทำการรัฐบาลและพิพิธภัณฑ์ แต่ก็ยังเหลือส่วนของโบสถ์เก่าที่เปิดให้เข้าชมได้เพื่อขึ้นไปชมพระราชวังเก่าที่มีหอคอยและป้อมปราการป้องกันศัตรูยาวมากกว่า 2,000 เมตร ความเป็นที่สุดในโลกอีกชิ้นที่พระราชวังเครมลินคือ “ระฆังพระเจ้าซาร์” ระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ “พระนางซารีนา” (Zarina) ทรงเป็นองค์ต้นคิดในการสร้างและก็สร้างได้ใหญ่โตมากเพราะมีน้ำหนักรวมมากถึง 200 ตัน เสียดายที่ในปี 1701 คนงานพลาดทำชิ้นระฆังกะเทาะจากการสาดน้ำดับไฟในเหตุการณ์เพลิงไหม้จนโลหะที่กำลังร้อนฉ่าแตกออก ชิ้นส่วนที่แตกออกมานี้มีน้ำหนักถึง 11.5 ตันและยังถูกเก็บรักษาไว้จนทุกวันนี้

 Assumption Cathedral 


ขอพูดถึงโบสถ์เก่าภายในพระราชวังเครมลินสักนิด โบสถ์ที่ว่านี้คือ “โบสถ์อัสสัมชัน” (Assumption Cathedral) โบสถ์ไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอีวานที่ 3 แต่ต่อมามีการสร้างโบสถ์ที่ใหญ่กว่าครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับจัดพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์รัสเซียทุกพระองค์ ไม่เว้นแม้แต่ยุคหลังจากที่พระเจ้าปีเตอร์มหาราชได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากมอสโกไปตั้งอยู่ยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแล้ว แต่กษัตริย์พระองค์ถัดไปเมื่อจะทรงประกอบพิธีราชาภิเษกก็ยังต้องย้อนกลับมาที่โบสถ์แห่งนี้ บ่งบอกถึงความสำคัญของโบสถ์อัสสัมชันแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี


ตัวอาคารโบสถ์อัสสัมชันแบ่งเป็น 5 ชั้น ดูสวยงามเกินกว่าจะเป็นโบสถ์ ถ้าได้ลองย่างขาเข้าสู่ภายในจะพบว่ามีการจัดแสดงงานศิลปะอยู่เยอะมาก แนะนำให้เดินชมภาพเขียนปูนเปียกหรือเฟรสโกและภาพไอคอนทุกภาพที่มีอยู่ซึ่งก็คือภาพที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเพราะสวยงามและคุ้มค่ามากกับการได้ชมภาพเขียนโบราณที่ไม่ค่อยมีให้ชมมากนักในยุคนี้

 State Armoury Museum 


นอกจากภายในพระราชวังเครมลินจะมีโบสถ์อัสสัมชันตั้งอยู่แล้ว ยังมี “พิพิธภัณฑ์อาร์เมอร์รี่แชมเบอร์” (State Armoury Museum) ร่วมอยู่ด้วย ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในรัสเซียและใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาสมบัติชาติจากรุ่นสู่รุ่นไว้มากมายซึ่งน่าจะมากถึง 4,000 ชิ้น โดยเฉพาะฉลองพระองค์และเครื่องประดับสูงค่าของกษัตริย์และราชินีที่อลังการมากจริงๆ สวยงามและหาชมได้ยากจนอยากจะใช้เวลาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้นานอย่างที่ใจต้องการ


และใช่จะมีเท่านี้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีอัญมณีและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้วนแต่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วจำพวกเสื้อเกราะชุดนักรบยังอยู่ในสภาพดีพอสมควรจากการดูแลรักษา เครื่องเงินเครื่องทองยิ่งมีมากสมกับความยิ่งใหญ่ร่ำรวยของรัสเซียแต่อดีต พื้นที่ในพิพิธภัณฑ์อาร์เมอร์รี่แชมเบอร์จะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ให้เราเลือกเดินชมข้าวของมีค่าที่จัดแสดงไว้เป็นหมวดหมู่ ถ้าเผื่อเวลาไว้สำหรับการชมอดีตภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้จะยิ่งดีเพราะมีของเก่าให้ชมเยอะมาก

 

ความงามของรัสเซียยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ
ติดตามอ่านได้ใน Russia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 2 ค่ะ

รับชมวิดีโอรัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ที่ Youtube ช่อง CheckTour Channel

21 มีนาคม 2018

ผู้ชม 4906 ครั้ง