ดูบทความสุดฟินที่...Finland ตอนที่ 2

สุดฟินที่...Finland ตอนที่ 2

หมวดหมู่: HOT REVIEW

สุดฟินที่...Finland
ตอนที่ 2

 

Rovaniemi

ลุยเรือตัดน้ำแข็ง สโนว์โมบิล กิจกรรมลากเลื่อนและโรงแรมหิมะกันมาแล้ว คราวนี้ย้ายจากเกมิมาที่ “โรวาเนียมิ” (Rovaniemi) ที่ชาวฟินแลนด์ยกให้เป็นบ้านเกิดของ “ซานตาคลอส” (Santa Claus) และยังเป็นจุดชมแสงเหนือที่ยอดเยี่ยม โรวาเนียมิคือเมืองหลวงของแลปแลนด์ เป็นเมืองที่มีอากาศหนาวเย็นจนเลือดแทบแข็งเพราะอุณหภูมิอาจลดต่ำลงได้กว่าลบ 30 องศาเซลเซียส แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังนิยมพากันมาที่นี่เพราะมีซานตาคลอสเป็นหนึ่งในเป้าหมายพอๆ กับที่ตั้งใจจะมาล่าแสงเหนือกันนั่นเอง



Arktikum Museum

ก่อนจะไปเจอซานตาคลอสเราได้มาชมที่นี่ “พิพิธภัณฑ์ศูนย์วิทยาศาสตร์อาร์กติกุม” (Arktikum) แหล่งรวมความรู้ ความเป็นมาและวัฒนธรรมการตั้งถิ่นฐานของชาวฟินแลนด์รวมถึงประเทศใกล้เคียงในแถบอาร์กติกที่เปิดเมื่อปี 1992 เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแลปแลนด์ที่ยิ่งใหญ่และได้รับความนิยมมากเพราะจะมีข้อมูลที่ทำให้ผู้เข้าชมได้รู้จักฟินแลนด์มากขึ้น ได้เข้าใจว่าประชากรทั้งในฟินแลนด์เองและในอาร์กติกมีต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์และดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่มีความหนาวเย็นแสนสาหัสได้อย่างไร

ภายในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งการจัดแสดงออกเป็นโซนต่างๆ มีพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มประเทศในแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือ และเล่าประวัติของแลปแลนด์ บอกถึงสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ มีโรงภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องของความหนาวเย็นและแสงเหนือที่ใครๆ ก็อยากเห็นด้วยแสงสีเสียงสมจริง มี “Arctic Center” เป็นพื้นที่ศูนย์อาร์กติกของมหาวิทยาลัยแลปแลนด์ที่จะนำเอางานวิจัยซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและทุกองค์กรในสาขางานวิชาการด้านอาร์กติกมาแสดงให้ได้ชม รวมไปถึงจัดแสดงชิ้นงานศิลปะจำพวกงานหัตถกรรมและเครื่องประดับเพื่อสื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่อยู่ร่วมกัน



Home & Atelier Kangasniemi


อีกโปรแกรมน่าสนใจและให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปเยี่ยมบ้านคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน “กังอัสเนียมิ บ้านและสตูดิโอ” (Home & Atelier Kangasniemi) อาณาจักรแห่งการชมงานฝีมือของ “คุณไอรีน กังอัสเนียมิ” (Mrs. Irene Kangasniemi) และ “คุณอาริ กังอัสเนียมิ” (Mr. Ari Kangasniemi) ที่ส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือจำพวกเครื่องประดับ ของใช้ ของที่ระลึกชิ้นน้อยๆ จนถึงเฟอร์นิเจอร์

สินค้าของที่นี่ทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติทุกชิ้นโดยเฉพาะไม้สนที่หาได้เฉพาะในเมืองนี้ มีหนังปลาแซลมอนที่ย้อมสีด้วยสีจากมันสมองของกวางเรนเดียร์ที่เคี่ยวจนได้สีที่ต้องการ ชิ้นงานที่เห็นส่วนใหญ่เป็นงานไม้ มีดพื้นเมืองและแก้ว เจ้าของบ้านทั้งสองเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1998 จากการที่ได้เคยเรียนรู้และฝึกทักษะด้านงานฝีมือแนววัฒนธรรมเก่าของฟินแลนด์ในยุคปี 1960-1970 มาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งใช่ว่าจะมีให้ชมหรือขายเท่านั้น แต่บ้านของสองสามีภรรยาคู่นี้ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมเวิร์กช็อปทดลองประดิษฐ์ทำงานฝีมือกันเองอีกด้วย



