ดูบทความเที่ยวชิบะกับการบินไทย สนุกครั้งใหญ่ไม่มีลืม

เที่ยวชิบะกับการบินไทย สนุกครั้งใหญ่ไม่มีลืม

หมวดหมู่: HOT REVIEW

เที่ยวชิบะกับการบินไทย
สนุกครั้งใหญ่ไม่มีลืม

เรื่องและภาพโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต

บางทีเที่ยวโตเกียวครั้งแล้วครั้งเล่าก็พาให้คิดเองเออเองว่าพื้นที่แถบนี้เราน่าจะเคยเที่ยวจนทั่วแล้ว เอาเข้าจริงพอ “สายการบินไทย” ชวนเที่ยวทริปพิเศษสู่ “จังหวัดชิบะ” (Chiba) ถึงเพิ่งรู้ว่าเราพลาดที่จะได้ทำความรู้จักกับพื้นที่ใกล้เมืองหลวงไปแบบน่าเสียดายมาก เพราะฉะนั้นทริปนี้ซึ่งสนับสนุนการเดินทางโดยสายการบินไทยจึงทำให้เรามีโอกาสเพิ่มจุดท่องเที่ยวดีๆ ในญี่ปุ่นให้คุณผู้อ่านได้รู้จักเพิ่มเติม และเดินทางง่ายมากเพราะใกล้โตเกียวถึงขนาดที่ว่าสามารถแวบออกจากโตเกียวมาเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับหรือนอนค้างในชิบะ 1-2 คืนแล้วค่อยกลับเข้าไปเที่ยวโตเกียวต่อก็ยังได้


การเดินทางครั้งนี้นอกจากจะมีกลุ่มสื่อมวลชนและบรรดาบล็อกเกอร์จากหลายแฟนเพจแล้วก็ยังมีกลุ่มพี่น้องเอเจนท์ทัวร์อีกหลายบริษัทร่วมสำรวจเส้นทางเพื่อเปิดมุมท่องเที่ยวใหม่ๆ สู่ชิบะไปด้วยกัน ยิ่งกว่านั้นการเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบินไทยยังทำให้เราได้สัมผัสกับความสะดวกสบาย ไหนจะอาหารร้อน อาหารว่างและเครื่องดื่มที่เรียกได้ว่าทั้งอิ่มท้องและอิ่มในบริการแบบ Full service ชวนให้อบอุ่นใจตลอดเส้นทางนับตั้งแต่เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิจนถึงสนามบินนาริตะ และยิ่งถ้าเป็นผู้โดยสารชั้น Business Class ยังสามารถใช้บริการภายในเลาจ์ของการบินไทยที่มีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการในระหว่างรอขึ้นเครื่องอีกด้วย

  Chiba  


จังหวัดหนึ่งในภูมิภาคคันโตที่มีชื่อว่า “ชิบะ” (Chiba) เป็นที่ตั้งของสนามบินนาริตะที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยกันดี รวมถึงโตเกียวดิสนีย์แลนด์และโตเกียวดิสนีย์ซีก็อยู่ในจังหวัดนี้ และยังเป็นจังหวัดแห่งการเกษตรกรรมที่สำคัญอีกแห่งของประเทศที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ พืชผักมีมาก โดยเฉพาะสตรอเบอร์รี่ชิบะค่อนข้างโดดเด่น ด้านอาหารทะเลก็ใช่ย่อยเพราะมีหมู่บ้านชาวประมงที่ทั้งซื้อขายกันภายในจังหวัดและส่งกุ้ง หอย ปูปลาออกไปยังจังหวัดอื่นๆ รวมถึงต่างประเทศด้วย ไหนจะวัดวาอารามก็มีมาก แหล่งวัฒนธรรมเก่ามีให้ชมแทบทุกเมือง ย่านช้อปปิ้งทันสมัยมีเพียบ ชิบะมีครบทุกด้านชนิดที่ไม่น้อยไปกว่าจังหวัดไหนในญี่ปุ่นเลย

