ดูบทความGermany วันนี้และวันวาน

Germany วันนี้และวันวาน

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Germany

วันนี้และวันวาน

เรื่องและภาพโดย : ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์

เรียบเรียงโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต

 

ไม่ว่าจะเพราะการเป็นประเทศที่มีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ การเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในด้านสงครามระดับโลก การเป็นประเทศที่มีนักฟุตบอลฝีเท้าระดับพระกาฬ การเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งความเจริญของบ้านเมืองและวินัยประชากร หรือจะด้วยเหตุผลอื่นใดมากมายนอกเหนือจากนี้ก็ล้วนแต่ทำให้ “เยอรมนี” (Germany) ในวันนี้เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญทั้งของยุโรปและของโลกไปแล้ว

บริษัททัวร์เองก็เป็นธุระจัดหาพาคนเที่ยวไทยเที่ยวเยอรมนีกันมานมนานหลายสิบปี ความนิยมไม่เคยลดระดับ ปีนี้เที่ยวเมืองนี้ ปีหน้าเพิ่มเมืองใหม่เข้ามาให้โปรแกรมยิ่งหลากหลาย เรียกว่าของเก่าก็ยังน่าเที่ยว ของใหม่ก็น่าสนใจจนหลายคนไปแล้วยังอยากไปอีกทันทีที่ได้เห็นการบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่นเดียวกับทริปล่าสุดของ “Dream Destinations Tour” ที่ชวนลูกค้าเที่ยวเยอรมนีโดยมีทีม Checktour Magazine ติดสอยห้อยตามไปติดๆ เพื่อนำภาพและข้อมูลการท่องเที่ยวกลับมาฝากคุณผู้อ่าน เพราะต้องไม่ลืมว่าคุณผู้อ่านของเราแทบทุกท่านก็เป็นนักเที่ยวตัวยงเหมือนกัน

ทริปนี้ได้ฤกษ์เที่ยวเยอรมนีกันเพียวๆ ไม่มีประเทศอื่นมาปนโดยที่ Dream Destinations Tour จัดโปรแกรมเยี่ยมในราคาสุดพิเศษไม่สูงลิบเหมือนทริปท่องเที่ยวประเทศเดียวทั่วไปที่เคยเห็น เพราะงั้นจึงเที่ยวง่าย เที่ยวสบาย ปีเดียวเที่ยว 2 ทริปก็ยังไหว ความสนุกมาพร้อมคุณภาพในแบบที่ทัวร์ระดับเดียวกันอาจให้ได้ไม่มากเท่านี้ และดูแลให้คำแนะนำกันตั้งแต่ขั้นตอนการขอเชงเก้นวีซ่า เรื่องที่ไม่ยากก็กลายเป็นเรื่องที่ยิ่งง่ายด้วยบริการของ Dream Destinations Tour นี่เอง

 

  Fussen  

การเดินทางครั้งนี้เครื่องบินจากสายการบินเอมิเรตส์พาเราเหินฟ้าจากสนามบินสุวรรณภูมิไปแวะเปลี่ยนเครื่องให้ได้ยืดแข้งยืดขาแก้เมื่อยกันที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้วจึงเดินทางกันต่อสู่ “มิวนิก” (Munich) หนึ่งในเมืองเด่นของเยอรมนี แต่เป้าหมายแรกของเรายังไม่ใช่เมืองนี้ เพราะเรามีนัดกันที่ “ฟุสเซ่น” (Fussen) เมืองชนบทเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นบาวาเรีย ฟุสเซ่นเคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่ครั้งที่โรมันเข้ายึดครองและใช้เป็นจุดแวะพักซื้อขายสินค้า แต่ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพฟุสเซ่นก็พังเสียหายไปมากจนไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางทำการค้าได้ ทางการเมืองจึงปรับเปลี่ยนให้ฟุสเซ่นโดดเด่นในด้านการท่องเที่ยวไปเสียเลย


นั่นเพราะเหตุผลหลักคือด้านหนึ่งฟุสเซ่นเป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม บรรยากาศดีจากการที่มีภูเขา ป่าไม้และแม่น้ำ สำคัญกว่านั้นคือฟุสเซ่นเป็นเมืองโปรดของ “จักรพรรดิแมกซิมิเลียนที่ 1” (Maximilian I) รวมถึงบิชอปอีกหลายท่านที่เข้ามาสร้างปราสาทเพื่อพำนักอยู่ในเมืองนี้เป็นการถาวร แต่ไม่ว่าจะมีปราสาทกี่แห่งในฟุสเซ่นก็ไม่โด่งดังมีชื่อเสียงมากเท่า “ปราสาทนอยชวานสไตน์” (Neuschwanstein) ปราสาทแห่งเทพนิยายที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

