ดูบทความJordan ควันหลง AFC Women’s Asian Cup Jordan 2018

Jordan ควันหลง AFC Women’s Asian Cup Jordan 2018

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Jordan

ควันหลง

AFC Women’s Asian Cup Jordan 2018

 

ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมามีทริปตอกย้ำคอนเซปต์เด็ดๆ ของ “Dream Destinations Tour” ให้เราได้เฮกันอีกครั้งเพราะโต้โผใหญ่คนสำคัญอย่าง “คุณราเมศร์ เสือยงค์” ชวนเที่ยวชวนเชียร์บอลไทยในการแข่งขัน AFC Women’s Asian Cup Jordan 2018 ที่ประเทศจอร์แดน แดนตะวันออกกลาง กับนัดสำคัญของฟุตบอลหญิงที่จะฟาดแข้งเพื่อคว้าตั๋วเข้ารอบฟุตบอลโลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส ครั้งนี้ทีมแม่ชบาแก้วของเราเจอศึกหนักเพราะต้องปะทะเจ้าภาพจอร์แดนและเพื่อนบ้านฟิลิปปินส์ที่ฝีไม้ลายเท้าไม่ธรรมดาและประมาทไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว แต่ลึกๆ ก็ยังเชื่อมั่นในหัวใจนักเตะของเราที่ไม่ว่าจะเป็นทีมฟุตบอลชายหรือหญิงก็ลงสนามด้วยหัวใจเกินร้อยทุกคน


และที่ดูว่าหัวใจจะเกินร้อยไม่น้อยกว่านักฟุตบอลเลยก็คือ “กลุ่มเชียร์ไทย Cheerthai Power” ที่ได้ใจกันตลอด เสียงดีลีลาเด็ดทุกแมตช์ ทีมงาน CheckTour Magazine แม้จะเคยเดินทางร่วมเชียร์กับทั้ง Dream Destinations Tour และ Cheerthai Power มาแล้วแต่ก็ยังตื่นเต้นคึกคักทุกครั้งเมื่อได้เห็นภาพทีมเชียร์ที่มาพร้อมเสียงเชียร์กระหึ่ม ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือทุกคนทุ่มสุดตัวส่งใจกันสุดแรงตั้งแต่ก่อนแข่งจนถึงหลังแข่งแบบแรงไม่มีตกกันเลย


การเดินทางมายังจอร์แดนของเราครั้งนี้ทั้งมาเชียร์บอลและท่องเที่ยว คือเราเริ่มต้นด้วยการชมการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชียรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ นัดที่ 2 ระหว่างทีมชาติไทยและทีมชาติจอร์แดน ณ สนาม คิง อับดุลลอห์ที่ 2 (King Abdullah 2) กองเชียร์เจ้าภาพมากมายก่ายกองกว่าก็จริง แต่กองเชียร์ไทยเสียงดังสู้ไม่มีถอย จบ 90 นาทีฝ่ายแม่ชบาแก้วโชว์ฟอร์มเก๋าซัดไปเต็มๆ หยามเจ้าภาพถึงถิ่นก่อนเป็นฝ่ายชนะไปด้วยสกอร์ 6-1 ลูก


เราส่งเสียงเฮร่วมฉลองความสำเร็จของนักฟุตบอลหญิงกันแล้วก็คั่นจังหวะก่อนแข่งขันนัดต่อไปด้วยการแวะเที่ยวจอร์แดนกันพลางๆ ระหว่างรอ จริงๆ แล้วจอร์แดนถือเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากอีกแห่งหนึ่ง การมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีอารยธรรมเก่าแก่ มีสภาพความเป็นเมืองโบราณภายใต้ความสงบแม้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในตะวันออกกลางก็ยังรู้สึกอุ่นใจในความปลอดภัยไม่ว่าจะเดินทางไปเมืองไหนก็ตาม

 