  Kuroneko Yamato  


ทันทีที่เดินทางถึงสนามบินนาริตะเราได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ของจังหวัดชิบะอย่างดีรวมถึงได้รับความสะดวกสบายจากการจัดส่งสัมภาระให้ไปรอเราอยู่ที่โรงแรมล่วงหน้าเพื่อให้ได้เที่ยวกันตัวเปล่าๆ สบายๆ ด้วยบริการของ “Kuroneko Yamato” ซึ่งมีจุดให้บริการอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น สำหรับที่สนามบินนาริตะมีเคาน์เตอร์ให้บริการของเจ้าแมวดำคาบลูกอยู่ 3 จุดคือ Terminal 1 ชั้น 4 ทั้งประตูฝั่งเหนือและประตูฝั่งใต้ ส่วนที่ Terminal 2 จะอยู่ชั้น 3 มองเห็นชัดเจน ถ้าส่งกระเป๋าไปยังโรงแรมที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันโตก่อนเวลา 11 โมงเช้าเราจะได้รับกระเป๋าภายใน 6 โมงเย็นของวันเดียวกัน สะดวกสบายไม่ต้องหอบหิ้วกระเป๋าเดินทางใบโตกันเองตลอดทริปให้เกะกะขัดจังหวะเที่ยว
จัดส่งกระเป๋ากันเรียบร้อยแล้วเรานั่งรถบัสนานประมาณ 2 ชั่วโมงไปที่เมือง “คาโมกาวะ” (Kamogawa) เพื่อไปเริ่มอาหารมื้อแรกที่ “Hotel Kichimu” โรงแรมหรูบนเนินเขาริมทะเลที่มีบรรยากาศดีมาก ที่ดีมากยิ่งกว่านั้นคืออาหารอร่อย มีออนเซนทั้งแบบ Indoor และ Outdoor สามารถชมวิวทะเลในมุมสูงได้ทุกวัน พื้นที่ล็อบบี้ก็กว้างขวางและมีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกไว้บริการด้วย



  Kamogawa Sea World  

เป้าหมายถัดมาเราไปทำความรู้จักกับ “คาโมกาวะซีเวิลด์” (Kamogawa Sea World) เพื่อชมโลกใต้ทะเลที่มีเพียงแห่งเดียวในชิบะ และก็เป็นแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่มีการแสดงของวาฬเพชฌฆาตแสนรู้ตัวใหญ่ยักษ์ยาวกว่า 5 เมตรที่อวดความสามารถพร้อมครูฝึกในสระขนาดใหญ่ โซนโลมา แมวน้ำ เพนกวิน สิงโตทะเลก็มีครบ สัตว์น้ำที่นี่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นเหมือนถิ่นที่อยู่ในธรรมชาติ และเหมาะมากที่จะพาครอบครัวมาเที่ยวชมด้วยกัน

ไม่ว่าจะใช้รถยนต์หรือรถไฟก็สามารถเดินทางจากสนามบินนาริตะมาถึงคาโมกาวะซีเวิลด์ได้ในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง และก็มาเที่ยวที่นี่ได้ทั้งแบบเช้าเย็นกลับจากโตเกียวหรือจะเลือกค้างคืนก็มี “Sea World Hotel” ให้บริการที่พักแบบเรียวกังและอาหารสไตล์บุฟเฟ่ต์ ส่วนออนเซนก็มีทั้งแบบ Indoor และ Outdoor เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่เชื่อเถอะว่าเด็กๆ จะชอบที่นี่มาก

  Nihonji Temple  

หนึ่งในพื้นที่ของชิบะจะเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ มีแนวภูเขา “โนโกกิริยามะ” (Nokogiriyama) ที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่เขียวครึ้มหนาทึบดูร่มรื่นและเป็นที่ตั้งของ “วัดนิฮอนจิ” (Nihonji Temple) วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี 725 เราขึ้นสู่ยอดเขาด้วยเคเบิ้ลคาร์ “Mt. Nokogiriyama Ropeway” ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ออกแรงเดินเท้ากันต่ออีกนิดก็จะไปพบกับจุดชมวิวแบบ 360 องศาที่จะมองเห็นป่าไม้ ทะเล และฟ้าใสๆ วันที่ฟ้าปลอดโปร่งเราจะมองเห็นฟูจิซังได้แบบเต็มตาจากมุมนี้

