ดูบทความสุดฟินที่...Finland ตอนที่ 1

สุดฟินที่...Finland ตอนที่ 1

หมวดหมู่: HOT REVIEW

สุดฟินที่...Finland

ตอนที่ 1

อย่างที่บอก ทริปนี้เราแนะนำการท่องเที่ยวในแลปแลนด์ (Lapland) ซึ่งมีสถานะเป็นจังหวัดและศูนย์รวมหลายไฮไลท์ท่องเที่ยวสำคัญของฟินแลนด์เพราะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านซานตาคลอส อาณาจักรแห่งการลากเลื่อนบนพื้นหิมะโดยสุนัขฮัสกี้และกวางเรนเดียร์ มีจุดล่องเรือตัดน้ำแข็งชื่อดัง มีโรงแรมเก๋ๆ ที่ไม่มีใครเหมือน
มีจุดชมแสงเหนือและพระอาทิตย์เที่ยงคืน โดยเราจะตระเวนไปใน 2 เมืองชื่อดัง คือ “เกมิ” (Kemi) และ “โรวาเนียมิ” (Rovaniemi)

แต่ในพื้นที่ใจกลางแลปแลนด์ก็ยังมีสภาพความเป็นบ้านเมืองที่ทันสมัยเพราะเป็นศูนย์กลางการบริหารงานของภาครัฐ มีอาคารศาลาว่าการซึ่งชั้นที่ 13 เปิดให้เป็นจุดชมวิวแลปแลนด์ได้รอบเมือง ส่วนในตัวเมืองถ้าหมดจากช่วงฤดูหนาวไปแล้วจะอนุญาตให้ชาวเมืองนำสินค้ามาวางขายในพื้นที่ของลานกิจกรรมประจำเมืองได้ นอกนั้นก็ยังมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ห้องสมุด โบสถ์ประจำเมือง เรียกว่ายืนอยู่บนอาคารหลังนี้ก็เห็นครบทุกสถานที่สำคัญของเมืองแล้ว

Kemi

เราบินตรงสู่ฟินแลนด์โดยเครื่องบินจากสายบินฟินแอร์ด้วยเวลาประมาณ 13 ชั่วโมง และเพราะมีเป้าหมายอยู่ที่เมือง “เกมิ” (Kemi) เครื่องบินจึงลงจอดที่ “สนามบินเกมิ” (Kemi Airport-KEM) เพื่อเดินทางกันต่อด้วยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็เข้าถึงตัวเมืองกันแล้ว ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของแลปแลนด์และมีชื่อเสียงมาก ตั้งอยู่บริเวณริมอ่าวบอธเนีย (Gulf of Bothnia) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลบอลติก เมืองนี้มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 20,000 กว่าคนเท่านั้น และเรือตัดน้ำแข็งที่เราพูดถึงก็อยู่ที่เกมินี่เอง

นักท่องเที่ยวที่มาถึงเกมิมักจะมีกิจกรรมนั่งเรือตัดน้ำแข็งแล่นฝ่าน้ำทะเลที่จับตัวแข็งเป็นแผ่นสีขาวจากความเย็นในระดับต่ำกว่าติดลบ สนุกกับเทศกาลประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชม “ปราสาทหิมะ” (Snow Castle) รวมถึงนอนพักค้างคืนภายใน “โรงแรมหิมะ" (Snow Hotel) เพื่อสัมผัสที่พักสุดพิเศษที่ได้นอนชมดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนกันอย่างสุดยอดที่สุด

นอกจากนี้รูปแบบการท่องเที่ยวในเกมิรวมถึงอีกหลายเมืองในแถบนี้จะมีสโนว์โมบิลให้เราขับเที่ยวกันเองได้ แต่หมายถึงขับตามกันไปเป็นกรุ๊ปซึ่งจะมีไกด์และเจ้าหน้าที่ประจำกรุ๊ปตามไปด้วยอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบายในการแวะเที่ยวสถานที่ต่างๆ ระหว่างทาง แต่รับรองว่าสนุกมาก และในหลายสถานที่แนะนำครั้งนี้เราก็ได้สโนว์โมบิลนี่แหละที่พาไป