 

  Neuschwanstein Castle  

ที่ได้ชื่อว่าเป็นปราสาทแห่งเทพนิยายก็เพราะ “ปราสาทนอยชวานสไตน์” (Neuschwanstein Castle) เป็นต้นแบบของการก่อสร้างปราสาทหลังใหญ่ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ทุกแห่ง นอยชวานสไตน์เป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่ “พระเจ้าลุดวิกที่ 2” (Ludwig Friedrich Wilhelm II) แห่งบาวาเรียโปรดให้สร้างขึ้น ตัวปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผาขนาดใหญ่และซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้ตามแนวเทือกเขาแอลป์ที่สูงราว 200 เมตร เป็นปราสาทที่สวยงามและได้รับการยอมรับว่าเป็นปราสาทที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นในปี 1869 โดยที่พระเจ้าลุดวิกที่ 2 ทรงต้องการให้เป็นที่ประทับที่เงียบสงบห่างไกลจากผู้คน และมีแรงบันดาลใจในรูปแบบการสร้างจากปราสาทในบทละครเรื่อง “อัศวินหงษ์ขาว” (Swan Knight Lohengrin) ผลงานของกวีชาวเยอรมันนามว่า “ริชาร์ด วากเนอร์” (Richard Wagner) ซึ่งเป็นพระสหาย โดยมี “คริสเตียน ยังค์” (Christian Jank) นักออกแบบทางการละครเป็นผู้รับบัญชาในการเนรมิตแบบปราสาทให้คล้ายคลึงกับ “ปราสาทวาร์ทบูร์ก” (Schloss Wartburg) ที่พระเจ้าลุดวิกที่ 2 โปรด เมื่อสร้างเสร็จก็ได้ชื่อว่า “ปราสาทโฮเฮนชวานเกาแห่งใหม่” เพื่อคล้องกับ “ปราสาทโฮเฮนชวานเกา” (Schloss Hohenschwangau) แห่งเดิมของกษัตริย์แมกซิมิเลียนที่ 2 ผู้ทรงเป็นพระราชบิดา


ปราสาทมาถูกเรียกว่านอยชวานสไตน์ก็หลังจากที่พระเจ้าลุดวิกที่ 2 สวรรคตอย่างมีเงื่อนงำในปี 1886 ปัจจุบันแม้มีบางห้องยังสร้างไม่เสร็จแต่ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวปีละกว่าล้านคนที่ต้องการเข้าชมปราสาทหลังนี้จะลดน้อยถอยลง ทุกคนยังคงดั้นด้นเดินขึ้นเนินไล่ไปตามเส้นทางรอบข้างปราสาทเพื่อเข้าสู่ภายในแล้วเดินแวะชมห้องต่างๆ ที่มีอยู่มากมายทั้งห้องบรรทม ห้องทรงงาน และห้องโอเปร่าสำหรับการแสดงละครหรือบรรเลงดนตรีคลาสสิก

 

  Munich  
มิวนิกนี่ก็มากันบ่อย แต่ก็ยังชอบอยู่ดี มิวนิกเป็นเมืองหลวงของรัฐบาวาเรียและเป็นเมืองยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะมากมายด้วยสถาปัตยกรรมเก่า พระราชวังโบราณ ย่านเมืองเก่าเก๋ๆ เป็นเมืองที่มักถูกรวมไว้กับทริปท่องเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรียและสาธารณรัฐเชกเพราะมีพรมแดนติดกัน แต่ครั้งนี้เราเที่ยวเยอรมนีเดี่ยวๆ ก็เดินดุ่มๆ เข้าเที่ยวในย่านตัวเมือง ได้พบจัตุรัสประจำเมือง มหาวิหาร ถนนสายสำคัญ และผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเชื้อชาติแต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการเดินทางมาเที่ยวเมืองสวยๆ นามว่า มิวนิก หรือที่ชาวเยอรมันเขาออกเสียงเรียกว่า “มึนเชิน” (Munchen) แห่งนี้