เดินห่างออกมาอีกหน่อยมีจุดชมวิวบนชะง้อนผาที่ยื่นตัวออกไปจากจุดที่สูงมากกว่าร้อยเมตร หมิ่นเหม่ชวนหวาดเสียว ดีที่มีรั้วเป็นระเบียงล้อมไว้และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวเข้าคิวรอถ่ายภาพกันยาวเหยียด แต่ที่เราพากันลัดเลาะแนวป่าและไต่ไล่ระดับความชันของเส้นทางขึ้นเขาไปแบบลืมเหนื่อยก็คือต้องการไปชม “ผนังหินสลักรูปเจ้าแม่กวนอิม” (Hyaku Shaku Kannon) ที่ต้องชมกันแบบแหงนคอ
ตั้งบ่าเพราะผาหินที่ว่านี้สูงประมาณ 30 เมตร สลักเนื้อหินเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่ทั้งสวยงามและอลังการแฝงตัวอยู่ในป่าให้ผู้ศรัทธาดั้นด้นเข้าไปสักการะซึ่งทยอยกันเข้ามาอยู่ตลอดทั้งวัน

อีกด้านหนึ่งในพื้นที่ของวัดนิฮอนจิมีองค์พระใหญ่ไดบุทสึอีกองค์หนึ่งของญี่ปุ่นซึ่งสลักด้วยเนื้อหินแกรนิตสูง 31 เมตร และประดิษฐานอยู่กลางแจ้งตั้งแต่ปี 1783 ผู้ศรัทธามักแวะเวียนมานมัสการองค์พระด้วยความเชื่อในเรื่องของการขอพรด้านปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในพระหัตถ์ขวามีโถยาอยู่ด้วย ใกล้กันมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ถูกวางเรียงกันบนแท่นหินนับเป็นพันองค์ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ามาขอพรจะบูชาและนำองค์พระมาวางไว้รวมกัน

ผ่านจากการชมวัดนิฮอนจิเราพักกินมื้อเที่ยงกันที่ “Kanaya Port Ferry Terminal” จุดพักรถที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือแต่ก็ดูคล้ายอาเขตขนาดใหญ่เพราะมี “The Fish” ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายสินค้าจำพวกอาหารทะเลสดและแห้ง ผัก ผลไม้และสินค้าของฝากทั้งของกินและของที่ระลึก มีร้านอาหารกว้างขวางเหมาะมากสำหรับกรุ๊ปทัวร์เพราะมีที่นั่งเป็นจำนวนมาก เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2000 และมีลูกค้าเยอะแทบทุกวัน

  Mother Farm  

ในบรรยากาศของการพักผ่อนกับครอบครัวท่ามกลางอากาศดีๆ ทุ่งหญ้าเขียวๆ ดอกไม้สวยๆ สำหรับการเที่ยวชิบะเราอยากแนะนำที่นี่ “มาเธอร์ฟาร์ม” (Mother Farm) สวนสนุกกึ่งสวนสัตว์เปิดที่มีสวนดอกไม้ สวนผลไม้ ลานการแสดงของสัตว์แสนรู้และลานกิจกรรมให้สนุกเพลิดเพลินกันได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีมุมสินค้าที่ระลึกและร้านซอฟต์ครีมไว้ดักคนที่รักความหอมหวานในรสชาติของนมและผลไม้ที่ผสมผสานอยู่ในเนื้อซอฟต์ครีมซึ่งมีให้ชิมกันตลอดปี

ถ้าชอบกิจกรรมผาดโผนต้องลองเล่นบันจี้จัมพ์และซิปไลน์ (Zip-line) ความยาว 340 เมตรที่มีแนวเทือกเขาเป็นฉากหลังสวยๆ หรือหากต้องการเดินทางมาชมดอกไม้ต้องเลือกช่วงต้นเดือนถึงปลายเดือนตุลาคมที่จะมีดอกคอสมอสมากกว่า 2,000,000 ต้นบานเต็มพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร และสามารถเข้าสวนมะเขือเทศและสตรอเบอร์รี่ได้ตามฤดูกาลเพื่อชิมผลสดจากต้น โดยมะเขือเทศจะพร้อมให้เด็ดในช่วงต้นเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนพฤษภาคม ส่วนสตรอเบอร์รี่ที่นี่มีให้อร่อยกันถึง 5 สายพันธุ์ เริ่มช่วงกลางเดือนมกราคมไปจนปลายเดือนพฤษภาคมเช่นกัน