Santa’s Seaside Office



เราสามารถพบซานตาคลอสได้ที่เกมิใน “สำนักงานซานต้า” (Santa’s Seaside Office) อาคารไม้ที่ตกแต่งทั้งภายนอกและภายในด้วยรูปแบบที่ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศในวันคริสต์มาสอยู่ตลอดเวลา ที่นี่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นทั้งสถานที่จัดการประชุม พบปะสังสรรค์ในวาระต่างๆ แต่ที่น่าสนใจมากคือมีพื้นที่สำหรับเวิร์กช็อปกันในแต่ละวัน โดยเฉพาะการเรียนทำขนม วันที่เราเดินทางไปถึงเป็นคิวของขนมปังขิงพอดี ทำให้ได้ทดลองเรียนรู้การทำขนมไปพร้อมๆ กับนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ อย่างสนุกสนาน มุมทำขนมจะทำให้เราเพลินมากกว่าแค่เรียนรู้วิธีทำเพราะครูผู้สอนจะมาในชุด “ซานต้าเอลฟ์” ซึ่งในตำนานเรื่องเล่าแถบอาร์กติกซานต้าเอลฟ์คือผู้ช่วยคนสำคัญของซานต้าครองนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงยิ่งเข้าบรรยากาศกัน ภายใต้อาคารไม้หลังไม่ใหญ่ไม่โตแห่งนี้มีทุกความสะดวกสบายครบถ้วน สามารถใช้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เป็นห้องจัดเลี้ยงอาหารแก่กลุ่มองค์กรที่เข้ามาประชุมสัมมนารวมถึงกรุ๊ปทัวร์ได้ทั้งแบบในร่มและกลางแจ้ง หรือจะเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับทุกครอบครัวในทุกวันหยุดก็เหมาะ แถมยังมีทิวทัศน์ดีๆ รายล้อมเพราะตั้งอยู่ใกล้ทะเลแค่นิดเดียว


Seaside Glass Villas



การเดินทางท่องเที่ยวในแลปแลนด์ช่วงฤดูหนาวจะมีแต่หิมะทุกหนทุกแห่งภายใต้อากาศหนาวระดับติดลบแต่ก็ยังชวนให้สนุกตื่นเต้น และจะตื่นเต้นยิ่งกว่าภาพที่เห็นเมื่อเราได้เข้าพักใน “ซีไซด์ กลาส วิลล่า” (Seaside Glass Villas) เพราะเป็นโรงแรมที่ยอดเยี่ยมกว่าอะไรทั้งหมดด้วยการออกแบบห้องพักให้เป็นบล็อกกระจกตั้งอยู่ริมอ่าวบอธเนียที่กลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว แต่ละบล็อกเสมือนเป็น 1 ห้องพักให้เราได้พักผ่อนชมธรรมชาติกันแบบส่วนตัวด้วยผืนกระจก 3 ด้านซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงส่วนของเพดานด้วย มีห้องน้ำและห้องครัวเล็กๆ อยู่ภายในห้องที่มีพื้นที่ประมาณ 20 ตารางเมตร มีบริการอาหารและเครื่องดื่มให้พร้อมในบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างมาก

ดังนั้นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนในซีไซด์ กลาส วิลล่าจึงทำให้เราสามารถชมทิวทัศน์ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งกลางวันที่ว่ายอดเยี่ยมแล้วกลางคืนยิ่งจะเลิศเลอกว่าเพราะนี่คือห้องชมดาวแบบส่วนตัวที่สบายและสวยงามที่สุดเท่าที่เราเคยได้สัมผัสมา หากโชคดียิ่งกว่านั้นแสงเหนืออาจมาปรากฏให้เห็นผ่านกระจกห้องพักด้วย และหากหมดจากฤดูหนาวไปแล้วภาพที่เราจะได้เห็นก็คือน้ำทะเลสีครามพร้อมแสงแดดอ่อนๆ สาดส่องให้ความรู้สึกสดชื่นจนอยากออกไปว่ายน้ำเสียเหลือเกิน

Seaside Glass Villas



อีกส่วนหนึ่งของโรงแรม “ซีไซด์ กลาส วิลล่า” คือ “ซีไซด์ ลอดจ์ แอนด์ ฮัท” (Seaside Lodge & Hut) บนทำเลริมทะเลอีกเช่นกันที่ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบสวยงาม แต่ที่อลังการไปกว่านั้นนอกเหนือจากการเป็นที่พักแล้ว ซีไซด์ ลอดจ์ แอนด์ ฮัท ยังเหมาะสำหรับการเป็นที่หมายในการจัดเลี้ยงประจำปีขององค์กรต่างๆ จัดประชุมสัมมนากันแบบส่วนตัว มีมุมอาหารเย็นในแบบพื้นเมือง

