ดูบทความKochi สนุกเสมอที่โคจิ

Kochi สนุกเสมอที่โคจิ

หมวดหมู่: HOT REVIEW

 

Kochi

สนุกเสมอที่โคจิ

เรื่องและภาพโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต

น่าจะเป็นประเทศหนึ่งที่แทบไม่ต้องอธิบายขยายความอะไรให้มากมายสำหรับญี่ปุ่นประเทศที่มักเป็นเป้าหมายแรกๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยเสมอ ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกเที่ยวญี่ปุ่นทริปแล้วทริปเล่าเพราะรักในเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ญี่ปุ่นมีไม่เหมือนใคร บ้างก็ถูกใจในเรื่องความหลากหลายของอาหารการกิน บ้างก็หลงรักธรรมชาติที่สวยงามตามฤดูกาล และคอยจับตามองว่าเมื่อไรจะประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้ได้รู้จักเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นาโกย่า ฮอกไกโด หรือทั่วทั้งแถบโทโฮขุที่ส่วนใหญ่รู้จักกันดีและเป็นที่นิยมอยู่แล้ว

 

และก็เป็นสิ่งที่ Checktour Magazine พยายามทำมาโดยตลอดเพื่อมองหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่มาแนะนำให้คุณผู้อ่านได้รู้จัก โดยที่หลายครั้งเรามีกูรูเป็นผู้ชี้แนะเส้นทาง ทำให้ได้รู้จักสถานที่ที่ยังไม่เคยได้สัมผัส เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ “Kori Planning” ชวนเที่ยวโคจิ (Kochi) จังหวัดหนึ่งบนเกาะชิโกกุที่ไม่ใหม่เสียทีเดียวเพราะคนไทยจำนวนหนึ่งเคยรู้จักมาบ้างแล้ว แต่ถ้าเทียบกับจำนวนคนไทยที่ยังไม่เคยรู้จักรับรองว่ายังมีอีกมากที่ไม่รู้จักโคจิ

 

แต่ไม่ว่าจะเที่ยวเมืองไหน ขึ้นชื่อว่าเที่ยวญี่ปุ่นไม่ต้องเตรียมอะไรให้เยอะ ถ้าแค่ไปเที่ยวไม่เกิน 15 วันวีซ่าก็ไม่ต้อง เรื่องอาหารก็เป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย ฤดูหนาวก็แค่เตรียมเสื้อกันหนาว หมวก ถุงมือ รองเท้ากันหิมะ ฤดูร้อนมีหมวกกันแดดสักใบก็เอาอยู่ ส่วนฤดูฝนมีร่มคันเดียวก็ยังเที่ยวได้ สรุปคือเที่ยวญี่ปุ่น คุณเที่ยวได้ทุกฤดูกาล

 

 

หากจะเริ่มต้นแนะนำจังหวัดน่าเที่ยวที่ชื่อโคจิแห่งนี้ก็ต้องบอกว่านี่คือจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ มีสภาพความเป็นเมืองตัดสลับกับความเป็นชนบทในแบบที่มีผลอย่างมากที่ทำให้ทั้งจังหวัดดูมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายไม่เหมือนการเที่ยวในเมืองใหญ่ชื่อดังทั่วไป ชานเมืองมีทุ่งนา แม่น้ำ สวนผลไม้ มีชายฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยโขดหินรูปร่างแปลกตา มีถ้ำหินปูน ถ้าได้ลองเข้าเมืองก็มีรถรางให้ได้ลองนั่งเพื่อเที่ยวในสถานที่ต่างๆ มีปราสาท มีงานเทศกาลประจำปี มีช้อปปิ้งมอลล์ มีตลาดอาหารสำหรับคนกลางคืน และถ้าอยากสัมผัสความสดของอาหารทะเลให้ถึงใจก็ยังมีตลาดปลาที่เป็นจุดลำเลียงอาหารทะเลไปยังเมืองต่างๆ ทั่วจังหวัดอีกด้วย

 

โคจิมีอาหารอร่อยโดยเฉพาะพระเอกอย่างคัทสึโอะทาทากิ (Katsuo Tataki) ปลาโอย่างแบบสุกนอกนุ่มในที่หากินไม่ได้ง่ายๆ ในจังหวัดอื่น อาหารทะเลทั่วโคจิมีให้กินกันเกินจะอิ่ม และที่ชัดเจนที่สุดคือการที่โคจิเป็นดินแดนบ้านเกิดของซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma) หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดทั่วโคจิจึงมักมีอนุสาวรีย์ของท่านผู้นี้อยู่ทุกหนแห่ง

