ดูบทความชวนเที่ยว Spain

ชวนเที่ยว Spain

หมวดหมู่: HOT REVIEW

 

ชวนเที่ยว Spain

Photo By ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์

Story By ดวงพร เพชรสังกฤต

  

ผ่านเข้าสู่ครึ่งปีหลังได้ไม่นานจะเห็นได้ชัดว่าโปรแกรมทัวร์จากทั่วโลกเริ่มจะถูกปล่อยออกมาให้นักเที่ยวทั้งหลายได้เลือกเป็นรางวัลชีวิตสำหรับการทำงานหนักมาตลอดปี ทั้งเอเชียทั้งยุโรปน่าเที่ยวน่าเลือกไปหมด ดีอย่างตรงที่ยุคนี้เที่ยวยุโรปทัวร์ก็ไม่แพงอย่างเมื่อหลายปีก่อน มีหลายบริษัทโปรยโปรแกรมล่อตาล่อใจกันรัวๆ แต่ที่สะดุดตากว่าใครดูจะเป็นโปรแกรมเชิญชวนให้เที่ยวสเปน (Spain) ไปด้วยกัน กับ “Connect Holiday” ที่แว่วว่ามีโปรแกรมเที่ยวสเปนดีๆ มาแนะนำให้คุณผู้อ่านได้ไปลุยแดนกระทิงดุด้วยกันปลายปีนี้ แถมราคายังดีต่อใจหยิบจับง่ายไม่ไกลเกินเอื้อมอีกด้วย

 

สมญานามกระทิงดุเป็นที่รู้จักกันมานานว่ากำลังพูดถึงสเปน แต่มากกว่านั้นคือสเปนเป็นประเทศที่น่าเที่ยว มีย่านเมืองเก่าสวยๆ ให้ชื่นให้ชม มีวัฒนธรรมเก่าที่ปะปนกันของชนชาวคริสต์และอิสลามให้ได้เรียนรู้ ที่แน่ๆ คือมีสนามและประเพณีสู้วัวกระทิงให้ชมได้ในหลายเมือง ซึ่งประเพณีนี้อาจต้องยุติลงตามกระแสต่อต้านความโหดร้ายจากการทารุณกรรมสัตว์ในวันใดวันหนึ่งก็ได้

 

Check Trip ฉบับนี้ Connect Holiday แนะนำ 4 เมืองเฉียบๆ ในสเปนยั่วความอยากให้คุณผู้อ่านสัมผัสผ่านภาพและตัวหนังสือเป็นขั้นต้นก่อนตัดสินใจเลือกสเปนเป็นโบนัสปลายปี 2018 ให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเที่ยวสเปนเดี่ยวๆ หรือควบรวมกับฝรั่งเศส โปรตุเกสหรือโมรอกโกด้วยก็ได้ เพราะทั้งหมดนี้มีอาณาเขตติดต่อกัน แต่สำหรับครั้งนี้เอาสเปนไปก่อน โดยเริ่มจากกอร์โดบา (Cordoba) โทเลโด้ (Toledo) เซโกเวีย (Segovia) แล้วไปจบที่เซบียา (Seville)

 


 

  Cordoba  

 

 

เมืองกอร์โดบา (Cordoba) เป็นเมืองเอกของจังหวัดกอร์โดบาในแคว้นอันดาลูซีอาซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสเปน เมืองนี้เกลาดีอุส มาร์เซลลุส (Claudius Marcellus) ก่อตั้งขึ้นในยุคโรมัน แต่ก่อนนั้นเรียกกันว่าเมืองกอร์ดูบา (Corduba) ทุกวันนี้สถาปัตยกรรมเก่ายังมีอยู่จากหลายยุค แต่ที่โดดเด่นมากคือจากยุครุ่งเรืองของชาวมัวร์ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามและสร้างเมืองนี้ให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบคาบสมุทรไอบีเรีย (Iberian Peninsula)

 