  Nymphenburg Palace  
ห่างออกนอกมิวนิกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือมี “พระราชวังนิมเฟนเบิร์ก” (Nymphenburg Palace) ที่เคยเป็นของขวัญจาก “เฟอร์ดินานด์ มารีอา ผู้คัดเลือกแห่งบาวาเรีย” (Ferdinand Maria, Elector of Bavaria) สร้างประทานให้พระชายาหลังจากมีพระประสูติกาลพระโอรสในปี 1664 ซึ่งต่อมาพระโอรสพระองค์นี้ก็ขึ้นครองราชย์เป็น “พระเจ้าแมกซิมิเลียนที่ 2” และมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังฤดูร้อนของสมาชิกราชวงศ์ผู้ครองแคว้นบาวาเรียในเวลาต่อมา
การชมพระราชวังนิมเฟนเบิร์กสำหรับนักท่องเที่ยวจึงมักเริ่มจากการถ่ายภาพด้านหน้าพระราชวังที่งดงามด้วยสไตล์บารอก เมื่อเข้าชมภายในก็จะเดินชมห้องต่างๆ ที่ล้วนแต่สวยงามด้วยการออกแบบตกแต่งอย่างหรูหราแบบรอกโคโค ภาพวาดภาพเขียนโดยเฉพาะภาพเฟรสโกหรือการเขียนภาพแบบปูนเปียกก็มีประดับประดาอยู่บนผนังและเพดานทั่วพระราชวัง นอกจากนี้ยังมีตำหนักเล็กใหญ่ใกล้เคียงที่ดัดแปลงไปเป็นพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่งทางด้านหลังพระราชวังนิมเฟนเบิร์กแห่งนี้

 

  Marienplatz  

แลนด์มาร์กที่เป็นเหมือนหัวใจของมิวนิกคือที่นี่ “จัตุรัสมาเรียนพลัทซ์” (Marienplatz) แหล่งรวมความสุนทรีย์ทั้งของชาวมิวนิกเองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะนัดพบ เดินเล่น ชมสถาปัตยกรรมหรือชมเมืองก็มักจะเริ่มต้นที่นี่ เพราะบริเวณโดยรอบจะมีสถานที่สำคัญของเมืองล้อมไว้จนง่ายมากที่จะเดินชมไปเรื่อยๆ มีย่านเมืองเก่า อาคารศาลาว่าการเมือง โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ พิพิธภัณฑ์ของเล่น พระราชวังเรสซิเดนส์ ตลาดกลางแจ้ง ถนนสายสำคัญและสวนสวยอีกหลายแห่ง
กลางจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์มีเสาสูงประดับรูปปั้นทองคำพระแม่มารีอุ้มพระบุตรไว้ปลายยอด เสาต้นนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1638 สมัยพระเจ้าแมกซิมิเลียนที่ 1 ก่อนนั้นก็ใช้เป็นลานกิจกรรมและตลาดกลางแจ้งในยุคกลาง แต่ที่แน่ๆ คือเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ของชาวคาทอลิกมาโดยตลอดนับแต่การปฏิรูปศาสนาสิ้นสุดลง

 

  Nuremberg  
คราวนี้ไปเที่ยว “เมืองนูเรมเบิร์ก” (Nuremberg) กันบ้าง เมืองนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ทิวเขาสลับซับซ้อนกลายเป็นความสวยงามน่าชม ในขณะเดียวกันนูเรมเบิร์กก็ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนเทพนิยายแห่งเยอรมนีเพราะเมืองทั้งเมืองยังมีเสน่ห์อยู่มากมายจากปราสาทเก่า พระราชวังเก่า โบสถ์เก่า คือของเก่าในเมืองสวยคลาสสิกมาก น่าเที่ยวชมทุกฤดูกาลแม้จะเป็นฤดูหนาวก็ยังน่าเที่ยวหากสู้กับสภาพอากาศไหว เพราะหิมะจะยิ่งเสริมความสวยงามให้กับบรรดาสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่เหล่านี้ได้ดี
เพียงแต่ในยุคแรกเริ่มนั้นนูเรมเบิร์กถูกก่อตั้งเป็นเมืองในช่วงศตวรรษที่ 11 โดย “จักรพรรดิไฮน์ริชที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (Henry III, Holy Roman Emperor) ด้วยพระราชประสงค์ให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า และก็มีความสำคัญในด้านการเป็นฐานรบในโบฮีเมียด้วย ไม่ได้มุ่งหวังให้เป็นเมืองแห่งธรรมชาติหรือเมืองแห่งสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว

 