 

คนไทยส่วนหนึ่งอาจคุ้นชื่อซากาโมโตะ เรียวมะอยู่บ้างจากซีรีย์ญี่ปุ่นที่ถูกนำมาฉายในเมืองไทยรวมถึงจากหนังสือการ์ตูนอีกหลายเล่ม ในขณะที่อีกหลายคนอาจไม่รู้จักท่านเรียวมะเลย จึงต้องเล่าเท้าความว่า ในอดีตยุคที่แผ่นดินญี่ปุ่นยังมีลักษณะเป็นแคว้น พื้นที่ของจังหวัดโคจิปัจจุบันอยู่ในส่วนหนึ่งของแคว้นโทสะ (Tosa) ซึ่งอยู่ทางตอนปลายของเกาะชิโกกุ และซากาโมโตะ เรียวมะก็เกิดที่แคว้นนี้นี่เอง

 

แม้จะเป็นเพียงบุคคลที่เกิดในตระกูลซามูไรชั้นล่างสุด แต่เรียวมะก็ได้พัฒนาฝีไม้ลายมือจนสามารถอัพเกรดตัวเองขึ้นเป็นครูดาบคนหนึ่งของแคว้นโทสะ ช่วงชีวิตในวัยหนุ่มเรียวมะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มซามูไรที่เทิดทูนสมเด็จพระจักรพรรดิและต้องการล้มล้างการปกครองของโชกุน เขาซึมซับความรู้สึกรักชาติและต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมแบ่งชนชั้น  ซึ่งนำไปสู่การร่วมภารกิจสำคัญกับเพื่อนรักทาเกชิ ฮันเปตะ (Takechi Hanpeita) เพื่อสร้างแนวร่วมต่อต้านตะวันตกที่ขณะนั้นเริ่มคุกคามกดดันให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศหลังจากที่เก็บตัวเงียบมาหลายร้อยปี

 

แม้จะต่อต้านตะวันตกแต่เมื่อได้รู้จักกันแล้วเรียวมะกลับเห็นด้วยและสมัครเป็นศิษย์ของคัตสึ ไคชู (Katsu Kaishu) ชายผู้ต้องการให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศด้วยแนวคิดที่ว่า จะเอาชนะชาติตะวันตกก็ต้องศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมและวิทยาการของตะวันตกให้มากที่สุด เพื่อใช้พัฒนาประเทศต่อไป ตามมาด้วยการร่วมเปิดสถาบันโรงเรียนนายทหารเรือที่โกเบขึ้นเป็นแห่งแรก และกลายเป็นต้นทางให้เกิดข้อเรียกร้องให้โชกุนโตกุกาวะ (Tokugawa) คืนอำนาจแด่สมเด็จพระจักรพรรดิ ปิดฉากระบอบโชกุนที่ญี่ปุ่นมีมายาวนาน วางฐานการปฏิรูปเมจิ (Meiji Reform) เมื่อปี 1868 เพื่อรวบอำนาจจากรัฐบาลโชกุนโตกุกาวะ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองและโครงสร้างทางสังคมของญี่ปุ่นนับแต่นั้น แต่ตัวเรียวมะก็ต้องถูกลอบสังหารที่เกียวโตในปี 1867 โดยคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือฝ่ายตรงข้าม แต่ก็จับมือใครดมไม่ได้ว่าใครกันแน่คือมือสังหาร

 

ทีนี้ก็คงไม่แปลกใจว่าเหตุใดซากาโมโตะ เรียวมะจึงได้รับการยกย่องจากชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากมายจนถึงปัจจุบัน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตัวแทนของซากาโมโตะ เรียวมะจึงมีอยู่ทั่วเมืองทั้งในรูปของภาพถ่าย ภาพวาด อนุสาวรีย์ ลวดลายบนเสื้อ กล่องขนม บรรจุภัณฑ์อาหาร สมุด กระดาษ ไปจนถึงป้ายโฆษณา กลายเป็นจุดขายสำคัญของเมืองไปโดยปริยาย

 


 

