ดูบทความRussia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 2

Russia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 2

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Russia ดินแดนมหามิตร

ตอนที่ 2
เรื่องและภาพโดย : ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์
เรียบเรียงโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต

 Sparrow Hills 


ไม่น่าจะมีใครในโลกนี้ไม่รู้จัก “วลาดิเมียร์ เลนิน” (Vladimir Lenin) บุคคลผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากต่อหน้าประวัติศาสตร์รัสเซียและหน้าประวัติศาสตร์โลก ประวัติชีวิตของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งรัสเซียชื่อดังรายนี้น่าสนใจและน่าศึกษา รวมถึงสถานที่ที่เคยเป็นอดีตของเลนินก็ได้รับความสนใจมากเช่นกัน และครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ที่นี่ “สแปร์โรว์ ฮิลล์” (Sparrow Hills) บ้านพักส่วนตัวที่เลนินเลือกทำเลด้วยตัวเองเพียงเพราะชื่นชอบในวิวสวยๆ ของเมืองที่จะมองเห็นได้ชัดเจนจากจุดที่ตั้งบ้านหลังนี้
ปัจจุบันคนที่จะขึ้นมาชมบ้านหลังเก่าของเลนินก็ชมกันไป ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งก็มักเลือกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานเพราะบรรยากาศดี สวยงามเหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นที่ระลึกซึ่งมักจะสร้างความประทับใจให้แก่บ่าวสาวและแขกเหรื่อทั้งหลายทุกงาน

 The Russian Circus 


หลายคนอาจปฏิเสธการเข้าชมการแสดงละครสัตว์เพราะไม่เห็นด้วยกับการนำสัตว์ป่ามาฝึกซึ่งต้องผ่านขั้นตอนของการฝืนใจและบังคับทารุณไม่มากก็น้อย แต่สำหรับการมาเที่ยวรัสเซีย “รัสเซียนเซอร์คัส” (The Russian Circus) ถือเป็นไฮไลท์ที่ไม่อยากให้พลาด เพราะไม่ได้มีแต่การแสดงความสามารถของสัตว์อย่างหมี ม้า เสือโคร่ง สิงโต จากัวร์ฯลฯ เท่านั้น แต่ยังมีความตื่นเต้นชวนหวาดเสียวกับการแสดงกายกรรมผาดโผนซึ่งต้องเล่าว่าผาดโผนเสี่ยงตายที่สุดชนิดที่อาจจะอึ้งจนลืมกะพริบตาได้เลยทีเดียว

 Moscow Metro 


นอกเหนือจากการเป็นศูนย์รวมเส้นทางคมนาคมขนส่งแล้ว “สถานีรถไฟใต้ดินมอสโก” (Moscow Metro) น่าจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากจากความสวยงามในการออกแบบตกแต่งและประวัติความเป็นมาเพราะเป็นเส้นทางคมนาคมที่เกิดขึ้นในช่วงการบริหารประเทศของโจเซฟ สตาลิน เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งลำเลียงและพื้นที่หลบภัยจากกองกำลังทหารนาซีในช่วงสงครามครั้งที่ 2 สตาลินสั่งขุดลึกลงมาใต้ดินถึง 100 เมตรแล้วขยายสร้างเป็นสถานีให้ขบวนรถเข้าจอด โดยที่หลายสถานีใช้เป็นหน่วยบัญชาการรบด้วย


ปัจจุบันเมื่อไม่มีเรื่องของสงครามเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วเส้นทางรถไฟใต้ดินแห่งมอสโกนี้ก็ถูกใช้ประโยชน์เป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมต่อไปยังเส้นทางอื่นๆ ทั่วประเทศ นับรวมความยาวของเส้นทางเดินรถไฟใต้ดินทั่วมอสโกได้ประมาณ 260 กิโลเมตร แบ่งเป็น 250 สถานีที่มีขบวนรถ 11 สายแล่นรับส่งประชาชนทั่วประเทศและแน่นอนว่ามากที่สุดก็ต้องเป็นชาวมอสโกนั่นเองซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วนผู้เข้าใช้บริการยิ่งแน่น คะเนว่าในแต่ละวันจะมีผู้ใช้บริการราว 2,000,000 คนด้วยความที่เป็นระบบคมนาคมที่ทางการรัสเซียจัดสรรให้มีราคาถูกและมี Free Wi-Fi ให้ใช้ด้วย