Arctic Snow Hotel



เที่ยวโรวาเนียมิเราได้รู้จักหลายโรงแรมที่น่าสนใจและน่าเข้าพักมาก “อาร์กติก สโนว์ โฮเทล” (Arctic Snow Hotel) ก็เช่นกัน ที่นี่ทำให้รู้สึกว่าโรงแรมในแลปแลนด์ส่วนใหญ่จะคล้ายกันตรงที่ใช้หิมะและน้ำแข็งมาเป็นจุดขาย คือสร้างที่พัก ร้านอาหารหรือโรงแรมไว้ในอาคารที่ทำด้วยน้ำแข็ง ให้สมกับเป็นดินแดนที่อยู่ท่ามกลางความหนาวเย็น มีอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ทำมาจากน้ำแข็ง นักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการก็ยังต้องสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ เพื่อป้องกันความหนาวให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอเพราะอุณหภูมิแม้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิก็ยังคงเส้นคงวาอยู่ที่ประมาณลบ 5 องศาเซลเซียส แต่ก็สร้างความประทับใจให้ได้มาก โดยเฉพาะจากุซซี่กลางแจ้งของอาร์กติก สโนว์ โฮเทลนี่สวยงามอลังการมาก



Arctic Light Hotel



อีกแห่งเป็นโรงแรมที่อยากแนะนำเพราะถือเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของฟินแลนด์ในปีนี้ซึ่งได้รับการจัดอันดับความนิยมโดยเว็บไซต์ “Trivago Finland” นั่นคือ “อาร์กติก ไลท์ โฮเทล” (Arctic Light Hotel) ที่เหมาะสำหรับการพักค้างแรมและพักผ่อนหย่อนใจในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสวยงามและสะดวกสบาย



Arctic Tree House



สุดท้ายได้เข้าชมคือ “อาร์กติก ทรี เฮาส์” (Arctic Tree House) โรงแรมสวยที่ออกแบบห้องพักให้เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมตั้งอยู่กลางป่าสน สวยงามและโรแมนติกมากเพราะผนังกระจกจะเปิดให้ชมวิวนอกที่พักได้แบบเต็มตา อิ่มในบรรยากาศและอิ่มในทิวทัศน์ไปพร้อมกัน รูปแบบของบล็อกห้องพักดูเหมือนออกแบบอย่างทันสมัย
ก็จริงอยู่ แต่ก็แฝงมาด้วยกลิ่นอายของความเป็นพื้นเมืองที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว



Safartica


เที่ยวแลปแลนด์เหมือนเที่ยวไปในดินแดนแห่งกิจกรรมที่ทำให้เราได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกายกันตลอดทั้งวัน และก็ยังตื่นเต้นไปกับทุกกิจกรรมด้วย มาเจออีกแหล่งกิจกรรมที่บริหารงานโดยทีม “ซาฟาร์ติก้า” (Safartica) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่เข้ามาสร้างสรรค์ความสนุกตื่นเต้นไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ออกไปลุยกันท่ามกลางธรรมชาติและก็มีกิจกรรมหลากหลายให้เลือกเล่นตามความชอบ มีเจ้าหน้าที่มากประสบการณ์คอยดูแลให้คำแนะนำตลอดทุกกิจกรรม



หลากหลายกิจกรรมที่ว่านี้มีให้เราสนุกกันได้ทั้งในฤดูหนาวและฤดูร้อนเพื่อให้สัมผัสถึงความเป็นอาร์กติกอย่างแท้จริง ช่วงฤดูหนาวจะมีกิจกรรมขับสโนว์โมบิล นั่งเลื่อนที่ลากโดยสุนัขฮัสกี้หรือกวางเรนเดียร์ ตามล่าหาแสงเหนือ ตกปลาผ่านช่องน้ำแข็ง และลงลอยตัวว่ายน้ำเล่นในแอ่งทะเลสาบที่มีน้ำเย็นเฉียบระดับศูนย์องศาเซลเซียสหรืออาจจะติดลบแต่เราจะยังอุ่นกายสบายใจเพราะเจ้าหน้าที่จะมีชุดป้องกันความหนาวให้สวมใส่ก่อนร่วมกิจกรรม หากเข้าสู่ฤดูร้อนทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปโดยที่เราสามารถเปลี่ยนไปปั่นจักรยานเที่ยวป่า ชมทะเลสาบและไปแวะทัศนศึกษากันในฟาร์มสุนัขฮัสกี้และกวางเรนเดียร์ ได้ภาพไปอีกบรรยากาศที่แปลกต่างกันออกไประหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาว



Santa’s Igloos Hotel



เราเข้าใกล้บ้านซานตาคลอสเข้าไปทุกที แต่ก่อนจะถึงมาแวะ “ซานต้าอิกลูส์” (Santa’s Igloos) โรงแรมที่มาในรูปแบบทันสมัยของโดมน้อยๆ กรุกระจกเกือบรอบทิศ 1 ห้องมีสำหรับลูกค้า 2 คน 4 คน และ 6 คน เปิดโอกาสให้ชมดาวชมแสงเหนืออีกเช่นกัน ซานต้าอิกลูส์ตั้งอยู่ใกล้เส้นโค้งของวงกลมอาร์กติกและห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร มีน้ำจากแหล่งธรรมชาติให้ดื่มได้ซึ่งเป็นน้ำสะอาดและบริสุทธิ์ไม่มีสารพิษเจือปน มีห้องพักสบายถึง 71 หลัง มีเครื่องใช้ให้พร้อม มี Wi-Fi ให้ใช้ มีอาหารเช้าและเย็นให้บริการ มีรถรับส่งจากโรงแรมไปกลับสนามบินหลักของเมืองเพราะอยู่ใกล้กันแค่ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น และถ้าโชคดีจะมีแสงเหนือให้ชมด้วยซึ่งไม่ต้องห่วงว่าจะหลับจนลืมชมเพราะหากมีแสงเหนือทางโรงแรมจะมีสัญญาณเตือนเพื่อเชิญชวนลูกค้ารับทราบ


Santa Claus Village



เบนเข็มเข้าสู่ความเป็นที่สุดแห่งไฮไลท์ของการเที่ยวฟินแลนด์ “หมู่บ้านซานตาคลอส” (Santa Claus Village) หนึ่งในความฝันของทั้งเด็กทุกชนชาติ ใครๆ ก็อยากเจอและอยากได้ของขวัญจากซานตาคลอสกันทั้งนั้น เพราะตำนานเรื่องนี้แพร่หลายไปในหลายทวีปหลายประเทศทั่วโลก และเด็กๆ ทั่วโลกก็เฝ้ารอซานตาคลอสในคืนวันคริสต์มาสเสมอแม้บางคนรู้ดีว่าพ่อแม่ของตัวเองก็คือคนที่จะนำของขวัญมาแอบวางไว้ให้หลังจากลูกๆ หลับไปแล้วก็ตาม

แต่หมู่บ้านซานตาคลอสแห่งนี้กำลังจะทำให้ความฝันและจินตนาการของเด็กๆ เป็นจริงเพราะทุกคนจะพบกับซานตาคลอสได้ที่นี่ทุกวัน หมู่บ้านซานตาคลอสตั้งอยู่
บนวงกลมอาร์กติกพอดิบพอดีที่เส้นละติจูด 66 องศาเหนือ 32 ลิปดา 35 ฟิลิปดา เพราะฉะนั้นแค่เราเดินก้าวขาข้ามเส้นบอกเขตวงกลมอาร์กติกก็หมายถึงว่าเราได้เหยียบไปบนดินแดนแห่งขั้วโลกเหนือแล้ว ถือเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่ทำให้คนเมืองร้อนอย่างเราตื่นเต้นมาก

ภายในหมู่บ้านซานตาคลอสจะมีอาคารไม้ที่ใช้เป็นเหมือนสำนักงานใหญ่ของซานตาคลอสและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ มีเด็กๆ จากทั่วโลกเขียนจดหมายส่งมาถึงซานตาคลอสใจดีของพวกเขาเพื่อพูดคุยและขอในสิ่งที่ต้องการได้ด้วย ซานตาคลอสจะรอรับจดหมายเหล่านี้อยู่ที่บ้านซึ่งก็คือที่สำนักงานแห่งนี้ เพราะบ้านเกิดของซานตาคลอสอยู่ในเมืองโรวาเนียมิดังชื่อที่ถูกเรียกว่า “The Official Hometown of Santa Claus”



