ดูบทความPalace of Versailles ที่สุดแห่งพระราชวัง ที่สุดแห่งโลก

Palace of Versailles ที่สุดแห่งพระราชวัง ที่สุดแห่งโลก

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Palace of Versailles

ที่สุดแห่งพระราชวัง ที่สุดแห่งโลก
Photo By ชิบ จิตนิยม Story By ดวงพร เพชรสังกฤต


เมื่อสองสามเดือนก่อนผลจากละครโทรทัศน์ย้อนยุคในบ้านเรา ที่เดินเรื่องไปในสมัยอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งอยุธยา ก็ทำให้คนไทยหันกลับมาสนอกสนใจประวัติศาสตร์ชาติกันมากขึ้นและสนุกสนานกับการสวมใส่ชุดไทยกันอย่างแพร่หลาย หนึ่งในตอนสำคัญของละครเล่าถึงการเดินทางของคณะทูตอันได้แก่ “ออกพระวิสุทธิสุนทร” หรือ “เจ้าพระยาโกษาธิบดี” (ปาน) ผู้เป็นราชทูต “ออกหลวงกัลยาราชไมตรี” เป็นอุปทูต และ “ออกขุนศรีวิสารวาจา” เป็นตรีทูต เพื่อไปเจริญพระราชไมตรีกับ “พระเจ้าหลุยส์ที่ 14” (Louis XIV) แห่งฝรั่งเศสตามพระราชประสงค์ของสมด็จพระนารายณ์มหาราชโดยออกเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1686 มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 วันที่ 1 กันยายน 1686 และเดินทางกลับถึงกรุงศรีอยุธยาในวันที่ 9 ตุลาคม 1687

 

หลังจบละครชื่อของ “พระราชวังแวร์ซายส์” (Palace of Versailles) ก็เป็นที่พูดถึงกันอีกครั้งแม้ก่อนหน้านี้คนไทยส่วนใหญ่จะเคยรู้จักเคยได้ยินชื่อพระราชวังแห่งนี้กันอยู่แล้ว แต่บางท่านอาจเพิ่งทราบจากละครว่าแวร์ซายส์เป็นสถานที่ที่คณะทูตจากกรุงศรีอยุธยาได้เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำให้เกิดกระแสอยากเที่ยวอยากชมพระราชวังแวร์ซายส์กันขึ้นมา ส่วนคนไทยที่เคยไปแวร์ซายส์มาแล้วก็อยากกลับไปตามรอยละครกันเสียอย่างนั้น Check Trip ฉบับนี้เลยจะนำชมพระราชวังที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้กันอีกสักครั้ง เพราะด้วยความยิ่งใหญ่สวยงามของพระราชวังแวร์ซายส์เชื่อว่าเข้าชมกันครั้งสองครั้งคงไม่พอ
“เมื่อใดได้เห็นแวร์ซายส์ เมื่อนั้นได้เห็นโลกศิวิไลซ์ที่แท้จริง”


พระราชวังแวร์ซายส์หรือที่มีชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า “Chateau de Versailles” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก้เมื่อปี 1979 ต้องเล่าว่านี่คือหนึ่งในหน้าตาของฝรั่งเศสที่ฉายชัดถึงความยิ่งใหญ่และหรูหราสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่ในอดีต พระราชวังแวร์ซายส์สร้างขึ้นบนพื้นที่ของเมืองเล็กๆ แถบชนบทที่ชื่อ “แวร์ซายส์” ซึ่งห่างจากใจกลางมหานครปารีสประมาณ 17 กิโลเมตรและเป็นพื้นที่เดิมที่ “พระเจ้าหลุยส์ที่ 13” (Louis XIII) ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างพระตำหนักขึ้นช่วงปี 1624 แทนกระท่อมหลังน้อยที่ทรงให้สร้างก่อนหน้านั้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับพักผ่อนระหว่างทรงออกล่าสัตว์รอบเมืองแวร์ซายส์