  เส้นทางสู่โคจิ  

เนื่องจากเป็นจังหวัดเล็กๆ ทุกวันนี้เลยยังไม่มีสายการบินที่จะบินตรงจากกรุงเทพฯไปถึงโคจิ แต่ก็ต้องถือว่าเดินทางไม่ยาก เพราะเส้นทางคมนาคมในญี่ปุ่นอย่างที่รู้ว่าเชื่อมต่อกันหมดด้วยรถไฟ และจะยิ่งง่ายมากถ้ากำลังเที่ยวอยู่ในแถบคันไซ เพราะเราสามารถเดินทางด้วยรถไฟชินคังเซนจากสถานีรถไฟชินโอซาก้า (Shin-Osaka Station) ประมาณ 45 นาทีไปเปลี่ยนขบวนรถที่สถานีรถไฟโอคายาม่า (Okayama Station) เป็นรถด่วนพิเศษซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟโคจิ (Kochi Station) แล้ว

 

แต่ถ้าจะให้รวดเร็วเพื่อเผื่อเวลาเที่ยวได้มากขึ้นแนะนำให้เลือกบินในประเทศ จะช่วยทุ่นเวลาได้เยอะเพราะจากสนามบินฮาเนดะ (Haneda International Airport) ไปถึงสนามบินโคจิเรียวมะ (Kochi Ryoma Airport) ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้นและมี 10 เที่ยวบินต่อวัน ถ้าต้นทางเป็นสนามบินอิตามิ (Itami Airport) จังหวัดโอซาก้า ถึงสนามบินโคจิเรียวมะก็แค่ 45 นาทีและมี 6 เที่ยวบินต่อวัน ถ้าเดินทางจากสนามบินนาโกย่า (Nagoya Airport) จังหวัดนาโกย่าประมาณ 1 ชั่วโมงและจากสนามบินฟูกุโอกะ (Fukuoka Airport) ประมาณ 50 นาที มี 2 เที่ยวบินต่อวัน

 

เราเลือกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินฮาเนดะด้วยเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 20 นาที ที่สนามบินฮาเนดะอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศและในประเทศจะแยกอยู่คนละอาคาร เพราะฉะนั้นเมื่อเราเลือกนั่งเครื่องบินในประเทศเราก็ต้องนั่งชัทเทิลที่จะมีให้บริการรับส่งระหว่าง 2 อาคารนี้ และรอไม่นานเพราะมีให้บริการ 5 นาทีต่อคัน แต่ครั้งนี้เราเลือกเดินทางโดยสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ (All Nippon Airways-ANA) จึงมีบริการพิเศษด้วยชัทเทิลบัสของสายการบินซึ่งรวมถึงสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines-JAL) ก็จะมีบริการชัทเทิลบัสพิเศษเช่นกันที่จะบริการเฉพาะผู้โดยสารของสายการบิน และจากสนามบินโคจิเรียวมะเราก็สามารถนั่งรถยนต์เข้าสู่ใจกลางเมืองได้ด้วยเวลา 30 นาที

 


 

 

  Muroto  

 

โคจิมีหลายเมืองน่าเที่ยว และแต่ละเมืองก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ครั้งนี้เราแนะนำ 2 เมืองที่ชอบมากและอยากให้คุณผู้อ่านรู้จัก คือมุโรโตะ(Muroto) และโคจิ (Kochi) ซึ่งเป็นเมืองหลัก มาดูที่มุโรโตะกันก่อน มุโรโตะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของจังหวัด เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงามเพราะอยู่ติดทะเล มีแหลมมุโรโตะ (Cape Muroto) เป็นทั้งจุดชมทิวทัศน์และจุดทำประมง มีประภาคารและสถานที่เก่าๆ ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกหลายแห่ง

 

โดยเฉพาะแหลมมุโรโตะ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติแนวชายฝั่งทะเลมุโรโตะ-อะนัง (Muroto-Anan Coastal National Park) และอุทยานธรณีวิทยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบการชมธรรมชาติ แหลมมุโรโตะเป็นเขตทะเลลึกแต่ก็มีโขดหินมากมายบริเวณชายฝั่ง ถ้ามาเที่ยวบริเวณนี้ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็มักจะรอชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดิน แวะชมประภาคารและจุดยอดนิยมของคู่รักที่มักชวนกันมาเดทหรือขอแต่งงาน เพราะเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทุกคู่รัก