  Hauptmarkt  

นูเรมเบิร์กที่มีอายุราว 900 ปีก็มีจัตุรัสกลางเมืองเหมือนกัน เราไปชม “จัตุรัสฮอพท์มาร์กท์” (Hauptmarkt) พื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งเป็นลานกิจกรรมประจำเมืองที่ใช้จัดงานเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะการจัดตลาดคริสต์มาสในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีตลาดคริสต์มาสใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของยุโรป ที่ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ ก็คือรอบจัตุรัสจะมีสถานที่สำคัญต่างๆ ของเมืองกระจายตัวอยู่ทั่ว ชวนเพลินเมื่อได้เดินเที่ยวเที่ยวชมท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ และความกว้างใหญ่ของจัตุรัสที่เหมือนว่าเดินกันนานแค่ไหนก็ไม่ทั่วเสียที

ที่จะได้ชมแน่ๆ เพราะมีอยู่ในย่านเมืองเก่าก็คือ “โบสถ์แม่พระ” (Frauenkirche) เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเพราะเป็นโบสถ์ที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิก และต่างก็คอยมาชมที่หอนาฬิกาบนยอดโบสถ์ที่จะมีกลไกขยับให้ตุ๊กตาและหุ่นออกมาเต้นระบำจนกลายเป็นหนึ่งในสีสันของสถานที่นี้ รวมถึง “น้ำพุเชินเนอร์บรุนเนิน” (Schoner Brunnen) ที่สูงถึง 19 เมตรสาดสีทองอร่ามพร้อมรูปปั้นเจ้าชาย นักบวชและบุคคลสำคัญในช่วงยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ รวมแล้วราว 40 ชิ้น เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักมาขอพรโดยระหว่างที่อธิษฐานก็ให้หมุนแหวนทองที่ติดอยู่กับตัวน้ำพุ 3 รอบ เชื่อกันว่าสิ่งที่ขอก็จะสมปรารถนา และยังมี “ปราสาทไกเซอร์บูร์ก” (Kaiserburg) ซึ่งก็คือปราสาทแห่งจักรพรรดิที่ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงอาวุธโบราณของใช้ส่วนพระองค์ของจักรพรรดิในแต่ละยุคสมัย

 

  Rothenburg ob der Tauber  

อาจจะเห็นว่าเป็นเมืองที่มีชื่อยาวเฟื้อย แต่จริงๆ แล้วเราเรียก “เมืองโรเทนเบิร์ก ออบ เดียร์ เทาเบอร์” (Rothenburg ob der Tauber) เพียงสั้นๆ ว่า “โรเทนเบิร์ก” (Rothenburg) ก็เป็นอันฟังเข้าใจว่าคือเมืองเดียวกัน โรเทนเบิร์กเป็นเมืองสวยอีกเหมือนกัน เน้นความสวยงามไปที่ย่านเมืองเก่าซึ่งมีสถาปัตยกรรมเก่าของสิ่งปลูกสร้างภายในเมืองที่มีทั้งปราสาทยุคกลางและบ้านเรือนประชาชนสไตล์โกธิกและเรอเนสซองส์ให้เดินชมโดยเฉพาะอาคารสไตล์โกธิกหลังงามที่สร้างในปี 1250 ปัจจุบันกลายเป็นศาลาว่าการเมืองไปแล้ว

โรเทนเบิร์กมีจัตุรัสกลางเมืองที่จะตกแต่งให้กลายเป็นตลาดคริสต์มาสประจำเมืองในช่วงปลายปี มีย่านเมืองเก่าที่ได้ได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เพราะรุ่งเรืองคึกคักมาตั้งแต่ปี 1274 จากการเป็นศูนย์กลางการค้าโคกระบือและขนสัตว์รวมถึงไวน์จากแหล่งต่างๆ มีโบสถ์เก่าแก่ไปจนถึงระดับ “คริสตจักรเซนต์ยาโคบ” (Church of St. Jacob) ซึ่งเป็นคริสตจักรที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโรเทนเบิร์ก มีพิพิธภัณฑ์ มีสถานที่คุมขังและลงโทษทรมานโจรผู้ร้ายในยุคกลาง อยากให้แวะไปชมแนวกำแพงเมืองเก่าที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องเมืองในอดีตซึ่งมีระยะความยาวของกำแพงประมาณ 2.5 กิโลเมตร โรเทนเบิร์กในยุคนั้นก็เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในวงล้อมของแนวกำแพงเมืองนี้นี่เอง