  Tokyo German Village  

มีการจำลองพื้นที่ราบสูงกว้างใหญ่ในชิบะให้กลายเป็นหมู่บ้านย่านชนบทของประเทศเยอรมนีที่เต็มไปด้วยสีสันสดใดของทุ่งดอกไม้ที่จะบานเข่งกันตามฤดูกาล ทั้งไฮเดรนเยีย กุหลาบและพิงค์มอส ใช้ชื่อสถานที่นี้ว่า “หมู่บ้านเยอรมัน” (Tokyo German Village) ช่วงกลางวันเป็นพื้นที่ชมดอกไม้ที่มีความสนุกสำหรับเด็กๆ มาในรูปแบบของสวนสนุกร่วมด้วย แต่สำหรับฤดูหนาว
เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืนหลังจากที่แสงอาทิตย์ลับท้องฟ้าไปแล้วที่นี่จะกลายเป็นอาณาจักรแห่งแสงสีที่สวยงามมาก การประดับไฟหลากสีภายในหมู่บ้านเยอรมันแห่งนี้ขึ้นชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในชิบะ และโด่งดังเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเพราะเป็นเทศกาลสำคัญประจำปีที่เรียกกันเทศกาลประดับไฟฤดูหนาว (Winter Illumination)

เทศกาลนี้จะมีการประดับสาดแสงไฟร่วม 3,000,000 ดวง ตกแต่งออกแบบให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามแต่ธีมจะพาไป มีถนนทอดเป็นทางให้เราเดินชมได้ทั่วถึง สามารถแวะถ่ายภาพได้ทุกจุด จุดไฮไลท์มีทั้งส่วนของอุโมงค์สายรุ้งให้เดินชมแสงไฟไปจนถึงการแสดงแสงสีประกอบเสียงเพลงดังก้องพื้นที่ หมู่บ้านเยอรมันจะเปิดให้เข้าชมตลอดทั้งปีตั้งแต่เวลา 9.30-20.00 น. แต่สำหรับเทศกาลประดับไฟนี้จะมีช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนข้ามไปถึงประมาณเดือนเมษายนของปีถัดไป


  Kasamori KannonTemple  


ว่ากันว่าที่ชิบะมีมรดกชิ้นสำคัญของญี่ปุ่นอยู่ด้วย และเป็นวัดเก่าแก่อายุพันปีที่มีชื่อเสียงมาก เราจึงไม่ยอมพลาดที่จะขอมาชมกันสักครั้งเมื่อมาถึงชิบะ ที่นี่คือ “วัดคาซาโมริ” (Kasamori Kannon Temple) วัดที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่ตัวอาคารวัดสร้างจากไม้ทั้งหลังโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว วัดหรือศาลเจ้าอื่นๆ ในญี่ปุ่นก็มักไม่ใช้ตะปูเช่นกัน แต่สำหรับวัดคาซาโมริจะสร้างโดยตั้งเสาเอกถึง 4 ทิศซึ่งเป็นลักษณะเดียวที่พบในญี่ปุ่น

ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมปาง 11 เศียร แต่จะเปิดให้ชมและสักการะเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้แค่ปีละครั้งเท่านั้น ผู้ที่เข้ามาชมวัดนอกเหนือจากกราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วยังพากันมาชมตัวอาคารวัดที่แปลกตาไม่เหมือนใครและมีหนึ่งเดียวในประเทศ เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติสวยๆ ภายในวัด และคนจำนวนไม่น้อยก็มักพากันมาขอพรให้ตั้งท้องซึ่งจะมีเคล็ดให้ปีนบันไดลอดช่องต้นไม้ขึ้นไปกล่าวคำอธิษฐานจากรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐานอยู่บริเวณทางเข้าวัดซึ่งเชื่อกันว่าจะสำเร็จในคำขอและได้ในสิ่งที่ปรารถนา