 

 

  Muroto Dolphin Center  

สำหรับเราไฮไลท์ที่โดดเด่นที่สุดและชอบมากเป็นอันดับต้นๆ สำหรับการมาเที่ยวโคจิก็คือการได้มาที่นี่ศูนย์โลมามุโรโตะ (Muroto Dolphin Center) แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เจอโลมา แต่ครั้งนี้ต้องถือเป็นครั้งแรกที่ได้พบโลมาในระยะใกล้ที่สุดจนแทบจะเอื้อมมือไปแตะได้ และยังเป็นโลมาแสนรู้ที่น่ารักพร้อมจะเล่นกับมนุษย์ได้ตลอดเวลาแค่เราส่งเสียงเรียกเท่านั้น คู่ควรที่สุดกับคอนเซปต์ของศูนย์แห่งนี้ที่ว่า มาสนุกกับการคุยกับโลมากันเถอะ

 

ศูนย์โลมามุโรโตะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนานกว่า 6 ปีแล้ว ในแต่ละวันมีกิจกรรมเยอะแยะที่เราสามารถเลือกได้โดยแบ่งเป็น 5 โปรแกรม คือ 1. ชมโลมาแบบใกล้ชิด 2. สัมผัสโลมาในบ่อ ซึ่งเป็นบ่อที่ออกแบบอย่างเหมาะสม แม้จะเป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์ก็ยังสามารถเข้าใกล้โลมาได้แบบชิดขอบบ่อ 3. ชมการฝึกให้โลมาทำตามคำสั่ง 4. เล่นเกมกับโลมา และ 5. ว่ายน้ำกับโลมา ทุกกิจกรรมสามารถร่วมสนุกได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกเพศและวัย

 

สำหรับโปรแกรมที่ 1-3 เราไม่ต้องจองล่วงหน้า นอกนั้นสามารถจองได้ที่เว็บไซต์ http://th.activityjapan.com/publish/plan/15000 โดยเลือกแพ็กเกจ “Muroto Dolphin Center” ศูนย์โลมามุโรโตะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-16.00 . ของทุกวัน ในวันฝนตกก็ยังจะได้ส่วนลดอีกด้วย และเพราะไม่ค่อยได้เห็นที่ไหนบ่อยนักที่เราจะเฝ้าดูโลมาได้ใกล้ชิดขนาดนี้เลยอยากชวนคนไทยไปเที่ยวศูนย์แห่งนี้ให้ได้

 

 

 

  Muroto Global Geopark Center  

มุโรโตะไม่ได้เป็นแค่เมืองติดทะเลทั่วไป แต่เป็นเมืองที่มีสภาพภูมิประเทศต่างไปจากที่อื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในบริเวณอุทยานธรณีมรดกโลกมุโรโตะ (Muroto UNESCO Global Geopark) ซึ่งเราสามารถศึกษาเรียนรู้ลงลึกไปถึงข้อมูลด้านธรณีศาสตร์ของอุทยานแห่งนี้ได้ที่ ศูนย์ข้อมูลธรณีโลกแห่งมุโรโตะ (Muroto Global Geopark Center) ซึ่งแม้จะเป็นสถานที่ที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่มีข้อมูลด้านวิชาการที่เหมาะมากสำหรับผู้ที่สนใจในรูปแบบของนิทรรศการถาวร ขณะที่สีสันลูกเล่นในการนำเสนอข้อมูลด้วยวิดีทัศน์และการมองแปลนภาพสามมิติด้วยแว่นสามมิติก็ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นเพราะมองเห็นระดับสูงต่ำของชั้นหินได้ชัดเจนมาก

บริเวณอุทยานธรณีมรดกโลกมุโรโตะเป็นแนวหินด้านนอกสุดของชายฝั่งที่เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกใต้ผืนมหาสมุทรหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แล้วเปลือกโลกก็ยกตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นฐานของแผ่นดินใหม่กว้างใหญ่แต่ก็มีชั้นหินด้านล่างที่ซับซ้อน บางจุดยกตัวสูงจนกลายเป็นหน้าผาและโขดหินขนาดใหญ่ น่าค้นหากว่านั้นคือตามแนวโขดหินเหล่านี้จะมีซากฟอสซิลแทรกตัวอยู่ อุทยานธรณีมรดกโลกมุโรโตะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานธรณีแห่งญี่ปุ่นเมื่อปี 2008 และในปี 2011 ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก้ให้เป็นอุทยานธรณีมรดกโลก

