ดูบทความRussia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 3

Russia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 3

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Russia ดินแดนมหามิตร

ตอนที่ 3
เรื่องและภาพโดย : ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์
เรียบเรียงโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต

 

 รถไฟตู้นอนชั้นเฟิร์สคลาส 

ไฮไลท์เด่นของทริปนี้ที่ได้เกริ่นไปแล้วข้างต้นและเราต้องการทดลองใช้บริการเพื่อมาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านได้ทราบก็คือ การนั่งรถไฟเดินทางจากมอสโกไปเที่ยวกันต่อที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งแม้บริการรถไฟแล่นรับส่งระหว่างสองเมืองนี้จะมีหลายแบบแยกตามรูปแบบรถ ระยะเวลา และราคา แต่เราเลือกเป็นรถไฟตู้นอนชั้น 1 เฟิร์สคลาส 2 เตียงในห้องแยกเป็นสัดส่วนที่มีความปลอดภัยชนิดหายห่วง ที่สำคัญคือหรูหรานอนสบายตลอดเส้นทาง บางขบวนมีอาหารและอ่างล้างหน้าพร้อมอยู่ภายในห้องเลยไม่ต้องเดินออกไปตู้เสบียงให้เสียเวลาพักผ่อน


การนั่งรถไฟข้ามระหว่างสองเมืองใหญ่ในรัสเซียลักษณะนี้อาจเกิดคำถามว่าในเมื่อมีเที่ยวบินในประเทศให้บริการด้วยทำไมยังต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงในการนั่งรถไฟ ต้องบอกว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในการสัมผัสบรรยากาศระหว่างสองข้างทางขณะรถไฟกำลังแล่นไปข้างหน้า ส่วนคนอีกจำนวนหนึ่งก็อาจเลือกใช้รถไฟข้ามคืนเพื่อตัดค่าใช้จ่ายเรื่องโรงแรมที่พัก เช้ามาก็พร้อมเที่ยวต่อได้เลย อย่างไรก็ตามเราเองยังอยากให้คุณผู้อ่านได้ลองใช้บริการดูบ้าง เพราะนอกจากความหรูหราสะดวกสบายที่มีให้แล้วยังเป็นประสบการณ์ดีๆ ในการเดินทางจากเมืองหลวงปัจจุบันย้อนกลับไปยังเมืองหลวงในอดีตของรัสเซียได้ในเวลาชั่วข้ามคืนเท่านั้น

 Church of the Saviour on the Blood 


เห็นสิ่งก่อสร้างในยุคพระเจ้าอีวานที่ 3 มาแล้วหลายแห่ง มาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคราวนี้มาชมสิ่งก่อสร้างยุค “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3” (Alexander III) กันบ้าง พระเจ้าอเล็กซาน-เดอร์ที่ 3 ทรงมีดำริให้สร้าง “โบสถ์หยดเลือด” (Church of the Saviour on the Blood) ในปี 1883 เพื่ออุทิศถวายแด่ “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์
ที่ 2” (Alexander II) พระบิดาซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์ไปเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ และยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา โดยไม่ทรงลืมที่จะกำชับให้ออกแบบตัวอาคารโบสถ์ให้สวยงามซึ่งมีวิหารเซนต์บาซิลเป็นต้นแบบ
แม้ทุกวันนี้จะมีบางส่วนสึกกร่อนไปบ้างตามกาลเวลาแต่ก็ยังถือว่าโบสถ์หยดเลือดมีความสวยงามเพราะได้รับการบูรณะอยู่เรื่อยๆ มีส่วนเติมต่อให้ชิ้นโมเสกเก่าที่บอกเล่าเรื่องราวทางศาสนายังคงสีสันสดใสน่ามองไม่เปลี่ยน และก็ดูเหมือนจะสวยขึ้นด้วยซ้ำ ทำให้โบสถ์แห่งนี้เป็นศูนย์รวมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

 The State Hermitage Museum 


ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่การเที่ยวชม “พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ” (The State Hermitage Museum) ก็ให้ความรู้สึกคล้ายกับการเดินเที่ยวชมงานศิลปะในแกลลอรี่ระดับโลก ที่นี่ในอีกชื่อหนึ่งคือ “พระราชวังฤดูหนาว” ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 1762 เพื่อให้ “พระนางแคทเธอลีนที่ 3” (Catherine III) ทรงใช้เป็นสถานที่เก็บงานศิลปะที่พระนางโปรดซึ่งมีมากถึงกว่า 3,000,000 ชิ้นและปัจจุบันกลายเป็นงานศิลปะชื่อดังระดับโลกราคาสูงลิบอยู่หลายชิ้นด้วย มีทั้งงานเขียน งานปั้น งานแกะสลัก หนังสือเก่า พระนางไล่เก็บมาตั้งแต่งานในยุคอียิปต์โบราณจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20


พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจจึงเป็นเหมือนแกลลอรี่ชมงานศิลปะระดับปรมาจารย์อย่าง ลีโอนาร์โด ดา วินชี, แวนโก๊ะ, ไมเคิล แองเจโล, มาติส โกแกง และอีกมากมาย เล่ากันว่าด้วยเหตุที่โปรดงานศิลปะทำให้พระนางแคทเธอลีนที่ 3 ทรงเก็บสะสมและหาซื้องานจากแหล่งต่างๆ มาเก็บรวมรวมไว้ทอดพระเนตรให้สบายพระทัย โดยเฉพาะชิ้นที่ทรงโปรดซึ่งมีอยู่ราว 3,000 ภาพก็ว่ากันว่าปัจจุบันประเมินราคาไม่ได้เพราะทรงคุณค่าอย่างที่สุด พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตั้งแต่ปี 1852 เพราะหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลรัสเซียทำการขยายต่อเติมพระราชวังแห่งนี้ให้กว้างขึ้นเพื่อแยกพื้นที่สำหรับการเก็บรักษางานศิลปะทั้งหมดที่ตกเป็นสมบัติชาติให้เข้าเป็นหมวดหมู่เดินชมได้ง่าย การันตีจำนวนที่มากมายของงานศิลปะภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วยว่าหากต้องการจะชมให้ครบทุกชิ้นจะต้องใช้เวลาวันละ 8 ชั่วโมงและนาน 15 ปีจึงจะทำได้สำเร็จ

 Peterhof Palace 


จากพระราชวังฤดูหนาวเราย้ายมาที่ “พระราชวังฤดูร้อน” หรือ “พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ” (Peterhof Palace) ผลงานในดำริของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชที่ทรงเล็งเห็นทำเลงามๆ ริมทะเลบอลติกสำหรับประทับพักผ่อนในช่วงฤดูร้อน จึงทรงจัดให้เป็นที่ตั้งของพระราชวังปีเตอร์ฮอฟตั้งแต่ปี 1705 และทรงมีราชประสงค์ให้พระราชวังแห่งนี้สวยงามยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าพระราชวังแวร์ซายส์แห่งฝรั่งเศสเพื่อแสดงออกถึงความรุ่งเรืองร่ำรวยของรัสเซียในยุคนั้น ชมแล้วลองพิจารณาดูกันเองว่าปีเตอร์ฮอฟสู้แวร์ซายส์ได้หรือไม่


วิศวกรและสถาปนิกชื่อดังฝีมือดีจำนวนมากถูกเกณฑ์มารับงานออกแบบพระราชวังแห่งนี้มากมาย ค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้นมาให้เห็นความอลังการกันทีละนิด เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบบารอกและนีโอคลาสสิกสร้างตัวอาคารพระราชวังรวมถึงห้องต่างๆ โดยเฉพาะท้องพระโรงและพื้นที่จัดเลี้ยงสำหรับการต้อนรับอาคันตุกะจะยิ่งสวยงามสมฐานะมาก ส่วนพื้นที่ด้านนอกจัดเป็นอุทยานที่เต็มไปด้วยพรรณไม้ ประติมากรรมแอ่งน้ำพุทองเหลืองและงานแกะสลักรูปปั้นอีกมากกว่า 300 ชิ้นทั่วพื้นที่ อลังการแค่ไหนต้องถามใจตัวเองดูเมื่อได้ชม

 Peter and Paul Fortress 


แต่ก่อนที่พระเจ้าปีเตอร์มหาราชจะโปรดให้สร้างพระราชวังปีเตอร์ฮอฟขึ้นนั้นต้องถือว่า “ป้อมปีเตอร์แอนด์ปอล” (Peter and Paul Fortress) ถูกสร้างขึ้นก่อน และยังถือเป็นสิ่งก่อสร้างชิ้นแรกในเซนส์ปีเตอร์สเบิร์กเพราะสร้างขึ้นก่อนใครตั้งแต่ปี 1703 เพื่อประโยชน์ในการป้องกันศัตรูและก็เลยตั้งชื่อป้อมแห่งนี้ตามชื่อของนักบุญปีเตอร์และนักบุญปอลผู้เป็นสาวกแห่งพระผู้เป็นเจ้า แต่กลายเป็นว่าหลังจากสร้างเสร็จข้าศึกศัตรูแทบไม่มีแหยมมาเลย