โรเทนเบิร์กมีจัตุรัสกลางเมืองที่จะตกแต่งให้กลายเป็นตลาดคริสต์มาสประจำเมืองในช่วงปลายปี มีย่านเมืองเก่าที่ได้ได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เพราะรุ่งเรืองคึกคักมาตั้งแต่ปี 1274 จากการเป็นศูนย์กลางการค้าโคกระบือและขนสัตว์รวมถึงไวน์จากแหล่งต่างๆ มีโบสถ์เก่าแก่ไปจนถึงระดับ “คริสตจักรเซนต์ยาโคบ” (Church of St. Jacob) ซึ่งเป็นคริสตจักรที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโรเทนเบิร์ก มีพิพิธภัณฑ์ มีสถานที่คุมขังและลงโทษทรมานโจรผู้ร้ายในยุคกลาง อยากให้แวะไปชมแนวกำแพงเมืองเก่าที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องเมืองในอดีตซึ่งมีระยะความยาวของกำแพงประมาณ 2.5 กิโลเมตร โรเทนเบิร์ก
ในยุคนั้นก็เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในวงล้อมของแนวกำแพงเมืองนี้นี่เอง

 

  Wurzburg  

รูปแบบของแต่ละเมืองในเยอรมนีไม่ต่างกันในเรื่องการวางผังและองค์ประกอบต่างๆ เพื่อสร้างเมือง คือมักมีจัตุรัสกลางเมือง มีโบสถ์ มีพระราชวัง ย่านบ้านเรือนประชาชนและย่านชุมชนตามริมฝั่งแม่น้ำ “เมืองเวอร์ซบูร์ก” (Wurzburg) ก็เช่นกัน เมืองนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตอนเหนือของแคว้นบาวาเรีย เป็นแหล่งปลูกองุ่นคุณภาพดีเพราะตัวเมืองติดริมฝั่งแม่น้ำ พาให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงไปด้วย


แต่ที่จะล้ำกว่าเมืองอื่นอยู่สักหน่อยก็ตรงที่เวอร์ซบูร์กได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปแล้ว ความเพลิดเพลินจึงจับหัวใจเมื่อได้เดินเที่ยวชมความงดงามของเมืองมรดกโลกแห่งนี้ มีอาคารสวยๆ ในย่านเมืองเก่าให้ชมได้ไม่เบื่อ มองเห็น “ศาลาว่าการเมือง” (City Hall) และ “มหาวิหารแห่งเวอร์ซบูร์ก” (Wurzburg Cathedral) ศาสนสถานโรมันคาทอลิกเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 788 แต่ก็พังเสียหายอยู่เรื่อยๆ จากเหตุเพลิงไหม้บ้าง สงครามบ้าง มีการสร้างใหม่ขยับขยายสลับกับการบูรณะชิ้นส่วนเก่าในตลอดช่วงปี 1040-1225 กระทั่งคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ซึ่งสวยงามด้วยศิลปะการสร้างแบบโรมาเนสก์

  Wurzburg Residence  
มีอาคารบารอกอีกแห่งที่ยิ่งใหญ่ในเวอร์ซบูร์ก นั่นคือ “พระราชวังเวอร์ซบูร์ก” (Wurzburg Residence) พระราชวังเก่าที่สร้างในศตวรรษที่ 10 ออกแบบสร้างด้วยสถาปัตยกรรมบารอกล้วนๆ ที่แม้จะบูรณะกันอยู่หลายครั้งเพราะถูกลูกหลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ยังคงความเป็นบารอกไว้ไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกับความสวยงามที่คงอยู่อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลงเช่นกัน พระราชวังแห่งนี้จึงยิ่งตอกย้ำให้เห็นตรงกันกับที่ได้รับคำชื่นชมว่าเวอร์ซบูร์กคือเมืองแห่งบารอกที่สวยงามที่สุดในเยอรมนี


เดิมทีพระราชวังเวอร์ซบูร์กเคยเป็นที่ประทับของเจ้าชายพี่น้องสองพระองค์ คือ “โยฮันน์ ฟิลิปป์ ฟรานซ์” (Johann Philipp Franz) และ “เฟรดริช คาร์ล ฟอน เชินบอร์น” (Friedrich Karl von Schonborn) นักท่องเที่ยวที่เข้าชมพระราชวังแห่งนี้ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการเดินชมความสวยงามภายในอาคารพระราชวังที่จะแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ มีภาพเฟรสโกสวยๆ ประดับไว้ทั่วแต่ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดจะประดับอยู่บนเพดานบริเวณบันไดขึ้นชั้น 2 ของพระราชวังซึ่งว่ากันว่าเป็นภาพเฟรสโกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นฝีมือการสะบัดปลายพู่กันโดย “จิโอวานนิ บัตติสตา ติเอโปโล” (Giovanni Battista Tiepolo)