 

 

 

  Muroto Schoolhouse Aquarium  

ถือเป็นการดัดแปลงสถานที่จากเดิมให้เปลี่ยนเป็นของใหม่ในแบบที่ชวนให้ประทับใจมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา นับถือในแนวคิดและชอบมากจนต้องยกให้เป็นอีกหนึ่งที่สุดแห่งโคจิพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมุโรโตะฮาอิโกะ (Muroto Schoolhouse Aquarium) คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าจะไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน แต่เกิดขึ้นแล้วที่นี่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ถูกปรับเปลี่ยนจากสถานที่เดิมที่เคยเป็นโรงเรียนเด็กประถม แต่แล้วเมื่อถูกทิ้งไว้นาน 12 ปีก็มีแนวคิดให้ปรับเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น หลีกเลี่ยงการทุบทำลายเพราะโรงเรียนแห่งนี้คือภาพอดีตของชาวเมืองมุโรโตะ

 

โรงเรียนประถมแห่งนี้จำเป็นต้องปิดกิจการไปเพราะเด็กนักเรียนที่เข้าเรียนเริ่มลดจำนวนลงจนเหลือน้อยเต็มที หลังการปิดตัวลงอาคารโรงเรียนยังคงอยู่ ห้องเรียนต่างๆ อุปกรณ์การเรียน สระว่ายน้ำสำหรับเด็กๆ ไม่เคยสูญหายไปไหน  เพียงแต่อยู่ในสภาพที่ไม่ได้รับการดูแลเลย ในที่สุดทางเทศบาลมุโรโตะจึงได้เข้าปรึกษาสมาคมอนุรักษ์เต่าทะเลเพื่อร่วมกันคิดว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากอาคารเรียนอย่างไรได้บ้าง

 

เป็นที่มาของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ที่เปิดสระว่ายน้ำให้กลายเป็นบ่อเลี้ยงเต่าทะเล ฉลามหัวค้อน และปลาอีกหลายชนิด ภายในอาคารเรียนปรับเปลี่ยนเป็นตู้ปลา โต๊ะวางโครงกระดูกสัตว์น้ำเพื่อการศึกษา อ่างล้างหน้าแปรงฟันกลายเป็นอ่างเลี้ยงปลา ห้องเรียนวิทยาศาสตร์กลายเป็นห้องเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำดองฟอร์มาลีน การเดินเที่ยวในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมุโรโตะฮาอิโกะนอกจากจะได้ชมสัตว์น้ำและชมแนวคิดของผู้ออกแบบสถานที่แล้วคนส่วนใหญ่มักถูกบรรยากาศชวนให้กลับไปเห็นอดีตของตัวเองเมื่ออยู่ในวัยเรียน ทำให้เป็นการเยี่ยมชมสถานที่ที่อบอุ่นหัวใจและมีความสุขมาก

 

 

 

  Umaji Village  

เพราะเป็นอาณาจักรแห่งส้มยูสุ โคจิจึงมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยูสุหลายชนิดทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ทำจากยูสุจะมีกลิ่นหอมและมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยปรับสภาพผิว สนใจอยากได้ผลิตภัณฑ์จากยูสุขอให้มาที่นี่หมู่บ้านอุมาจิ (Umaji Village) ชุมชนที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจนมีบรรยากาศสดชื่น และยังเป็นแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยูสุ มีกิจกรรมให้ผู้เข้าชมได้ทดลองทำผลิตภัณฑ์จากยูสุ แต่ที่โดดเด่นอีกด้านหนึ่งคือมีออนเซนให้บริการพร้อมที่พักในชื่ออุมาจิออนเซ็น (Umaji Hot Spring)

 

หมู่บ้านอุมาจิแห่งนี้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ไม่ถึง 1,000 คนบนพื้นที่ของการปลูกส้มยูสุประมาณ 260 ไร่ เป็นการทำธุรกิจร่วมกันของคนในหมู่บ้านเพื่อการผลิตสินค้าจากยูสุในรูปแบบคล้ายสหกรณ์โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกส้มยูสุเพื่อแปรรูปและส่งออกแล้วปรับพื้นที่เพื่อดึงเอาน้ำแร่ร้อนที่เป็นของดีในหมู่บ้านมาเป็นจุดขาย สร้างโรงแรมไว้เป็นจุดพักผ่อนและแช่ออนเซน ซึ่งทั้งออนเซนและส้มยูสุก็สร้างรายได้ให้แก่หมู่บ้านได้มหาศาลในเวลาต่อมา