ในศตวรรษที่ 10 เฉพาะในเมืองกอร์โดบามีประชากรเกิน 500,000 คน และถือเป็นเมืองใหญ่ที่ไม่ธรรมดาเพราะได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาณาจักรกาหลิบที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุโรป นอกจากนี้กอร์โดบายังเจริญถึงขั้นสร้างมหาวิทยาลัย เป็นดินแดนแห่งความรู้เพราะเป็นบ้านเกิดของนักปราชญ์ นักปรัชญาและกวีหลายท่าน เป็นแหล่งความรู้ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์และวรรณกรรม ปัจจุบันยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนให้กอร์โดบาเป็นเมืองมรดกโลกและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากอีกแห่งของยุโรป

 

 

  Alcazar of Cordoba  

 

 

ในย่านประวัติศาสตร์กอร์โดบามีร่องรอยความเป็นโรมันโบราณให้เห็นที่นี่อัลคาซาร์แห่งกอร์โดบา (Alcazar of Cordoba) โดยมีกลิ่นอายของอิสลามผสานอยู่ด้วย ในอีกชื่อหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า อัลคาซาร์แห่งกษัตริย์คริสเตียน เป็นปราสาทที่มีป้อมปราการเพื่อสังเกตการณ์รบร่วมอยู่ด้วยซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แต่เมื่อหมดยุคอาณาจักรกาหลิบ ปราสาทก็ถูกทิ้งร้างจนเก่าและผุพังไปตามกาลเวลา แต่ก็ได้รับการบูรณะดูแลให้สถานที่บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตรแห่งนี้กลับฟื้นคืนสภาพมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งโดยกษัตริย์หลายพระองค์ในยุคถัดมา

 

อัลคาซาร์แห่งกอร์โดบาสวยงามด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมโรมันและมุสลิมเข้าด้วยกัน จุดสนใจมีให้เห็นที่กระเบื้องโมเสกแบบโรมันที่ขุดพบและกลายเป็นหลักฐานอย่างดีทางประวัติศาสตร์ พบโลงหินแบบโรมัน มีโรงอาบน้ำแบบชาวมัวร์ให้ชมสลับไปมาระหว่างสองชนชาติซึ่งมุมหนึ่งคือความแปลกตาแต่ก็บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 20 ก็คือสวนสวยและแอ่งน้ำพุที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้สถานที่แห่งนี้ได้มาก

 

 

  The Mosque Cathedral of Cordoba  

 

 

ยังคงกลมกลืนในความเป็นคริสต์และอิสลามสำหรับมหาวิหารแห่งคอร์โดบา (The Mosque Cathedral of Cordoba) ศาสนสถานที่มีความเป็นมหาวิหารผสมมัสยิด แต่เป็นที่ยอมรับในด้านความสวยงาม ภาพการเป็นมัสยิดและมหาวิหารคริสต์สลับสับเปลี่ยนไปตามชนชาติที่เข้ามาปกครองเมืองนี้ หากนับจากช่วงเวลาการสร้างก็ต้องบอกว่าเริ่มจากการสร้างเป็นมหาวิหารแห่งคาทอลิกมาก่อน มาเปลี่ยนเป็นมัสยิดในเวลาต่อมา เห็นได้จากชื่อ “The Mosque Cathedral” ที่ให้เกียรติทั้งสองรูปแบบ แต่สำหรับชาวเมือง กอร์โดบาจะเรียกสถานที่นี้ว่าเมซควิต้า (Mezquita) ซึ่งก็หมายถึง “Mosque” หรือมัสยิดนั่นเอง

 

ความเป็นมัสยิดเห็นชัดกว่าจากภายนอกมหาวิหาร ส่วนความเป็นคริสต์ไปโดดเด่นอยู่ภายใน เพราะมีแท่นบูชาพระผู้เป็นเจ้า การแปรสภาพกลับมาเป็นมหาวิหารคริสต์นั้นเกิดขึ้นในปี 1236 หลังจากที่ชาวสเปนเข้ามายึดครองได้ และก็เริ่มเข้าสู่ยุคฟื้นฟู ดึงความงดงามแบบดั้งเดิมกลับมาอีกครั้ง หากได้มาชมของจริงจะรู้ได้ทันทีว่า ความสวยงามจากอดีตถึงปัจจุบันนั้นจับจิตจับใจขนาดไหน