เรากราบเจ้าแม่กวนอิมที่วัดคาซาโมริกันแล้วก็เข้าสู่โปรแกรมร่วมสนุกกับการทดลองทำโดรายากิที่ร้านอาหาร “โยเนยะ” (Yoneya & Souvenir Shop) จากนั้นไปชมพื้นที่ทำไร่สตรอเบอร์รี่ของชิบะ (Naruto Strawberry Farm) ที่จะฮือฮามากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวราวเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี และยังพบได้ถึงประมาณเดือนพฤษภาคม ส่วนใหญ่ไร่สตรอเบอร์รี่เหล่านี้จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเด็ดชิมได้อย่างอิสระโดยกำหนดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าแต่เชื่อได้ว่าเกินอิ่มแน่นอน ได้รับความนิยมจากผู้ที่ชื่นชอบสตรอเบอร์รี่มากตลอดช่วงฤดู นอกจากนี้เรายังได้แวะเข้าสวนพลับที่เปิดโอกาสให้เราเข้าสวนเพื่อเลือกเก็บลูกพลับสุกจากต้นได้ด้วยตัวเอง พลับถือเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของชิบะอีกชนิดที่จะเข้าถึงฤดูกาลในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมของทุกปี

  Naritasan Shinshoji Temple  

น่าจะเป็นวัดหนึ่งที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยดีสำหรับ “วัดนาริตะซัน” เพราะมักได้แวะก่อนกลับเมืองไทยเสมอจนเหมือนเป็นโปรแกรมประจำทริปและตั้งอยู่ใกล้สนามบินนาริตะทำให้ง่ายต่อการเดินทาง และส่วนใหญ่ก็เป็นที่ชื่นชอบเพราะก่อนจะเข้าสู่ภายในวัดนักท่องเที่ยวมักจะพากันเดินชมถนนสายยาวที่ตัดผ่านหน้าวัดซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าร้านอาหารตลอดสาย โดยเฉพาะร้านข้าวหน้าปลาไหลที่เป็นอาหารยอดนิยมและถือเป็นหน้าเป็นตาของชิบะ แต่ต้องแนะนำล่วงหน้าว่าถ้าเดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเองอย่ามาถึงวัดหลัง 5 โมงเย็นเพราะช่วงนี้ส่วนใหญ่ร้านค้าก็จะเริ่มปิด อย่าไถลที่อื่นนานเพราะอาจมาไม่ทันได้ลองกินข้าวปลาไหลในย่านนี้

เราคุ้นกันในชื่อ “นาริตะซัน” แต่จริงๆ แล้ววัดแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดนาริตะซันชินโซจิ” (Naritasan Shinshoji Temple) สร้างขึ้นในปี 940 สวยงามชวนชมมาตั้งแต่ซุ้มประตูใหญ่ด้านหน้าที่เรียกว่า “ประตูโซมง” (Somon Gate) จนถึงประตูไม้อายุกว่า 200 ปีก็ยิ่งน่ามอง และยิ่งจะกว้างใหญ่เมื่อได้เดินเข้ามาถึงภายใน มีอาคารศาลเจ้าอีกหลายหลังแยกอยู่ทั่วพื้นที่วัด แต่ที่เห็นชัดเจนที่สุดทันทีที่ผ่านประตูวัดเข้ามาคือเจดีย์สูง 3 ชั้นและอาคารหลักหลังใหญ่ซึ่งใช้สำหรับประกอบพิธีต่างๆ ในแต่ละวัน และจะมากมายมหาศาลด้วยฝูงชนเมื่อเข้าสู่วันส่งท้ายปีเก่าและวันขึ้นปีใหม่ แน่นขนัดตั้งแต่ในวัดจนถึงตลอดสายของถนนหน้าวัดเพราะต่างก็ต้องการสร้างสิริมงคลแรกให้ตัวเองในวันแรกของปีนั่นเอง

  Sawara  


โปรแกรมปิดท้ายทริปเป็นการย้อนอดีตสู่ย่านที่เคยถูกใช้เป็นเส้นทางขนส่งลำเลียงสินค้าตั้งแต่ในยุคเอโดะที่มีชื่อว่า “ซาวาระ” (Sawara) และมีความคล้ายจนได้รับฉายาว่าเป็น “เอโดะน้อย” (Little Edo) หากได้เข้ามาชมจะได้พบกับบรรยากาศย้อนยุคผสมสมัยใหม่นิดหน่อยที่ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรสเพราะจุดใหญ่ประเด็นหลักยังมีอยู่ที่รูปแบบอาคารทรงเก่าซึ่งเคยเป็นทั้งบ้านเรือนประชาชนและคลังสินค้าครั้งอดีตที่ยังได้รับการดูแลรักษาอย่างดีแม้หลายหลังจะถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นร้านค้าร้านอาหารบ้างแล้วก็ตาม