  Amman  

เรามาเที่ยว “กรุงอัมมาน” (Amman) เมืองหลวงของจอร์แดนที่มีประวัติความเป็นมามากกว่า 6,000 ปี และเคยถูกครอบครองจากหลายชนชาติทั้งอียิปต์ โรมัน ออตโตมัน จึงมีสิ่งก่อสร้างหลายชิ้นที่หลงเหลืออยู่ถึงวันนี้แต่ก็มาจากยุครุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมันเป็นส่วนใหญ่ อัมมานเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา เป็นศูนย์กลางการปกครอง มีพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ มีมหาวิหารจากยุคโรมัน รวมถึงโรงละครที่สร้างในยุคเดียวกับมหาวิหารซึ่งจุคนได้เกินครึ่งหมื่น


ตลอดเวลาของการสร้างประเทศจอร์แดนมีเมืองหลวงมาหลายแห่งและหลายยุค ยุคแรกเมืองหลวงมีชื่อว่า “ราบบัธ อัมมูน” (Rabbath Ammon) เข้าสู่ยุคโรมันปกครองก็ใช้ชื่อเมืองหลวง “ฟิลาเดลเฟีย” (Philadelphia) จากนั้นก็เป็น “ซอลท์” (Salt) และมาถึงชื่ออัมมานตั้งแต่ปี 1921 เป็นต้นมา จุดที่น่าชมมากอีกแห่งหนึ่งในอัมมานคือที่นี่ “ป้อมซิตาเดล” (Citadel) ป้อมปราการที่เคยใช้เป็นจุดสังเกตการณ์บนจุดที่สูงที่สุดของเมือง


ปัจจุบันป้อมซิตาเดลกลายเป็นจุดชมวิวแบบพาโนราม่าที่จะได้เห็นแนวเชิงเขาที่มีบ้านเรือนชาวอัมมานเรียงติดกันแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ว่าง และมองไกลไปจนถึง “โรงละครโรมัน” (Roman Theater) แห่งยุคโรมันที่มีอายุถึงวันนี้ก็กว่า 1,850 ปีแล้วเพราะสร้างขึ้นในระหว่างช่วงปี 138-161 เป็นโรงละครที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ภายในสามารถจุผู้ชมได้ถึง 6,000 ที่นั่งที่กลายสภาพมาเป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ และที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวอัมมานด้วย ส่วนด้านบนพื้นที่ของป้อมซิตาเดลเราจะได้เห็นเสาหินโบราณ บ่อน้ำที่เคยเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวเมือง ซากปรักหักพังของวิหารเฮอร์คิวลิส (Hercules Temple) และพิพิธภัณฑ์ของเก่าที่มีข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับและข้อมูลทางการแพทย์ของคนในยุคโรมัน

 

  Mount Nebo  

จากอัมมานมีอีกเมืองที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ เมืองนี้คือ “มาดาบา” (Madaba) มีความสำคัญมากตรงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพราะเชื่อตามตำนานว่า “โมเสส” (Moses) ผู้ได้รับบัญญัติ 10 ประการและไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์จากพระผู้เป็นเจ้าได้ปลดแอกทาสชาวยิวจากแผ่นดินอียิปต์แล้วนำทาสเหล่านี้หนีไปยังเยรูซาเลม (Jerusalem) ฝ่ายฟาโรห์รามเสสที่ 2 ก็ส่งกองทัพอียิปต์ไล่ตามมาจนโมเสสมาถึงทะเลแดงก็แสดงปาฏิหาริย์แห่งพระผู้เป็นเจ้าให้น้ำทะเลแหวกออก ชนชาวยิวก็พากันหนีตายผ่านไปขึ้นฝั่ง แล้วน้ำทะเลก็ไหลบ่าลงมารวมตัวกันท่วมทหารอียิปต์ที่ไล่ตามมาจนตายกันหมด