 


 

  Toledo  

 

 

ความพิเศษของโทเลโด้ (Toledo) คือการเป็นเมืองที่มีอารยธรรมของคริสต์ อิสลามและยิวรวมอยู่ด้วยกันในเมืองเดียว และก่อนที่ชาวมัวร์จะเข้ามายึดครองสเปนในต้นศตวรรษที่ 8 โทเลโด้ก็ยังมีสถานะเป็นเมืองหลวงของสเปนมายาวนาน และเก็บรักษาความเก่าแก่จากแต่ละยุคสมัยรวมกันไว้เป็นสมบัติชาติ มีส่วนช่วยเสริมความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจหนึ่งในโลกได้มาก รวมถึงการเป็นเมืองที่เชี่ยวชาญการผลิตอาวุธซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ในยุคที่ยังมีการทำสงครามกันอย่างดุเดือด

 

ในย่านเมืองเก่าโทเลโด้เหมาะที่จะเดินชมสถาปัตยกรรมโบราณ ชมซากกำแพงเมืองเก่า ป้อมปราการ ในระดับที่เรียกว่าเป็นซากแห่งอารยธรรม ซึ่งอย่างที่บอกไปว่ามีทั้งคริสต์ อิสลามและยิว การได้ชมสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เรอเนสซองส์ และอาหรับจากสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันทำให้ผู้ชมอย่างเรารู้สึกถึงความหลากหลาย ไม่น่าเบื่อ และดูจะเพลิดเพลินใจเสียด้วยซ้ำ

 

  Alcazar  

 

 

จะเที่ยวเมืองเก่าก็ไม่แปลกที่จะเจอของเก่าเยอะหน่อย ซึ่งอีกหนึ่งของเก่าในโทเลโด้ที่อยากให้ชมก็คือประตูบีซากร้า (Puerta de Bisagra) ซุ้มประตูเมืองที่มีป้อมเป็นเหมือนด่านผ่านทางตั้งอยู่ 2 ข้างซ้ายขวา และอย่าลืมชมป้อมอัลคาซาร์  (Alcazar) ป้อมโบราณที่ตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของเมืองซึ่งเดิมทีก็คือพระราชวังโทเลโด้นั่นเอง แต่มากลายเป็นสถาบันด้านวิชาการทหารจนมีชื่อเสียงตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 20

 

การเกี่ยวข้องกับงานด้านการทหารและการรบทำให้ป้อมอัลคาซาร์เหมือนล่อเป้าให้เกิดการโจมตีในช่วงสงครามกลางเมืองเมื่อปี 1936 แต่ปัจจุบันไฟสงครามมอดดับไปหมดแล้วป้อมแห่งนี้จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งจะจัดแสดงข้อมูลด้านการทหาร ประวัติศาสตร์ชาติจนถึงเหตุแห่งสงครามที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค อีกทั้งรูปทรงเดิมของป้อมยังเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยจากการบูรณะครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 16

 

 

  Toledo Cathedral  

 

ได้ชมความสวยงามของบ้านเมืองและสถานที่ในแต่ละเมืองแล้วทำให้ได้รู้ว่าคุ้มค่ากับการเดินทางที่สุด เช่นเดียวกับที่มาชมมหาวิหารโทเลโด้ (Toledo Cathedral) ซึ่งสวยงามด้วยการดัดแปลงมัสยิดให้กลายเป็นมหาวิหารสไตล์โกธิกในปี 1226 จนมาปัจจุบันมหาวิหารโทเลโด้ได้กลายเป็นมหาวิหารแห่งคาทอลิกเป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้าจะนับอายุของมหาวิหารแห่งนี้ก็ต้องบอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และกลายมาเป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสเปนรองลงมาจากมหาวิหารเมืองเซบียา

 


 

  Segovia  

 