 

  Heidelberg  

ลัดเลาะกันมาจนใกล้ปลายทริปเข้าไปทุกที ช่วงนี้เป็นเวลาของ “เมืองไฮเดลเบิร์ก” (Heidelberg) เมืองเก่าอายุเกินพันปีที่ใครๆ ก็บอกว่าแสนจะเป็นเมืองโรแมนติก
เบอร์ต้นๆ ของเยอรมนี แต่ที่เราเห็นมากกว่านั้นคือไฮเดลเบิร์กมีชีวิตชีวาจากการเป็นเมืองที่ทันสมัยร่วมด้วย เข้ากันได้ดีกับความเป็นเมืองเก่า กลายเป็นสีสันที่หลากหลายให้เราได้เลือกเที่ยว ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็เลือกเที่ยวทั้งในมุมใหม่และมุมเก่าของไฮเดลเบิร์กจนครบถ้วน และถือเป็นโชคดีของเมืองนี้ที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รอดพ้นจากการถูกถล่มมาได้แบบหวุดหวิด

ไฮเดลเบิร์กมีสวนสาธารณะหลายแห่ง มีเนินเขาให้ขึ้นไปรับลมชมวิวเมือง มองเห็นแม่น้ำสายหลักไหลผ่านเข้าตัวเมือง ในตัวเมืองนั้นมีจุดสนใจชวนให้แวะอยู่หลายแห่ง มี “ถนนเฮาพท์” (Hauptstrasse) ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งให้แวะเข้าห้างสรรพสินค้า ร้านเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม ร้านอาหาร ร้านช็อกโกแลต ซึ่งล้วนแต่เป็นการดัดแปลงพื้นที่ภายในอาคารสไตล์บารอกสวยๆ ให้ทันสมัยขึ้นโดยไม่ขัดแย้งกับรูปทรงของตัวอาคารดั้งเดิม


มองเห็น “โบสถ์ไฮลิกไกสท์เคียร์เค่อ” (Heiliggeistkiirche) โบถส์คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ที่สวยงามและมีบันได 200 กว่าขั้นให้เดินขึ้นไปชมยอดหอระฆังด้านบน เราพบจัตุรัสกลางเมืองที่เรียกว่า “จัตุรัสมาร์กพลัทซ์” (Marktplatz) ที่มีอาคารเก่าตั้งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งอาคารหลายหลังแปลงไปเป็นร้านขายสินค้าที่ระลึก ร้านอาหาร และโดยเฉพาะร้านกาแฟ ที่ตั้งโต๊ะใต้ร่มกันแดดเรียงกันอยู่กลางแจ้งน่าแวะเป็นที่สุด

 

  Schloss Heidelberg  
ไม่ใหญ่โตแต่ก็ถือว่ามีชื่อเสียงมากสำหรับ “ปราสาทไฮเดลเบิร์ก” (Schloss Heidelberg) ของเก่าน่าชมที่ท้าทายกาลเวลามาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 12 มีสถาปัตยกรรมผสมผสานกันสวยงามทั้งแบบเดิมที่เป็นโกธิก มาตกแต่งเพิ่มเติมในยุคต่อมาเป็นบารอกและเรอเนสซองซ์ เรียกว่าเปลี่ยนไปตามยุคสมัยแต่ก็ใช้เวลาสร้างกันนานถึง 400 ปีกว่าจะลงตัวสวยงามอย่างที่เห็น ทั้งยังเคยถูกฟ้าผ่าในปี 1537 เสียหายจากช่วงสงคราม 30 ปีราวปี 1622 และอีก 60 กว่าปีหลังจากนั้นก็เสียหายจากสงครามระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศส

สามารถขึ้นชมปราสาทไฮเดลเบิร์กซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาได้ด้วยการเดินเท้าขึ้นบันไดหรือนั่งรถรางทุ่นแรง ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ภายในปราสาทยังเหลืออาคารสไตล์โกธิกรุ่นแรกของการสร้างเหลือไว้ให้ชมและเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในปราสาทหลังนี้ซึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปีแล้ว แต่ของใหม่ก็มีและถือว่าใหม่ที่สุดในปราสาทไฮเดลเบิร์ก นั่นคือ “อาคารฟรีดริช” (Friedrichsbau) ที่ “ฟรีดริชที่ 4 ผู้คัดเลือกแห่งพาลาไทน์” (Friedrich IV, Elector of Palatine) สร้างขึ้นในระหว่างปี 1601-1607 ด้วยสไตล์เรอเนสซองซ์ และเป็นสถานที่เก็บถังหมักไวน์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเพราะสามารถจุของเหลวไว้ภายในได้มากถึงประมาณ 222,000 ลิตร

 

  Frankfurt  

ใช่ว่าจะไม่มีของเก่าให้ชมเหมือนเมืองอื่นๆ แต่เพราะ “แฟรงก์เฟิร์ต” (Frankfurt) เป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจการค้า เป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งยุโรปที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากมหานครลอนดอนของอังกฤษ เป็นที่ตั้งของอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งแฟรงก์เฟิร์ตและธนาคารกลางยุโรป และเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรป ชั่วแวบแรกเราจึงมักเห็นอาคารสูงอยู่ทั่วแฟรงก์เฟิร์ต แต่นั่นก็ไม่สามารถกลบความสวยงามของบรรดาอาคารเก่าและพิพิธภัณฑ์มากมายที่แทรกตัวอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นการได้พักสายตาเป็นช่วงๆ จนไม่รู้สึกว่าเรากำลังเดินไปมาอยู่ในป่าคอนกรีตเสียทีเดียว

 

  Romerberg Square  
ถามว่ามาถึงแฟรงก์เฟิร์ตควรไปที่ไหนเป็นสถานที่แรกก็ต้องแนะว่ามาที่นี่ก่อนจะดีกว่า “จัตุรัสโรเมอร์” (Romerberg) พื้นที่กิจกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของในเมือง ในอดีตเคยพังเสียหายไปแล้วจากการโจมตีในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็บูรณะกันขึ้นมาใหม่ในแบบที่ไม่ทิ้งของเก่าเสียทีเดียว ยังคงเป็นแหล่งรวมอารยธรรมเก่าและอาคารเก่าที่มีความโดดเด่นอยู่เช่นเดิม โดยเฉพาะแนวอาคารทรงจั่วสามเหลี่ยมที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองก็ยังมีอยู่


อาคารหน้าจั่วสามเหลี่ยมแบบนีโอโกธิกที่ว่านี้ถูกใช้เป็นศาลาว่าการเมืองแฟรงก์เฟิร์ตมานานเกิน 600 ปี มีรูปแบบสวยงามไม่ซ้ำเมืองไหนๆ และก็ถือเป็นไฮไลท์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของเมืองที่ดูแปลกตาแต่ก็มีเสน่ห์ แนวอาคารกลุ่มนี้เรียกกันว่า “โรเมอร์” (Romer) สร้างขึ้นใหม่บนฐานเดิมที่เคยเป็นอาคารทรงโรมันมาก่อนซึ่งก็แน่นอนว่าสร้างกันมาตั้งแต่ในยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ มีโบสถ์และมีท้องพระโรงที่เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของจักรพรรดิโรมันหลายพระองค์ ปัจจุบันจัดแสดงพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์แห่งเยอรมนี

 

  Cologne  

ในยุคโรมันเรืองอำนาจ “จักรพรรดิเกลาดิอุส” (Emperor Claudius) ทรงแผ่ขยายอำนาจกว้างออกไปและดำริสร้างเมืองใหม่ขึ้นในปี 51 โดยตั้งชื่อให้พ้องกับพระนาม “โคโลเนีย อะกริพพินา” (Colonia Agrippina the Younger) ผู้เป็นชายาพระองค์ที่ 4 ต่อมาปี 462 เมืองนี้ก็ตกเป็นของแฟรงก์และเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ มีความสำคัญด้านการเป็นศูนย์กลางการค้าเชื่อมโยงระหว่างยุโรปตะวันออกและตะวันตก สื่อให้เห็นวัฒนธรรมและอารยธรรมเก่าผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมจากยุคกลางและเรอเนสซองซ์ แต่ก็เสียหายสลายไปมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองที่เรากำลังจะพูดถึงนี้มีชื่อว่า “โคโลญจน์” (Cologne) ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายที่เราจะนำเที่ยวในทริปนี้