เมื่อถึงรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรงปรับปรุงให้เป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในปี 1661 แล้วเสร็จในปี 1688 เพื่อให้เป็นทั้งที่ประทับ เป็นสถานที่ว่าราชการ เพื่อให้นานาประเทศได้ประจักษ์ในความยิ่งใหญ่ร่ำรวยของฝรั่งเศส ซึ่งงบประมาณการสร้างราว 500,000,000 ฟรังก์ และแรงงานจากคนงานชาวฝรั่งเศสอีกกว่า 30,000 คนที่ถูกเกณฑ์มาสร้างพระราชวังแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในชนวนก่อการกบฏฝรั่งเศสโดยประชาชนในกาลต่อมา

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราชประสงค์ที่จะปรับปรุงพระตำหนักเดิมให้เป็นที่ประทับที่ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ พระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ของฝรั่งเศส รวมถึงเป็นศูนย์กลางการปกครองในยุคนั้น บนพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลราว 5,000 ไร่จึงเกิดพระราชวังแวร์ซายส์ขึ้น วางผังแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนของอาคารพระราชวังและสวนขนาดใหญ่ เสริมให้แวร์ซายส์กลายเป็นพระราชวังสุดอลังการที่มีขนาดใหญ่และหรูหราสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตัวอาคารพระราชวังสร้างด้วยหินอ่อน ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบบารอกและรอกโคโค ซึ่งเป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น 2,300 ห้อง แต่ละห้องจะมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันตามการใช้ประโยชน์และตามยศศักดิ์ของผู้เป็นเจ้าของ มีทั้งส่วนของท้องพระโรงว่าราชการ ห้องรับรองแขกบ้านแขกเมือง ห้องเสวย ห้องบรรทม โบสถ์ โรงละคร ฯลฯ โดยที่กษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชบริพารจะมีห้องชุดแยกเป็นส่วนตัว และห้องที่ใช้สำหรับต้อนรับแขกต่างเมืองก็จะตกแต่งอย่างหรูหราสุดชีวิต

 

ทั่วพระราชวังแวร์ซายส์มีการประดับประดาห้องต่างๆ ด้วยภาพวาดสวยๆ รวมแล้วมากกว่า 6,000 ภาพ และงานแกะสลักปูนปั้นอีกกว่า 15,000 ชิ้น ห้องที่มีเตาผิงสำหรับช่วงฤดูหนาวมีอีกกว่า 1,252 ห้อง ทุกสิ่งทุกอย่างสร้างขึ้นอย่างประณีตสวยงามและมีมากมายจนพระราชวังแวร์ซายส์กลายเป็นเสมือนแหล่งเก็บรักษาผลงานด้านศิลปกรรมและประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่หนึ่งในโลกไปแล้ว

ในจำนวนห้องทั้งหมดของพระราชวังแวร์ซายส์มีที่คุ้นเคยเป็นที่รู้จักของชาวโลกอยู่หลายห้อง แต่ที่เป็นไฮไลท์และมีชื่อเสียงมากที่สุดก็ต้องห้องนี้ “ห้องกระจก” (The Hall of Mirrors) ซึ่งเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและยาว 73 เมตร พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงให้การดูแลและควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดด้วยพระองค์เอง ที่เรียกว่าห้องกระจกก็เพราะใช้วัสดุในการก่อสร้างเป็นกระจกบานใหญ่ถึง 17 บาน ทำให้ภายในห้องดูสว่างกว้างขวางและสวยงามมาก

 

นอกเหนือจากการถูกใช้เป็นห้องรับแขกและเลี้ยงรับรองคณะทูตจากประเทศต่างๆ แล้วห้องกระจกยังมีความสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์โลกเพราะครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตรกับเยอรมนีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และใช้เป็นสถานที่ลงนามเมื่อครั้งเยอรมนีชนะฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงการถวายสาส์นของคณะทูตจากกรุงศรีอยุธยาที่นำโดยท่านโกษาปานก็เกิดขึ้นที่ห้องกระจกแห่งนี้เช่นกัน ส่วน “ห้องวีนัส” (Venus) มีไว้สำหรับพักรับรองบรรดาอาคันตุกะทั้งหลายก่อนเข้าเฝ้าฯกษัตริย์ฝรั่งเศส และเช่นกันที่คณะทูตของท่านโกษาปานก็ได้เคยเข้าพักภายในห้องนี้มาแล้วด้วย