มองจากภูเขาเนโบ้ลงไปจะเห็นไกลไปถึงฝั่งเยรูซาเลม เห็นโอเอซิสที่มีต้นไม้เติบโตเขียวขจีอยู่กลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง เชื่อกันว่าบริเวณนั้นเป็นจุดที่โมเสสพายิวเดินทางมาถึงแล้วปักไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ลงจนอัศจรรย์เกิดเป็นตาน้ำพาให้ชีวิตยิวทั้งหลายไม่อดน้ำตายและกลายเป็นโอเอซิสอย่างที่เห็น ตัวโมเสสเองไปไม่ถึงเยรูซาเลมเพราะจบชีวิตลงเสียก่อนในวัย 120 ปี แต่ก็ยังได้ส่งยิวกลับบ้านได้สำเร็จ


บนภูเขาเนโบ้แห่งนี้ยังมี “อนุสรณ์แห่งโมเสส” (Memorial of Moses) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อการระลึกถึงโมเสส และยังได้เคยต้อนรับ “สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2” (Saint John Paul II) เมื่อปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระสันตะปาปาฯประกาศให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีร่องรอยโบสถ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 แต่ก็ถูกทิ้งให้เป็นโบสถ์ร้างอยู่นานจนมาได้รับการฟื้นฟูในปี 1564 และบูรณะให้ดูดีสวยงามในปี 1993 ภายในเราได้ชมภาพเก่า แผนที่ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับและกระเบื้องโมเสก ด้านหน้าโบสถ์มีสัญลักษณ์ไม้เท้าโมเสส มีงูพันไม้เท้าซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับสัญลักษณ์ด้านการสาธารณสุข

 

  Church of St. George  

พูดถึงแผ่นกระเบื้องโมเสกมีอีกสถานที่หนึ่งที่มีโมเสกมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวในยุคเก่าได้ดี นั่นคือที่ “โบสถ์เซนต์จอร์จ” (Church of St. George) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายออโธดอกซ์ที่นอกเหนือจากความเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาแล้วยังมีการประดับตกแต่งด้วยภาพเขียนสีแบบเฟรสโกหรือแบบปูนเปียก โบสถ์แห่งนี้ยังมีแผนที่ที่สร้างจากการนำชิ้นกระเบื้องโมเสกมาปะติดปะต่อให้กลายเป็นพื้นที่ของประเทศนั้นประเทศนี้ ใช้โมเสกมากกว่า 2,000,000 ชิ้น ประดิษฐ์กันในศตวรรษที่ 6 ช่วงประมาณปี 600 ซึ่งน่าจะตรงกับยุคไบแซนไทน์ แผนที่แรกเกิดขึ้นแสดงอาณาเขตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หุบเขา เมือง แม่น้ำ และประเทศต่างๆ ในแถบตะวันออกกลางประมาณ 5-6 ประเทศ แต่ปัจจุบันผุพังไปตามกาลเวลาจึงเหลือเพียง 3 ประเทศเท่านั้น

 

  Petra  

และแล้วก็มาถึงไฮไลท์เด็ดของจอร์แดน ใครก็ตามได้มาเที่ยวจอร์แดน ไม่มีทางที่จะกลับออกไปโดยไม่ได้รับการเชิญชวนให้มาที่นี่ “เพตรา” (Petra) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่เกินจะหาอะไรเปรียบ สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเหมือนเคยถูกลืมไปแล้ว ปล่อยให้กาลเวลากลบทับเมืองทั้งเมืองไปยาวนาน ทั้งที่แต่เดิมราวศตวรรษที่ 4 ดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาหินและหน้าผาสูงแห่งนี้เคยเป็นถิ่นฐานของชาวเนบาเตี้ยน ที่ต่างก็ช่วยกันขุดเจาะเนื้อหินให้เป็นช่องเป็นโพรงเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ต่อมาถูกอียิปต์เข้ายึดครอง ตามมาด้วยโรมัน และปิดท้ายที่กองทัพมุสลิม