หลายเมืองของเยอรมนีเจริญพัฒนาก้าวไกลจากมีเส้นทางคมนาคมเข้าถึงแทบทุกจุดท่องเที่ยวและย่านธุรกิจการค้า โคโลญจน์ก็เช่นกัน มีรถไฟท้องถิ่นที่เชื่อมต่อกับรถไฟสายหลักนำนักท่องเที่ยวเข้ามาส่งถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่ง และยังเป็นตัวช่วยให้ตระเวนชมเมืองได้ดีมากเพราะรถไฟจะแล่นผ่านจากชานเมืองสู่ใจกลางเมือง เลาะเลียบแม่น้ำไรน์ให้ได้ชมธรรมชาติระหว่างทาง ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือหากถูกใจสถานที่ใดที่รถไฟแล่นผ่านผู้โดยสารสามารถลงรถแวะเที่ยวได้ตามใจชอบ

 

  Cologne Cathedral  
ด้วยความที่เป็นอริอันดับต้นของฝ่ายสัมพันธมิตร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีจึงต้องพบกับการทิ้งระเบิดทางอากาศจนเมืองเสียย่อยยับไปไม่น้อย แถมผู้คนก็ล้มตายไปมากมาย ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ช่วยกันบูรณะขึ้นมาใหม่ ดีต่อใจก็ตรงที่การบูรณะนั้นมักจะยึดรูปแบบเดิมที่เคยสร้างไว้ซึ่งส่วนใหญ่ก็สร้างกันมาตั้งแต่ยุคโรมัน หากแต่ “มหาวิหารโคโลญจน์” (Cologne Cathedral) กลับไม่มีแม้แต่ละอองระเบิดมาให้ระคายผิว ความอัศจรรย์นี้จึงพาให้มหาวิหารโคโลญจน์ผ่านร้อนจากไฟสงครามมาได้ถึงวันนี้ก็กว่า 700 ปีแล้ว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ไปในปี 1993


มหาวิหารโคโลญจน์เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมืองและนับตั้งแต่ยุคโรมันมหาวิหารแห่งนี้ก็เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมาโดยตลอด ในอดีตก็เคยเป็นทั้งที่ประทับของจักรพรรดิโรมันและอาร์กบิชอปมาแล้วด้วย ตัวอาคารซึ่งเป็นหอคอยแฝดสูงเกือบ 160 เมตร กว้าง 86 เมตรและยาว 144 เมตรนั้นเห็นชัดเจนว่าเป็นศิลปะโกธิก สีตัวอาคารยิ่งพาให้ดูทะมึนเพราะเป็นสีทองคล้ำคล้ายรมด้วยเขม่าควัน ยิ่งตกค่ำได้แสงไฟสาดส่องเข้าหน่อยก็กลายภาพเป็นความอลังการจนไม่อยากกะพริบตาเลย ภายนอกมหาวิหารมีการตกแต่งด้วยรูปนักบุญ ภายในก็สวยงามตามรูปแบบของโบสถ์คริสต์โดยทั่วไป และมีพื้นที่ของสุสานนักบุญและบุคคลอีกหลายท่านภายในนี้


เราอำลาเยอรมนีด้วยการตะลุยช้อปปิ้งกันที่ “Designer Outlet Roermond” แหล่งละลายทรัพย์ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าเดินเพราะชวนเพลินใจมาก สินค้าแบรนด์เนมที่นี่อาจไม่ต่างจากเอาท์เลทอื่นๆ แต่จะดีตรงที่อาคารร้านค้าต่างๆ สวยงาม บางจุดคล้ายกำลังเดินเล่นในย่านเมืองเก่า บางจุดก็ดูทันสมัยสลับกันไป เหมาะมากที่จะได้แวะช้อปปิ้งก่อนกลับบ้าน ชวนกันสอยเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าแบรนด์ GUCCI, ARMANI, CALVIN KLEIN, BURBERRY, DIESEL, BILLABONG, และอีกหลายแบรนด์ไปเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยได้มารื่นรมย์ชมหลายเมืองเก่าที่น่าสนใจของเยอรมนี และถ้าคุณผู้อ่านเลือกเที่ยวตามเส้นทางนี้ เชื่อสิว่าต้องสนุกและจะประทับใจไม่ต่างกันเลย

 

Special Thanks

Tel. 02 096 1557-59 Hotline : 097 190 9648

www.dd-tours.com

03 กรกฎาคม 2018

ผู้ชม 1872 ครั้ง