 Komsomolskaya 


ผ่านจากสถานีรถไฟใต้ดินมอสโกเรามารู้จักกับ “สถานีคอมโซโมลสกายา” (Komsomolskaya) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานีรถไฟที่สวยระดับโลกเลยทีเดียว เพราะคงไม่มีสถานีรถไฟใดในโลกนี้ที่จะออกแบบสร้างในสไตล์บารอกและตกแต่งด้วยชิ้นโมเสกสวยๆ ทั่วบริเวณเท่ากับสถานีคอมโซโมลสกายาแห่งนี้ที่สวยงามมาตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อปี 1952 และก็ให้แสงให้ไฟลงตัวที่สุด หากได้แหงนหน้ามองเพดานจะได้เห็นแชนเดอเลียร์สวยๆ เรียงตลอดความยาวของทางเดินอีกด้วย
ทั่วพื้นที่ของสถานีคอมโซโมลสกายาจะมีงานจิตรกรรมประดับประดาอย่างสวยงามจนชักไม่แน่ใจว่านี่คือสถานีรถไฟหรือพระราชวังกันแน่ และก็ไม่ได้มีแค่ผู้ใช้บริการรถไฟเท่านั้น เพราะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวรัสเซียจากเมืองอื่นๆ และนักท่องเที่ยวต่างชาติชวนกันมาเที่ยวชมและถ่ายภาพกันภายในสถานีมากมาย โดยเฉพาะจุดไฮไลท์ที่เป็นการประดิษฐ์ภาพจากโมเสกในปี 1938 เพื่อสื่อให้โลกตระหนักถึงสันติภาพ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็กลับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียนี่

 Red Square 


มาถึงย่านใจกลางมอสโกแล้วถ้ายังไม่ได้ไป “จัตุรัสแดง” (Red Square) แนะนำให้ย้อนกลับไปใหม่ เพราะนอกจากจะเป็นจัตุรัสแห่งเมืองหลวงแล้วนี่คือจัตุรัสที่สวยงามที่สุดในโลก รัสเซียคว้าการเป็นที่สุดในโลกของจัตุรัสกลางเมืองไว้ด้วยการนำหินแกรนิตและหินอ่อนรวมกว่าล้านชิ้นปูพื้นทั่วจัตุรัสที่มีความกว้าง 695 เมตรและยาว 130 เมตร กลายเป็นจัตุรัสกลางเมืองที่ทั้งยิ่งใหญ่และสวยงามไปพร้อมๆ กัน
จัตุรัสแดงเป็นที่ตั้งกิโลเมตรที่ศูนย์ของรัสเซียและเป็นสถานที่สำหรับจัดงานประจำปี งานคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลกหรืองานเฉลิมฉลองใดๆ ก็ตามที่จะมีผู้คนพากันหลั่งไหลมาร่วมสนุก ไม่ก็จัดให้เป็นพื้นที่จัดงานออกร้านจำหน่ายสินค้า ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้พื้นที่ของจัตุรัสแดงสำหรับการจัดงานต่างๆ นี้มีมาตั้งแต่ในยุคพระเจ้าอีวานที่ 3 แล้ว เพียงแต่ยุคนั้นจะเน้นใช้พื้นที่เพื่อการรวมพลประกาศข่าวสารบ้านเมืองให้ประชาชนได้ทราบโดยมีหลักฐานเหลือให้เราเห็นเป็นแท่นหินที่ว่ากันว่าเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์เมื่อทรงออกพบประชาชนที่มาเข้าเฝ้าบริเวณนี้ในยุคนั้น

 Savior Tower 


ถ้าเรามองไปที่ “หอสปาสสกายา” (Spasskaya Tower) สีแดงอิฐหลังใหญ่จะเห็นว่ามีหอนาฬิกาสวยๆ อยู่ด้านบนซึ่งเรียกกันว่า “หอนาฬิกาซาวิเออร์” (Savior Tower) เห็นอาคารทรงแหลมสูงก็ชัดเจนว่าเป็นอาคารศิลปะโกธิก หรี่ตามองเหนือขึ้นไปบนยอดหอนาฬิกาจะเห็นว่ามีสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกที่ทำจากทับทิมน้ำหนักถึง 20 ตันประดับอยู่บนนั้นตามความหมายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นผู้นำสัญลักษณ์ดาวดวงนี้มาประดับไว้เมื่อปี 1995