 

และที่ได้รับการพูดถึงไม่น้อยไปกว่าตัวพระราชวังก็คือสวนสวยแห่งแวร์ซายส์ที่สร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับพระราชวัง จุดเด่นของสวนแห่งนี้คือการออกแบบตกแต่งที่สวยงาม เน้นลวดลายบนผืนหญ้าและวางผังสวนดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิต มีทะเลสาบจำลอง มีแอ่งน้ำพุ บริเวณโดยรอบตกแต่งด้วยรูปปั้นประติมากรรมทั้งหินอ่อนและสัมฤทธิ์ซึ่งล้วนแต่มีต้นแบบจากเทพนิยายกรีกทั้งสิ้น และรวมถึง “น้ำพุลาโทนา” (Fountain of Latona) ก็สร้างขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจจากเทพนิยายกรีกเช่นกัน ในยุคแรกสร้างที่ยังไม่มีเทคโนโลยีช่วยดูแลเรื่องแรงดันน้ำจะใช้วิธีลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแซนผ่านท่อเข้ามาด้วยเครื่องปั๊มนำน้ำเข้ามาใต้แอ่งน้ำพุเพื่อสร้างความสวยงามให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทอดพระเนตร

พระราชวังแวร์ซายส์เป็นที่ประทับที่เปรียบเสมือนสวรรค์บนดินของชนชั้นกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ของฝรั่งเศสมายาวนานกระทั่งถึงรัชสมัยของ “พระเจ้าหลุยส์ที่ 16” (Louis XV) ก็เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้นในช่วงระหว่างปี 1789-1799 และทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป บรรดาเชื้อพระวงศ์ที่เคยประทับอยู่ในแวร์ซายส์จำต้องย้ายออกในขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และ “พระราชินีมารี อองตัวแน็ต” (Marie Antoinette) ถูกสำเร็จโทษด้วยกิโยติน และนับจากนั้นพระราชวังแวร์ซายส์ก็ไม่ได้ถูกใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์อีกเลยจนถึงปี 1837 “พระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1” (Louis-Philippe of France) ได้มีรับสั่งให้ดัดแปลงพระราชวังแวร์ซายส์เป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของฝรั่งเศสตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

แม้จะมีอยู่มากว่า 350 ปีและปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ฝรั่งเศสเนื่องจากการปกครองแบบเดิมได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ทุกวันนี้พระราชวังแวร์ซายก็ยังคงอยู่ในสภาพดี เป็นสถานที่อันดับต้นๆ ในฝรั่งเศสที่ชาวโลกให้ความสนใจและต้องการเดินทางมาชมมากที่สุด พระราชวังแวร์ซายส์จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-17.30 น. แต่หากเป็นระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคมก็จะปิดช้าลงเป็นช่วงตั้งแต่ 9.00-18.30 น. และปิดทำการในทุกวันจันทร์ วันที่ 1 มกราคม วันที่ 1 พฤษภาคม และวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมภายในพระราชวังแวร์ซายส์คนละ 15 ยูโร ควรเผื่อเวลาให้กับการชมพระราชวังแวร์ซายส์อย่างน้อยที่สุด 2 ชั่วโมงเพื่อให้เต็มอิ่มกับความสวยงามอย่างที่สุดของพระราชวังระดับโลกแห่งนี้

 

Special Thanks

www.festivalholiday.co.th
Tel. 02-538-8728-90, 097-232-7999

31 พฤษภาคม 2561

ผู้ชม 3256 ครั้ง