ประชากรราว 60,000 คนอาศัยอยู่ในเซโกเวีย (Segovia) เมืองหลักของจังหวัดเซโกเวียและเมืองมรดกโลกที่ตั้งอยู่บนจุดบรรจบกันของแม่น้ำเอเรสมา (Eresma) กับแม่น้ำกลาโมเรส (Clamores) เมืองนี้ในอดีตเคยถูกชาวเคลต์ปกครอง จากนั้นเปลี่ยนมือไปมาซึ่งแน่นอนว่าชาวโรมันและชาวมัวร์ก็เคยเข้ามาครองเมืองนี้ด้วย เซโกเวียเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญของเมือง ทิ้งหลักฐานให้เห็นเป็นสิ่งก่อสร้างหลายชิ้นโดยเฉพาะป้อมปราการและพระราชวังที่เคยใช้เป็นจุดบัญชาการรบด้วย

 

เซโกเวียเก่าแก่อย่างสวยงามด้วยบรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายที่ล้วนแต่มีความสำคัญกับเมืองทั้งสิ้น เขตเมืองเก่านั้นชัดเจนว่ายังมีกำแพงเมืองเก่าเหลืออยู่แม้จะสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ในยุคโรมันเข้าถือครอง แต่ก็คงทนเพราะได้รับการบูรณะในศตวรรษที่ 15 สิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่น่าสนใจหลายชิ้นของเมืองช่วยเสริมให้เซโกเวียได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอย่างไม่ยากเย็นนัก

 

 

  Roman Aqueduct of Segovia  

 

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของเซโกเวียว่ากันว่าเป็นที่นี่สะพานส่งน้ำโบราณ (Roman Aqueduct of Segovia) เครื่องมือที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการก่อตั้งเมืองซึ่งเกิดจากฝีมือของชาวโรมันดังที่ใครๆ มักพูดกันว่าโรมันไปที่ไหนที่นั่นย่อมเจริญ สะพานส่งน้ำโบราณชิ้นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเซโกเวียที่มีชื่อเสียงมาก สร้างขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 1 เชื่อมต่อมาถึงต้นศตวรรษที่ 2 จุดประสงค์หลักในการสร้างก็เพื่อดึงน้ำจากแม่น้ำฟรีโอ (Rio Frio) เข้ามาใช้ภายในเมือง จุดที่น่าทึ่งอยู่ที่ระยะห่างระหว่างเมืองและแม่น้ำยาวไกลถึง 18 กิโลเมตร และยังต้องออกแบบให้ตัวสะพานสูงต่ำตามภูมิประเทศเพราะต้องผ่านแนวเชิงเขาด้วย

 

  Alcazar of Segovia  

 

ชาวมัวร์เคยมาสร้างอัลคาซาร์แห่งเซโกเวีย (Alcazar of Segovia) หรือปราสาทเซโกเวีย (Segovia Castle) ไว้ในยุคที่เข้าครอบครองเมืองนี้เมื่อประมาณศตวรรษที่ 13 และเช่นเดียวกับสถานที่อื่นๆ ที่มาได้รับการปรับปรุงดัดแปลงใหม่ในช่วงที่ชาวคริสต์เข้ายึดครองเป็นเจ้าของลำดับถัดไป ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในได้ซึ่งจะเห็นลักษณะของห้องหับต่างๆ ภายในอัลคาซาร์เป็นเหมือนพระราชวังทั่วไป คือแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ และห้องว่าราชการบ้านเมืองอย่างที่เราเคยเห็นจากพระราชวังในเมืองอื่นๆ

 

แต่ที่สวยงามและโดดเด่นกว่าใครก็คือภายนอกอัลคาซาร์ที่ดูแปลกตาและยังตั้งอยู่บนหน้าผาสูงจนเป็นที่เรียกขานกันว่านี่คือปราสาทแห่งเทพนิยาย หลังจากสร้างแล้วก็มีการต่อเติมไล่เรียงกันมาในศตวรรษที่ 15 และ 16 ทั้งนี้เพื่อให้แข็งแกร่งพอจะต้านทัพข้าศึกได้ จนมาปี 1975 ยูเนสโก้จึงขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมอีกแห่งของสเปนจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เรื่อยมาจนปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่งของโลกไปแล้ว

 


 

  Seville  

 

 