คลองสายยาวที่ไหลผ่านเข้ามาในย่านซาวาระคือจุดล่องเรือขนส่งสินค้าไปยังเอโดะในยุคนั้น แต่ทุกวันนี้เมื่อไม่ต้องใช้เป็นเส้นทางเรือลำเลียงสินค้าแล้วก็ปรับมาใช้เป็นเส้นทางนำเที่ยวด้วยเรือพายซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาก มีสะพานเชื่อมถนนสองฝั่งพาดข้ามคลองสำหรับการสัญจรไปมาอยู่หลายจุด แต่จุดที่ได้รับความสนใจคือ “สะพานจาจา” (Ja Ja Bridge) ที่จะปล่อยน้ำไหลผ่านจากสะพานลงสู่คลองคล้ายน้ำตกสายน้อยๆ จนเป็นจุดเด่นให้หลายๆ คนเฝ้ารอชม

และตลอดทริปนี้หลังจากได้ลองใช้บริการแล้วจึงอยากแนะนำโรงแรมดีๆ สำหรับการจัดทริปเที่ยวชิบะไว้เป็นข้อมูลสำหรับคุณผู้อ่าน โรงแรมแรกที่เข้าพักอยู่ที่ “Sea World Hotel” และมีสุดยอดบุฟเฟ่ต์ที่อร่อยและหลากหลายมาก คืนถัดมาเป็น “Okura Akademia Park Hotel” ห้องพักกว้าง นอนสบาย ห้องน้ำเก๋แถมอาหารเช้ายังสุดยอด สำหรับโรงแรมในคืนสุดท้ายต้องบอกว่าอลังการที่สุด เพราะ “Bettei Umi to Mori Hotel & Ryukan” เป็นโรงแรมหรูหราริมทะเลที่มีออนเซนส่วนตัวกลางแจ้งแยกไว้อย่างเป็นสัดส่วนสำหรับแต่ละห้องโดยไม่ต้องใช้ร่วมกับใคร อุ่นสบายผ่อนคลายแบบส่วนตัวที่จะแช่เมื่อไรก็ได้ตามต้องการ อีกทั้งห้องพักยังเหมาะสำหรับการเข้าพักแบบครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูกมาเที่ยวกันครบเพราะทั้งกว้างใหญ่และบริการถึง 3 เตียงนอน พื้นที่กว้างขวาง เครื่องอำนวยความสะดวกเพียบ เป็นรูปแบบการตกแต่งห้องที่ผสมผสานกันระหว่างตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัวที่สุด

 

จบทริปนี้บอกตัวเองได้ทันทีว่าแต่นี้ไปถ้าพูดถึงชิบะเราจะไม่ได้รู้จักแค่โตเกียวดิสนีย์แลนด์อีกต่อไป แต่จะเข้าถึงความเป็นชิบะในระดับที่มากถึงมากที่สุด ทริปพิเศษครั้งนี้ต้องขอขอบคุณการบินไทยกับการเปิดชิบะอีกมุมให้เราได้รู้จักกันมากขึ้นเพื่อบอกต่อถึงคุณผู้อ่าน โดยเฉพาะการคัดสรรโรงแรมที่พักที่เราเชื่อว่าเหมาะมากจริงๆ สำหรับคืนพักผ่อนแสนสบายที่ทุกคนต้องการ ดีเยี่ยมตั้งแต่ต้นจนจบ เชื่อว่าหากคุณผู้อ่านเลือกเส้นทางนี้เป็นโปรแกรมประจำปีและบินไปเที่ยวกับสายการบินไทยรับรองว่าทุกทริปจะหายห่วงในเรื่องบริการชวนอบอุ่นหัวใจที่สายการบินไทยพร้อมมอบแด่ลูกค้าในทุกเที่ยวบินเสมอ

 

Special Thanks


www.thaiairways.com

04 เมษายน 2561

ผู้ชม 2420 ครั้ง