แม้อาหารค่ำในโรงแรมจะอร่อย แต่ถ้ามาเที่ยวแลปแลนด์ นักท่องเที่ยวควรได้ลองสัมผัสรสชาติอาหารพื้นเมืองของชาวแลปป์ภายใน “โกต้า” (Kota) กระท่อมหรือบ้านไม้หลังเล็กที่สร้างขึ้นตามริมทะเลให้อารมณ์เหมือนกำลังตั้งแคมป์และกินอาหารร่วมกันในบรรยากาศแบบชาวแลปป์แท้ๆ มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเก่าที่เป็นกันเอง กระท่อมหลังหนึ่งจะจุลูกค้าได้มากบ้างน้อยบ้างตามขนาด เมนูอาหารก็ต่างกันไปแต่ที่มักจะมีให้ชิมเสมอก็คือปลาแซลมอนรมควัน แต่โรงแรมหลายแห่งก็จัดให้มีโกต้าเป็นพื้นที่สำหรับอาหารค่ำด้วยเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างไปจากการท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ และถือเป็นจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของฟินแลนด์ด้วย

Sampo Safari



เราเปิดฉากการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรม “เรือตัดน้ำแข็งแซมโป” (Sampo Safari Ice Breaker) ที่น่าจะเป็นไฮไลท์เบอร์ต้นๆ ของเกมิและรวมถึงของแลปแลนด์ด้วย เรือตัดน้ำแข็งแซมโปเปิดให้บริการมา 58 ปีแล้ว ลำหนึ่งๆ มีขนาดใหญ่ยาวประมาณ 75 เมตร เราได้เข้าชมห้องบังคับกลไกต่างๆ เช่น ห้องวิศวกรเครื่องยนต์ ห้องวิศวกรไฟฟ้าในระหว่างที่เรือกำลังเคลื่อนไปบนผืนน้ำทะเลที่กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งกว้างใหญ่ เรือจะค่อยๆ ตัดแผ่นน้ำแข็งหนาให้แตกออกลอยอยู่บนผิวน้ำ เปิดออกจนเห็นผืนน้ำทะเลด้านล่าง ภาพตรงหน้าเหล่านี้น้อยคนนักจะไม่ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เห็น

อากาศเย็นจัดจะมาพร้อมภาพสวยๆ ของธรรมชาติช่วงฤดูหนาวที่หนาวเย็นแบบสุดขั้ว ถ้าอยู่บนเรือยังหนาวไม่พอหรือยังตื่นเต้นไม่ถึงใจอยากแนะนำให้ร่วมกิจกรรมพิเศษในการลงไปลอยตัวว่ายน้ำในทะเลน้ำแข็ง ทีนี้ก็จะเข้าใจว่าเหตุใดน้ำทะเลจึงได้กลายเป็นน้ำแข็งไปเสียหมด เพราะอุณหภูมิน้ำที่ได้สัมผัสอยู่ที่ประมาณลบ 20 องศาเซลเซียส กิจกรรมว่ายน้ำลอยตัวในทะเลบอลติกซึ่งกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยน้ำแข็งนี้ผู้ร่วมสนุกต้องสวมชุดป้องกันที่เรียกว่า “Warm Impermeable Survival Suits” เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นรอดพ้นจากภัยหนาวและสนุกอยู่ในน้ำทะเลที่เย็นจัดนี้ได้ซึ่งปกติก็ไม่นานเกิน 5-10 นาที

ช่วงกิจกรรมนี้เรือจะหยุดทอดสมอให้ผู้โดยสารสนุกกันเต็มที่ นอกจากจะสนุกสนานและได้ถ่ายภาพขณะลงไปนอนแช่น้ำทะเลกันแล้วทุกคนยังจะได้รับประกาศนียบัตรเป็นที่ระลึกเพื่อย้ำเตือนตัวเองถึงประสบการณ์และความทรงจำแสนพิเศษในครั้งนี้ แล้วจึงกลับขึ้นเรือเพื่อพักจิบเครื่องดื่มกินอาหารกลางวันที่ส่วนใหญ่เป็นเมนูปลาแซลมอน เนื้อวัวหรือเนื้อกวาง และในแต่ละกิจกรรมจะมีเจ้าหน้าที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา


Snow Mobiling



นอกจากล่องเรือตัดน้ำแข็งแล้ว “การขับสโนว์โมบิล” (Snow Mobiling) เป็นอีกกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่น่าสนุก การลุยไปบนพื้นน้ำแข็งกว้างใหญ่ซึ่งเดิมก็คือผืนทะเลบอลติกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ชวนตื่นเต้นและท้าทายมาก นักท่องเที่ยวสามารถขับสโนว์โมบิลด้วยตัวเองติดตามไกด์มืออาชีพไปเที่ยวได้ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีและไม่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ที่จะไม่สามารถร่วมกิจกรรมได้ ส่วนคนที่อายุเกิน 18 ปีและมีใบขับขี่แค่สวมหมวกกันน็อกสวมอุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บก็พร้อมควบสโนว์โมบิลได้ทันที และยังสามารถสนุกกันได้นานตั้งแต่ 2-6 ชั่วโมง

ที่ทำให้การขับสโนว์โมบิลเที่ยวในฤดูหนาวของเกมิเป็นที่นิยมมากเพราะนี่คือการสร้างความทรงจำที่ดีเยี่ยมสำหรับการท่องเที่ยวแลปแลนด์ ไกด์จะนำนักท่องเที่ยวขับสโนว์โมบิลไปแวะเที่ยวตามจุดต่างๆ เช่น ชมสำนักงานซานต้า ไปแวะตกปลาผ่านช่องน้ำแข็ง ชมฟาร์มเลี้ยงกวาง ช่วงค่ำยังสามารถตามไกด์ไปชมแสงเหนือได้ด้วย และหากเป็นช่วงฤดูร้อนสามารถเปลี่ยนจากสโนว์โมบิลเป็นขับเจ็ตสกีเลาะเลียบอ่าวบอธเนียเพื่อชมธรรมชาติของป่าไม้โดยรอบซึ่งจะสวยงามกันคนละแบบ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำมากพอกันทั้งคู่


Snow Castle


นักท่องเที่ยวสามารถขับสโนว์โมบิลหรือนั่งรถบัสของคณะทัวร์มาที่นี่ได้ “ปราสาทหิมะ” (Snow Castle) ประติมากรรมน้ำแข็งที่ดูท่าแล้วน่าจะใหญ่ที่สุดในโลกเพราะมีพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร ช่วงค่ำของเทศกาลประจำปีในช่วงฤดดูหนาวจะมีการแสดงแสงสีเป็นประจำทุกปีซึ่งจัดต่อเนื่องจากครั้งแรกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1996 มีการสกัดน้ำแข็งให้เป็นอาคารหลังใหญ่โดยเฉพาะส่วนที่สร้างไว้เพื่อเป็นโรงแรมจะยิ่งสวยงามมากและมีสัญญาณ Wi-Fi ให้ใช้ในส่วนของล็อบบี้ด้วย

มีพื้นที่ของห้องอาหารที่ออกแบบให้เป็น “Snow Restaurant” เฟอร์นิเจอร์ภายในร้านจะสลักขึ้นจากน้ำแข็งทุกชิ้น รองรับลูกค้าได้ประมาณ 200 ที่นั่ง แปลกแหวกแนวไปจนถึงโต๊ะเตียงก็ยังเป็นน้ำแข็ง รวมถึง “Snow Chapel” โบสถ์สวยที่ไม่มีวัสดุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องนอกจากน้ำแข็งอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่แปลกที่มีบ่าวสาวหลายคู่ชวนกันมาจัดพิธีแต่งงานกันที่ปราสาทหิมะแห่งนี้เสมอ และทำให้โรงแรมหิมะแห่งนี้ต่างไปจากที่อื่นๆ ในย่านนี้หลายแห่ง

ต้องพูดถึงในส่วนของ “โรงแรมหิมะ” (Snow Hotel) กันสักนิด ลองคิดดูว่าจะสุดยอดขนาดไหนกับการที่ได้พักค้างแรมในห้องพักที่ทำจากน้ำแข็งภายใต้อุณหภูมิประมาณลบ 5 องศาเซลเซียส บนเตียงมีถุงนอนอุ่นๆ ให้เราได้ซุกตัวนอนชมดาวและแสงเหนือผ่านเพดานกระจกที่จะชัดเจนโดดเด่นมากในช่วงฤดูหนาวและใบไม้ผลิคล้ายกับที่ Seaside Glass Villas หรือถ้าสนใจห้องสวีทที่มีชื่อว่า “ห้องคิงคอง” (King Kong) ก็จะยิ่งอลังการเพราะกว้างใหญ่และมีลูกเล่นจากการแกะสลักน้ำแข็งเป็นรูปคิงคองยักษ์เหนือหัวเตียง ได้บรรยากาศตื่นเต้นก่อนนอนทุกคืน