ป้อมปีเตอร์แอนด์ปอลที่เห็นสูงถึง 122.5 เมตรนั้นใช้เวลาสร้างนานประมาณ 40 วัน และมีการขยับขยายเพิ่มเติมในปี 1706 ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือพื้นที่ของเรือนจำสำหรับคุมขังนักโทษการเมืองและก็มีโอกาสได้ต้อนรับนักโทษการเมืองชื่อดังอยู่หลายคน โดยเฉพาะพระโอรสองค์โตของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชพระนามว่า “ซาร์เรวิช อเล็กซิส” (Tsarevich Alexis) ก็ยังได้รับเกียรตินี้ด้วยข้อหาหนักเอาการ นั่นคือก่อกบฏและคิดลอบปลงพระชนม์พระบิดาตัวเอง พระบิดาจึงทรงยกตำแหน่งนักโทษกิตติมศักดิ์ให้พระโอรสก่อนจะสิ้นพระชนม์อยู่ในเรือนจำแห่งนี้ในเวลาต่อมา ท้ายสุดป้อมแห่งนี้ก็ถูกจัดให้ส่วนหนึ่งเป็นสุสานหลวงบรรจุพระศพพระเจ้าปีเตอร์มหาราชในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ และก็ยังเป็นสถานที่บรรจุพระศพของกษัตริย์และราชินีแห่งโรมานอฟอีกหลายพระองค์

 Nicholas Palace 


ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีพระราชวังอีกแห่งหนึ่งที่สวยงามด้วยศิลปะแห่งการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและบารอกซึ่งมีชื่อว่า “พระราชวังนิโคลัส” (Nicholas Palace) สมบัติเก่าของ “แกรนด์ดยุคนิโคเลย์” (Grand Duke Nikoley) พระโอรสองค์ที่ 3 ใน “พระเจ้านิโคลัสที่ 1” (Nicholas I) มีการก่อสร้างจนแล้วเสร็จในช่วงปี 1853-1861 และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงศิลปวัฒนธรรมของรัสเซียชัดเจนมากที่สุดอีกแห่งของประเทศโดยเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา แต่การเปิดให้เข้าชมนั้นปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนให้พื้นที่ของพระราชวังนิโคลัสเป็นศูนย์จัดแสดงศิลปะพื้นเมืองของรัสเซีย มีการแสดงดนตรีและการร้องรำทำเพลงในสไตล์รัสเซียแท้เพื่อให้เราได้รู้จักกับชนเผ่าโบราณที่มีในรัสเซียกันมากขึ้น

 Saint Isaac’s Cathedral 

พระราชวังและวิหารหลายแห่งที่เราได้ชมมาแล้วทั่วเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กส่วนใหญ่จะอลังการสวยงามไม่ต่างกัน ที่นี่ก็เช่นกัน “มหาวิหารเซนต์ไอแซค” (Saint Isaac’s Cathedral) หรูหราไม่น้อยไปกว่าใคร และถือเป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งนอกจากเรื่องของขนาดแล้วความสวยงามยังมาแบบจัดเต็มทั้งที่ก่อนนี้ในอดีตที่นี่เคยเป็นเพียงโบสถ์ไม้เก่าหลังเล็กๆ เท่านั้น


หลังผ่านการบูรณะต่อเติมเสริมขนาดเพิ่มเข้ามามหาวิหารเซนต์ไอแซคก็กลายเป็นมหาวิหารหลังใหญ่โต มียอดโดมสีทองซึ่งเป็นแผ่นทองที่นำมาหุ้มไว้รอบโดมน้ำหนักรวมประมาณ 100 กิโลกรัม สวยงามและยิ่งใหญ่มาก ความอลังการที่ดูจะเป็นไฮไลท์น่าจะอยู่ที่อาคารหลังใหญ่ที่มีเสาหินแกรนิตขนาดมโหฬารจำนวน 48 ต้นที่ทุกต้นสูงราว 20 เมตรและมีน้ำหนักต้นละประมาณ 114 ตันซึ่งเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะมาชมกันอยู่ตลอดทั้งวัน


ปิดท้ายปิดทริปกันแบบเต็มไม้เต็มมือด้วยการแวะช้อปปิ้งก่อนกลับบ้านที่ “Outlet Village Pulkovo” ที่นี่คือจุดเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมในราคาเอื้อมถึงเพราะลดราคากันกระหน่ำในบรรยากาศที่ไม่ต่างจากเอาท์เลตทั่วไป มีโปรโมชั่นออกมาเรื่อยๆ ทั้งราคาลดพิเศษไปจนถึงจำนวนสินค้าที่มีมาให้เลือกมากมายในแต่ละสัปดาห์ ช้อปปิ้งกันสนุกกับความประทับใจแบบครบถ้วนในการเที่ยวรัสเซียชนิดที่ต้องรีบมาบอกต่อให้คุณผู้อ่านได้เริ่มต้นวางแผนและเตรียมเที่ยวกันแต่เนิ่นๆ ได้ภายในปีนี้ยิ่งดี เพราะจะฤดูกาลไหนรัสเซียก็น่าเที่ยวน่าไปเสมอ


Special Thanks


www.festivalholiday.co.th
Tel. 02-538-8728-90, 097-232-7999

 

หากท่านใดที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 และตอนที่ 2 

คลิกอ่านได้ที่นี่ 
Russia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 1

Russia ดินแดนมหามิตร ตอนที่ 2

รับชมวิดีโอรัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ที่ Youtube ช่อง CheckTour Channel

21 มีนาคม 2561

ผู้ชม 4110 ครั้ง