หอนาฬิกาซาวิเออร์ดูจะมีรูปแบบเอนเอียงไปคล้ายกันหอนาฬิกาบิ๊กเบนของอังกฤษอยู่เหมือนกัน เรื่องตลกที่เล่าสู่กันฟังมาตลอดระยะเวลาการมีอยู่ของหอนาฬิกาแห่งนี้คือเดิมทีนาฬิกาเรือนนี้เดินไม่ตรงเวลาเอาเสียเลย แต่เมื่อโดนล้อมากเข้าก็ต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ จนสุดท้ายหอนาฬิกาซาวิเออร์ก็กลายเป็นจุดบอกเวลาที่เที่ยงตรงที่สุด เลื่อนสถานะเป็นนาฬิกาเทียบเวลาที่มีความสำคัญมากของรัสเซียไปเลย

 St. Basil’s Cathedral 


สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคศตวรรษที่ 16 ของรัสเซียต้องยกให้นี่ “วิหารเซนต์บาซิล” (St. Basil’s Cathedral) ซึ่ง “พระเจ้าอีวานที่ 4” (Ivan IV) ดำริให้สร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองชัยชนะที่รัสเซียมีต่อมองโกลในปี 1555 แต่ก็มีพระราชประสงค์ให้เป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุดในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร ทรงมอบหมายให้สถาปนิกชาวรัสเซีย “โปสนิก ยาคอฟเลฟ” (Postnik Yakovlev) ออกแบบสร้าง และเขาก็ทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด พระเจ้าอีวานที่ 4 จึงประทานรางวัลด้วยการควักลูกตาของยาคอฟเลฟออกเสียทั้งสองข้างเพื่อเป็นหลักประกันว่าชีวิตที่เหลือของสถาปนิกผู้น่าสงสารคนนี้จะไม่ไปออกแบบอาคารที่ใดให้สวยงามเทียบเคียงวิหารหลังนี้ได้อีก การเรียกขาน “อีวานจอมโหด” ของผู้คนทั่วไปมีที่มาจากเหตุการณ์ครั้งนี้นี่เอง วิหารเซนต์บาซิลสร้างเสร็จในปี 1561 เป็นอาคารที่มีโดมทรงหัวหอม 9 ยอดสูงลดหลั่นกันไปโดยยอดที่สูงที่สุดอยู่ที่ 47.5 เมตร ภายในส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยภาพเขียนโบราณโดยเฉพาะบนเพดานวิหารซึ่งแต่ละภาพจะเน้นไปในด้านศาสนา ปัจจุบันรัฐบาลรัสเซียใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและมีการลั่นระฆังบนวิหารเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับอาคันตุกะจากทั่วโลก

 Gum 


สำหรับผู้ที่รักการช้อปปิ้ง “ห้างสรรพสินค้า” (Gum) คือคำตอบเมื่อเดินทางมาถึงมอสโก นี่คือห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของรัสเซีย ได้ชื่อว่าเก่าแก่ก็เพราะเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1895 จงใจออกแบบให้โอ่อ่าอลังการทั้ง 3 ชั้น กระจายสินค้าออกไปให้เดินชมได้ทั่วทุกชั้นด้วยจำนวนมากกว่า 200 ร้าน มีสินค้าเยอะมากตั้งแต่แบรนด์ระดับโลกจนถึงแบรนด์ท้องถิ่น เปิดรับแสงธรรมชาติด้วยการออกแบบให้เพดานโดมเป็นกระจกโค้งสวย สำหรับชาวต่างชาติสินค้าที่ได้รับความนิยมในห้างสรรพสินค้ากุมมักเป็นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม ซึ่งต้องบอกว่าสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกมีครบที่นี่และจะถูกใจนักช้อปแน่นอน

 ล่องเรือแม่น้ำมอสโก 


เป็นจุดขายหนึ่งในมอสโกโดยมีความสวยงามของธรรมชาติและมุมมองเมืองเป็นตัวดึงดูด จะดีแค่ไหนถ้าได้ล่องเรือในแม่น้ำมอสโก (Moskva River) แม่น้ำสายหลักของเมืองเพื่อชมมอสโกในอีกมุมภายใต้บรรยากาศดีๆ ของสายลมแสงแดดด้วยเรือ 2 ชั้นที่เปิดโล่งด้านบนเพื่อให้ได้ชมวิวกันชัดๆ แต่ละรอบการให้บริการเรือจะแวะจอดบ้างเพื่อให้เราได้เที่ยวสถานที่ต่างๆ ตามความต้องการ เพียงแต่ถ้าจะกลับมารอเรือลำต่อไปเพื่อเที่ยวกันต่อก็ต้องซื้อตั๋วใหม่อีกครั้ง