หากจะเที่ยวปราสาทหิมะต้องอย่าลืมว่ามีเฉพาะฤดูหนาวแค่ช่วงเวลา 2 เดือนคือปลายมกราคมถึงกลางเดือนเมษายนเท่านั้นทั้งส่วนของโรงแรมและการชมแสงสีสวยๆ ประกอบประติมากรรมน้ำแข็ง และควรจับจองกันล่วงหน้าเพราะในแต่ละปีจะรับลูกค้าได้ 500 คนเท่านั้น ย้ำว่าในบรรดาโรงแรมหิมะที่มีอยู่ในแลปแลนด์หลายแห่งที่นี่ดูจะได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะนอกจากจะมีห้องพักและห้องอาหารแล้ว ยังมีโบสถ์และสวนสนุกให้เล่นสไลเดอร์บนลานน้ำแข็งโดยที่ลูกค้าสามารถเข้าเล่นได้ในทุกกิจกรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

  

Arkadia Reindeer Farm



ถัดมาเราไปชม “ฟาร์มกวางเรนเดียร์” (Arkadia Reindeer Farm) เพื่อให้ได้รู้จักและเรียนรู้วิถีชีวิตของสารถีที่จะนำซานตาคลอสไปแจกของขวัญวันคริสต์มาสให้เด็กๆ คนไทยจำนวนมากได้ยินชื่อเรนเดียร์มาแต่ไหนแต่ไรแต่ก็เพิ่งได้พบกวางชนิดนี้เป็นครั้งแรกที่นี่ ที่จะชวนให้ฮือฮากว่าแค่ได้เจอก็คือเพิ่งได้รู้ว่ากวางเรนเดียร์มีขนาดตัวที่ใหญ่มาก อย่างน้อยๆ ความสูงของกวางตัวเต็มวัยไม่น้อยกว่า 1.5 เมตรแน่นอน

ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิกวางเรนเดียร์จะปล่อยเขาให้หลุดออกเพื่อให้งอกขึ้นใหม่ตามธรรมชาติและยาวครบสมบูรณ์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ละครั้งเขากวางจะหลุดออกทีละข้างไม่หลุดพร้อมกันทั้งสอง เรนเดียร์ถือเป็นกวางที่เขางอกได้เร็วที่สุดในโลกโดยที่กวางบางตัวความยาวของเขาอาจวัดได้ว่าเพิ่มขึ้นถึง 2 เซนติเมตรต่อวัน เราสามารถพบกวางเรนเดียร์อายุมากที่สุดได้ถึง 20 ปี แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็อายุประมาณ 12-15 ปี ที่นำมาใช้ลากเลื่อนได้ก็เริ่มต้นในช่วง 2-4 ปี กวางเพศเมียจะมีเขาที่เล็กกว่าแต่ก็โค้งงอกว่าเขากวางเพศผู้ เพศเมียตั้งท้องนานประมาณ 7 เดือนและจะปล่อยเขาหลังจากที่คลอดลูกแล้ว ส่วนกวางเพศผู้ที่เป็นคู่ของมันในช่วงระยะลูกอ่อนจะยังคงเหลือเขาไว้เพื่อใช้เป็นอาวุธปกป้องสมาชิกในครอบครัว

ฟาร์มแห่งนี้ยังยึดการเลี้ยงกวางในแบบดั้งเดิมไม่เปลี่ยน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ กวางจึงมีสุขภาพดีและแข็งแรงมาก มีพื้นที่กลางแจ้งสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวที่แวะเข้ามาชมฟาร์มโดยมีเตาผิงขนาดใหญ่ไว้ให้ความอบอุ่น มีกาแฟและน้ำบลูเบอร์รี่ร้อนไว้แก้หนาวและมีพื้นที่พร้อมสำหรับต้อนรับลูกค้าได้ครั้งละประมาณ 10-12 คน