แม้จะเกิดสงครามแย่งชิงดินแดนอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับที่ดินแดนแห่งนี้ต้องพบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 363 ที่รุนแรงจนทำให้เพตราย่อยยับและถูกทิ้งร้างไว้นานถึง 700 ปี ถ้าไม่ได้ “โจฮันน์ ลุดวิก เบิร์กฮาดท์” (Johann Ludwig Burckhardt) นักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์มาค้นพบอีกครั้งในปี 1812 ป่านนี้คงไม่มีใครในโลกนี้รู้จักเพตราเป็นแน่ เพราะหลังจากสำรวจพบเบิร์กฮาดท์ก็เริ่มต้นเขียนหนังสือเรื่อง “Travel in Syria” เพื่อทำให้โลกได้รู้จักจอร์แดนมากขึ้นโดยเฉพาะการทำความรู้จักกับนครโบราณที่ได้ฉายาในเวลาต่อมาว่า “นครสีชมพู” จนแม้แต่ยูเนสโก้ก็ยังขึ้นทะเบียนให้เพตราเป็นมรดกโลกไปเมื่อปี 1985 ในที่สุด


นี่เป็นเหตุผลทำให้ใครๆ ก็อยากมาชมเพตรา เพียงแต่ขอว่าต้องพกพลังมาเยอะๆ เพราะการเดินเท้าเท่านั้นที่จะทำให้เราได้สัมผัสกับผืนทราย โขดหิน แสงแดด สายลมและการท้าทายความเหนื่อยยากที่จะต้องเดินและปีนป่ายฝ่าไปจนพบกับความอลังการของหุบเขา หน้าผาหินและเมืองโบราณ แม้จะมีรถม้าหรือลาของคนท้องถิ่นรอให้บริการและต้องมีค่ารถกันเล็กน้อย แต่ถ้าได้เดินเที่ยวเองบอกได้คำเดียวว่านี่จะเป็นหนึ่งในสุดยอดประสบการณ์ของชีวิตคุณ

แม้จะเหนื่อยแต่ตลอดทางเราจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับภาพที่เปลี่ยนไป คือมีทั้งพื้นที่ทะเลทรายกว้าง มีภูเขาหิน เดินผ่านแนวหน้าผาซ้ายขวาที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้กันจนกลายเป็นทางเดินเล็กๆ ที่เรียกว่า “ซิค” (Siq) ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการกัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน เมื่อเดินผ่านซิคไปแล้วจะเป็นทางเปิดออกสู่ด้านหน้าของ “วิหารเอลคาซเนห์” (Al Khazneh) สิ่งก่อสร้างจากการเจาะภูเขาหินและสลักอย่างสวยงาม


วิหารเอลคาซเนห์สูงกว่า 40 เมตร กว้าง 28 เมตร ใช้สถาปัตยกรรมผสมสานทั้งแบบอียิปต์และโรมัน วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาและสุสาน หลายส่วนแตกหักไปตามกาลเวลาแต่ก็ยังมองเห็นความยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน บริเวณด้านหน้าวิหารเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและฝูงอูฐที่มาหารายได้จากการนำนักท่องเที่ยวขี่หลังชมพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียง ที่เพตราเราได้พบกับ “โรงละครโรมัน” (Roman Theatre) ที่สลักเนื้อหินให้กลายเป็นโรงละครสำหรับชมการแสดงหรือแข่งกีฬา


ระหว่างเส้นทางของเราในเพตราจะมีพ่อค้าแม่ค้านั่งขายสินค้าพื้นเมืองและส่งเสียงทักทายนักท่องเที่ยวให้ได้ยินตลอดทาง บางจุดมีร้านขายเครื่องดื่มไว้ให้แวะพักขาซึ่งช่วยได้มาก นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่นครเพตราได้ด้วยเตรียมพลังขาและค่าผ่านประตู 1 คนต่อบัตร 1 ใบราคาประมาณ 2,200 บาทสำหรับบัตร 1 วัน 1 คืนเพราะช่วงค่ำจะมีการแสดงแสงสีเสียงร่วมด้วย

 

  Jerash  

 

แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมรองลงมาจากเพตราคือเมืองนี้ “เจราช” (Jerash) เมืองที่ถูกสร้างตั้งแต่ประมาณ 100-200 ปีก่อนคริสตกาลและเคยยิ่งใหญ่ในยุคโรมันเข้ายึดครอง มีสิ่งก่อสร้างและสถาปัตยกรรมมากมายแต่ก็พังทลายจากแผ่นดินไหวไปในปี 749 และต่อเนื่องมาอีกหลายปีจนสิ่งก่อสร้างที่เคยมีแตกหักกลายเป็นซากไปเกือบทั้งเมือง เหลือเป็นเพียงเสาสูงเรียงกันยาวเป็นทางท่ามกลางสภาพเมืองที่ถูกทิ้งร้างนานเป็นพันปี กว่าจะถูกขุดพบอีกครั้งก็ผ่านมาถึงปี 1878 แล้วทางการจอร์แดนบูรณะขึ้นใหม่ให้เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวและมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นลำดับพร้อมสมญานามที่ใครๆ ก็พากันเรียกเจราชว่าเป็น “เมืองพันเสา”


ด้วยความที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ยุคโรมันทำให้เจราชมากมายด้วยสิ่งก่อสร้างที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่แห่งยุค มี “ซุ้มประตูกษัตริย์เฮเดรียน” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของ “จักรพรรดิเฮเดรียน” ประมาณปี 129 แทนสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิ มีโรงละครขนาดใหญ่จุผู้ชมได้ประมาณ 3,000 คน และออกแบบอย่างยอดเยี่ยมให้มีองศาการรับเสียงจากผู้แสดงที่สามารถสะท้อนไปถึงผู้ฟังได้ทั่วทั้งโรงละคร มี “วิหารเทพีอาร์เทมิส” ซึ่งเป็นเทพีประจำเมืองที่ชาวเจราชให้ความนับถือ สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับทำพิธีบวงสรวงต่อเทพีอาร์เทมิสและศูนย์รวมสุภาพบุรุษที่รักความสนุกเร้าใจของกีฬาก็จะเป็น “สนามแข่งม้าฮิปโปโดรม”


โดยเฉพาะ “โอวัล พลาซ่า” (Oval Plaza) พื้นที่แห่งการการพบปะสังสรรค์ของชาวเมืองที่เหลือให้เห็นเป็นแนวเสาคอรินเทียน (Corinthian) จำนวนมากกว่า 160 ต้นเรียงต่อกันล้อมลานกว้างตรงกลางเป็นแนวโค้งทรงกลม ตัวเสาเก่ามากแล้วแต่ก็ยังดูแข็งแรงสวยงามและกลายเป็นมุมบันทึกภาพยอดนิยม สถานที่เก่าแก่เหล่านี้แม้ส่วนใหญ่จะผุพังกร่อนสลายไปด้วยระยะเวลาที่นานเกินพันปีจนบางจุดเรียกว่าเหลือแต่ซากก็ยังได้ แต่ก็มีร่องรอยความยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ให้เรารับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตว่ามีมากมายกว่านี้หลายเท่า


เราเที่ยวชมหลายสถานที่ท่องเที่ยวในอัมมานและในเจราชกันพักใหญ่ก็ได้เวลาย้อนกลับมาชมฟุตบอลหญิงกันอีกรอบที่เป็นแมตซ์ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งด้วยฝีเท้าและความเหนือชั้นกว่าชบาแก้วของพวกเราก็คว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จด้วยสกอร์ 3-1 ถือเป็นการปิดทริปอย่างสวยงามทั้งทริปเที่ยวจอร์แดนและทริปชมการแข่งขันฟุตบอลที่เฉียบและคุ้มค่ากับการเดินทางครั้งนี้เหลือเกินจนต้องตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไรจะมีโปรแกรมแข่งขันกีฬาของนักกีฬาไทยอีก เพราะมั่นใจว่า Dream Destinations Tour พร้อมจัดทริปอีกแน่นอน

 

Special Thanks

Tel. 02 096 1557-59 Hotline : 097 190 9648

www.dd-tours.com

รับชมวิดีโอ Jordan ได้ทาง YouTube ช่อง ChecktourChannel



หาทัวร์เที่ยว กับ Checktour Magazine กันเลย

28 มิถุนายน 2561

ผู้ชม 1038 ครั้ง