จะมีเรือให้บริการในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมโดยงดออกเรือในช่วงฤดูหนาว การเที่ยวชมเมืองหลวงแห่งนี้เพื่อให้ได้อีกบรรยากาศหนึ่งของการชมจัตุรัสแดง พระราชวังเครมลินและโบสถ์อื่นๆ ทั่วมอสโก หรือเลือกนั่งเรือช่วงค่ำที่ทุกอาคารสถานที่ริมน้ำจะพากันเปิดไฟให้แสงสว่างอย่างสวยงามพร้อมบริการมื้ออาหารเครื่องดื่ม กลายเป็นดินเนอร์ชวนประทับใจอีกค่ำคืนหนึ่งที่จะลืมไม่ลงเลยทีเดียว

 Yuri Gagarin Museum 


สถานที่ถัดไปเราตั้งใจเรียกชื่อ “พิพิธภัณฑ์ยูริ กาการิน” (Yuri Gagarin Museum) เหมือนบอกใบ้ให้คุณผู้อ่านได้ทราบล่วงหน้าว่าเรากำลังจะพาไปชมอาณาจักรแห่งจักรวาลกว้างใหญ่ โดยที่ “ยูริ กาการิน” (Yuri Gagarin Museum) คือนักบินอวกาศชายคนแรกของโลกที่ได้ขึ้นไปสำรวจอวกาศด้วย “ยานวอสทอก” (Vostok) จนถือได้ว่านี่คือปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์ของรัสเซียมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ


แต่โดยทางการแล้วพิพิธภัณฑ์ที่เราเข้าชมนี้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์อวกาศมอสโก” (Memorial Museum of Cosmonautics) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 1981 โดยที่ 17 ก่อนหน้านั้นได้มีการสร้างอนุสาวรีย์เป็นอนุสรณ์รำลึกถึง ยูริ กาการิน ในวันครบรอบการสำรวจอวกาศของเขาเป็นปีที่ 20 ตัวอนุสาวรีย์สร้างด้วยไททาเนียมสูงเสียดฟ้า เรียกกันในชื่อ “Monument to the Conquerors of Space”


ภายในพิพิธภัณฑ์เราจะได้ชมประวัติและความเป็นมาด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศของรัสเซียตั้งแต่ครั้งยังเป็นสหภาพโซเวียต และก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ชมชิ้นส่วนเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการเดินทางสำรวจอวกาศรวมถึงโมเดลจำลองชิ้นส่วนกระสวยและยานอวกาศอีกหลายชิ้น แต่ที่เป็นของแท้แน่นอนก็คือบรรดาชุดนักบินอวกาศ และ “Sputnik” ดาวเทียมดวงแรกที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จ รวมถึงสะเก็ดดาวจากนอกโลกที่ถูกนำกลับมาศึกษาบนพื้นโลก


ส่วนใครที่ระลึกถึงสัตว์ทดลองมากมายหลายตัวที่ทางการรัสเซียส่งออกสำรวจอวกาศก่อนมนุษย์ที่นี่ก็มีเรื่องราวของพวกมันทั้งการเลี้ยงดูและการฝึกก่อนเดินทางบันทึกไว้ในโซน “Special Exhibition” พร้อมร่างที่ถูกสตาฟฟ์ไว้อย่างดี ยกเว้นก็แต่ร่างเจ้าไลก้า สุนัขอวกาศชื่อดังที่เราจะไม่ได้เห็นมันเพราะเป็นที่รู้กันว่าไลก้าไม่มีโอกาสได้กลับมาจากการเดินทางสำรวจอวกาศครั้งนั้นอีกเลย


พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสัญลักษ์บอกถึงความยิ่งใหญ่ของรัสเซียได้ดีและตอบโจทย์แก่มวลมนุษยชาติถึงความสงสัยในการมีอยู่จริงของดวงดาวอื่นๆ ในจักรวาล และก็เป็นเหมือนตัวแทนส่งเข้าแข่งขันกับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอดในด้านการพิชิตอวกาศซึ่งแน่นอนว่ารัสเซียนั้นทำสำเร็จมาแล้วอย่างแท้จริง

 

ความงามของรัสเซียยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ
ติดตามอ่านได้ใน Russia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 3 ค่ะ

รับชมวิดีโอรัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ที่ Youtube ช่อง CheckTour Channel

21 มีนาคม 2018

ผู้ชม 7529 ครั้ง