เมื่อมาถึงฟาร์มแล้วก็ต้องลอง “นั่งเลื่อนกวางเรนเดียร์” (Reindeer Sleigh) โดยให้กวางลากเลื่อนไม้ไปตามพื้นหิมะ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจูงนำทางอีกทอดหนึ่งเพื่อไม่ให้พี่กวางออกนอกเส้นทางไปเสียก่อน เลื่อนไม้ 1 แผ่นนั่งได้ 1-2 คน ไปกันเรื่อยๆ ไม่รีบไม่ร้อน กวางจะนำเที่ยวไปตามชายป่าที่แม้อากาศจะหนาวเย็นมากแต่ก็มีแดดส่องนำช่วยให้ท้องฟ้าสดใสน่ามองขึ้นมา หรือหากใครทนหนาวนานไม่ได้ภายในฟาร์มยังมีห้องรับรองที่มีอาหารและเครื่องดื่มไว้สำหรับรับแขกได้คราวละ 60 คน มีชุดพื้นเมืองให้ลองสวมถ่ายรูปและเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองไว้เป็นที่ระลึก


Olokolo Sleigh



มีกิจกรรมสนุกมากมายไปหมดในเกมิ แต่ละวันไม่เคยได้หยุดสนุกกันเลย หลังจากได้ไปลองกันมาแล้วหลายกิจกรรมคราวนี้มีโอกาสมาลอง “นั่งเลื่อนโอโลโกโล” (Olokolo Sleigh) ที่ลากด้วยสโนว์โมบิลเพื่อพากันไปเที่ยวชมธรรมชาติและบรรดาสัตว์ป่าข้างทาง เลื่อนโอโลโกโลนี้ไม่เหมือนเลื่อนทั่วไปที่เป็นแผ่นไม้หรือกระดานลาก แต่จะมีลักษณะเหมือนแคปซูลกันหนาวกันลมได้ดี ปูพื้นด้วยขนสัตว์เพิ่มความอบอุ่น ยิ่งกว่านั้นในระหว่างทางยังสามารถแวะจอดเพื่อชวนกันไปตกปลาได้ด้วย โดยมีพื้นที่ที่จัดไว้ให้ตกปลาผ่านพื้นน้ำแข็ง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้สว่านเจาะเปิดแผ่นน้ำแข็งให้สามารถหย่อนเบ็ดลงไปได้

นั่งเลื่อนโอโลโกโลคิดราคาประมาณ 90 ยูโรต่อ 1 รอบ และนั่งได้ครั้งละ 2 คน แต่ในช่วงปลายปี 2018 นี้จะมีของใหม่มายั่วหัวใจนักท่องเที่ยวกันอีกด้วยเรือที่แล่นฉิวบนพื้นผิวหิมะด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับฤดูหนาวที่พื้นทะเลกลายเป็นน้ำแข็งแน่นๆ ส่วนในฤดูอื่นๆ ที่ผิวน้ำแข็งเริ่มอ่อนตัวลงก็จะใช้ความเร็วเพียง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่งได้ครั้งละ 7 คน และคิดค่าโดยสารประมาณ 25 ยูโรต่อคน


Kemi Chruch



แวบเข้าเมืองกันมาหน่อยเพราะอยากชม “โบสถ์เกมิ” (Kemi Church) โบสถ์ในศาสนาคริสต์นิกายลูเธอรันที่ออกแบบสร้างอย่างสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิกและตั้งอยู่กลางเมืองเกมิ สถาปนิกชื่อดังผู้ออกแบบและควบคุมการสร้างโบสถ์หลังนี้เป็นชาวฟินแลนด์ชื่อว่า “โจเซฟ สเตนแบค” (Josef Stenback) สร้างเสร็จและเปิดให้ชาวคริสต์เข้าทำพิธีได้ตั้งแต่ปี 1902 ภายในสามารถจุได้ประมาณ 1,000 คน ในปี 2003 มีการบูรณะครั้งใหญ่จนทำให้โบสถ์ยิ่งสวยงามและดูใหม่สดใส เป็นโบสถ์ประจำเมือง โบสถ์แห่งเกมิ เป็นศาสนาสถานที่ได้รับความเคารพนับถือจากชาวเมืองเป็นอย่างมาก

 

แลปแลนด์ยังไม่ได้มีแค่เมืองนี้นะคะ ยังมีต่อตอนที่ 2 อีกมากมาย รวมถึงซานต้าตัวเป็นๆ ที่มีให้ได้อ่านกันใน สุดฟินที่...Finland ตอนที่ 2 อีกด้วยค่ะ

31 พฤษภาคม 2018

ผู้ชม 7483 ครั้ง