ท้ายสุดนำชมอีกเมืองมรดกทางวัฒนธรรมแห่งแคว้นอันดาลูเซียที่นักท่องเที่ยวมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีสีสันมากที่สุดในแคว้นนี้ และก็เป็นเมืองหนึ่งที่ชาวมัวร์ปกครองอยู่นานกว่า 800 ปี ทำให้เซบียาซึมซับอารยธรรมและสถาปัตยกรรมอิสลามไว้มากพอดู ขณะเดียวกันสีสันของเมืองที่มีมากอย่างที่ว่าไว้นั้นมาในรูปแบบของวัฒนธรรมการแสดง ระบำแบบท้องถิ่น อาหารการกิน เครื่องดื่ม รวมถึงวัฒนธรรมสู้วัวกระทิง ทั้งหมดนี้จัดเต็มอยู่ที่เซบียานี่เอง

 

ย่านใจกลางเมืองยังมีศาลาว่าการเมืองเซบียา (Ayuntamiento de Sevilla) ที่สวยงามด้วยศิลปะแบบปลาเตเรสก์ (Plateresque) และลานต้นส้มที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมืองเพราะไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนในเซบียาเราจะได้พบเห็นต้นส้มเต็มไปหมด ไม่ใช่เฉพาะที่บ้านเท่านั้นแต่ทางการของเมืองและชาวเมืองเซบียาต่างพร้อมใจกันปลูกต้นส้มไว้ในทุกสถานที่และทุกพื้นที่ ไปไหนมาไหนในเซบียาจึงไม่ต้องแปลกใจที่จะได้เห็นต้นส้มพร้อมลูกโตๆ เติบโตอยู่ตามริมทาง สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่สาธารณะทั่วไป รวมถึงบ้านเรือนประชาชนก็มีต้นส้มไว้แทบทุกบ้าน

  

  Catedral de Sevilla  

 

 

มหาวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสเปนคือมหาวิหารแห่งเซบียา (Catedral de Sevilla) แห่งนี้ และคงสถิติด้านขนาดเป็นอันดับ 3 รองลงมาจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งวาติกัน และเซนต์ปอลแห่งลอนดอน ความสวยงามของมหาวิหารแห่งเซบียาปรากฏชัดทั้งภายนอกภายในจนแทบดูไม่ออกว่าแรกสร้างนั้นเคยเป็นมัสยิดมาก่อนเพราะสร้างโดยชาวมัวร์ มีการสร้างโบสถ์คริสต์ครอบมัสยิดเก่าในภายหลัง และต่อเติมจนกลายเป็นมหาวิหารสถาปัตยกรรมโกธิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

ที่น่าสนใจคือภายในมหาวิหารแห่งเซบียานั้นสวยงามเหลือเกิน ทั้งการออกแบบตกแต่งที่ประณีตจนดูอลังการ ไปจนถึงทรัพย์สมบัติที่ถูกเก็บรักษาไว้ล้วนแต่หนุนให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์มีมากจนยากจะประเมิน พื้นที่ส่วนหนึ่งของมหาวิหารเคยเป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์สเปน มีสุสานของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักสำรวจชาวเจนัว (Genova) ที่ได้รับการการสนับสนุนจากราชสำนักสเปนให้ล่องเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อสำรวจโลกและก็ทำให้ชาวยุโรปรู้จักทวีปอเมริกาในเวลาต่อมา

 

อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการหยิบยกสถานที่ท่องเที่ยวใน 4 เมืองของสเปนมาพูดถึง แต่ก็คงช่วยให้เห็นภาพว่าหากตัดสินใจเที่ยวสเปนแล้วจะได้พบเจออะไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ Connect Holiday พร้อมให้คำแนะนำสำหรับการเที่ยวสเปนโดยตลอด จึงมั่นใจได้ว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของคุณผู้อ่านเพื่อนำสู่การท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ในสเปนได้อย่างดีที่สุด

 

 

Special Thanks

Tel. 02 042 2358

Hotline : 097 921 2192, 097 921 2193065 593 8935

Line ID : @connectholiday (กดเพื่อเพิ่มเป็นเพื่อนได้เลย!!)

www.connectholiday.com

25 กรกฎาคม 2018

ผู้ชม 59 ครั้ง