ภายในหมู่บ้านซานตาคลอสจะมีบ้านนับสิบหลังเรียงกันอยู่ซึ่งสร้างในสไตล์พื้นเมืองแบบบ้านชาวฟินน์ยุคเก่า เพิ่มความสวยงามด้วยหิมะที่จะตกทับถมอยู่บนหลังคาบ้านตลอดทั้งปี บ้านบางหลังจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของใช้และของเล่นสำหรับเด็ก บ้างก็จัดเป็นบ้านพักให้นักท่องเที่ยวเข้าพักได้ มีร้านอาหารและคาเฟ่ไว้บริการ เมื่อมาถึงที่นี่แล้วนักท่องเที่ยวมักจะนั่งเลื่อนให้กวางเรนเดียร์ลากไปคล้ายกับช่วงเวลาที่ซานตาคลอสออกไปมอบของขวัญให้เด็กๆ หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมและเข้าพบพูดคุยกับซานตาคลอสได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากต้องการถ่ายรูปกับคุณลุงใจดีของเราก็ต้องมี 30 ยูโร และถ้าถึงขั้นถ่ายวิดีโอก็ต้องเพิ่มเป็น 40 ยูโร



จุดที่น่าสนใจอีกแห่งในหมู่บ้านซานต้าก็คือ “ที่ทำการไปรษณีย์” ซึ่งใช้ส่งไปรษณีย์ได้จริงๆ เราอาจจะส่งกลับไปที่บ้านเพื่อเป็นที่ระลึกให้ตัวเองหรือส่งให้คนที่รักใคร่กันเป็นเหมือนของฝากที่ไม่ซ้ำใคร เก๋ตรงที่ทั้งผู้ส่งและผู้รับจะได้ประทับใจกับแสตมป์และตราประทับพิเศษสุดจากหมู่บ้านซานตาคลอสที่แน่นอนอยู่แล้วว่าจะมีที่นี่ที่เดียวในโลก ส่วนเด็กๆ ที่อยากส่งจดหมายถึงคุณลุงซานต้าก็แค่จ่าหน้าซองจดหมายด้วยชื่อ “Santa Claus” ก็เพียงพอแล้ว จดหมายจะถูกส่งถึงหมู่บ้านซานตาคลอสแน่นอนซึ่งในแต่ละวันจะมีจดหมายถูกส่งมาจากทั่วโลกถึงมือคุณลุงซานต้าหลายหมื่นฉบับ และแต่ละปีก็หลายแสนฉบับ เฉพาะจดหมายจากเด็กๆ ในอิตาลีเมื่อนำมาเรียงต่อกันก็มีความยาวถึง 2 กิโลเมตรจนต้องนำมาม้วนไว้กับวงล้อเพื่อย่นระยะความยาวและให้นักท่องเที่ยวได้ชม นอกจากนี้เรายังสามารถซื้อแสตมป์ ของสะสมและของที่ระลึกอื่นๆ จากที่นี่ได้อีกด้วยเพราะมีเอาท์เลทที่น่าเดินมาก ขายสินค้าหลากดีไซน์ที่หลายชิ้นมีแรงบันดาลใจในการดีไซน์จากแหล่งธรรมชาติทั่วฟินแลนด์ ซึ่งย้ำอีกครั้งว่ามีเฉพาะที่นี่ที่เดียวในโลกเท่านั้น

ผ่านความหนาวเย็นไปแบบสุดขั้วหัวใจแต่ก็ทำให้ประทับใจไม่รู้ลืมสำหรับการท่องเที่ยวในแลปแลนด์ เป็นอีกภาพความทรงจำที่อาจต่างไปจากการแวะเที่ยวเมืองหลวงเฮลซิงกิ แต่กลับได้ประสบการณ์จากสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศต่างไปจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง แต่นั่นก็นำมาซึ่งความสุขและความสนุกที่จะถูกเก็บไว้เป็นบันทึกในใจได้อีกนานจากการเปิดประสบการณ์ใหม่ในดินแดนแห่งความหนาวเย็นแห่งนี้ อย่าลืมว่าเที่ยวฟินแลนด์หรือแลปแลนด์ให้สนุกสุดใจต้องเลือกช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม และขอแค่มีสายการบินฟินแอร์ให้บริการ ตลอดการเดินทางจะยิ่งพิเศษสุดทั้งไปและกลับ เหมือนช่วยทำให้เส้นทางใกล้ขึ้นเพราะเพลิดเพลินไปกับอาหารอร่อยและบริการสุดประทับใจจนแทบลืมเวลาไปเลย

 

31 พฤษภาคม 2561

ผู้ชม 7556 ครั้ง