 

ในหมู่บ้านมีโรงงาน 5 แห่งเพื่อผลิตทุกผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้าน ทั้งโรงคั้นน้ำส้ม โรงบรรจุขวด โรงงานผลิตเครื่องสำอาง โรงงานผลิตซอสสลัด โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องดื่มจากส้มยูสุมีอยู่ประมาณ 7-8 ชนิด สามารถผลิตได้ 150,000 ขวดต่อวัน  โดยจะเก็บผลผลิตส้มในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนแล้วแบ่งส้มออกเป็น 3 ส่วนคือน้ำส้มนำไปผลิตน้ำผลไม้ เปลือกผลิตเป็นแยมส้มยูสุและเมล็ดนำไปสกัดน้ำมันเพื่อผลิตเครื่องสำอาง จึงเป็นเหมือนหมู่บ้านต้นแบบที่น่าสนใจในแนวทางการทำธุรกิจอย่างมาก

 


 

 

 

  Kochi  

ในจำนวน 11 เมืองของจังหวัดโคจิเมืองที่ถือเป็นเมืองหลักและมีชื่อเดียวกันคือโคจิ (Kochi) เมืองนี้มีเสน่ห์ตามประสาเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรไม่มาก บรรยากาศเลยสบายๆ รถราไม่เยอะแต่เก๋ตรงที่ยังมีรถรางใช้ซึ่งจะแวะจอดรับผู้โดยสารที่ยืนรออยู่ตามแต่ละสถานีที่กระจายอยู่ในย่านใจกลางเมือง ความน่ามองของขบวนรถรางเหล่านี้อยู่ที่การออกแบบให้เป็นรถรางการ์ตูนบ้าง รถรางทรงเก่าคลาสสิกบ้าง ไปจนถึงรถรางรุ่นใหม่ทันสมัย แต่ถ้าออกนอกเมืองก็ต้องเป็นรถบัสที่จะพาเที่ยวได้ไกลกว่า

 

ย่านใจกลางเมืองโคจิมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะ ทั้งของใหม่ของเก่า มีตลาดริมทาง ตลาดปลา ร้านอาหาร แหล่งคนกลางคืน โรงแรมที่พัก และโดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดเรียวมะ (Ryoma’s Birthplace Memorial Museum) ที่รวบรวมข้อมูลและประวัติของท่านเรียวมะไว้ตั้งแต่เด็กจนถึงเหตุก่อการใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ

 

หรือจะเป็นศูนย์ประชาสัมพันธ์ศิลปวัฒนธรรมแห่งโคจิ (Kochi Prefecture’s Yosakoi Information Center) ที่จะเล่าเรื่องนารุโกะ (Naruko) เครื่องให้จังหวะแบบพื้นบ้านที่ทำจากไม้และใช้วิธีเขย่าให้มีเสียง ซึ่งจะมีการจัดเทศกาลประจำจังหวัดโยซาโกย (Yosakoi) ที่มีชื่อเสียงและถือเป็นงานใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากเพื่อมาชมนักแสดงสวมเครื่องแต่งกายทั้งแบบพื้นเมืองและแบบปรับให้ทันสมัยขึ้น (โมเดิร์น) แสดงท่าทางประกอบดนตรีพร้อมถือนารุโกะไว้ในมือร่วมเดินบนถนนสายหลักของเมือง และภายในศูนย์ประชาสัมพันธ์แห่งนี้จะจัดแสดงความเป็นมาและภาพจากบรรยากาศงานเทศกาลนี้ซึ่งงานที่เป็นต้นฉบับดั้งเดิมก็ต้องอยู่ที่โคจิเท่านั้น

 

 

 

  Tosa Kenko Sozai  

ใครจะไปคิดว่าด้วยภูมิประเทศติดทะเลจะทำให้โคจิเป็นเมืองหนึ่งที่สามารถผลิตมะเขือเทศหวานๆ ราวกับผลไม้ได้ ที่นี่เขาเรียกกันว่าฟรุ๊ตโทเมโท (Fruit Tomato) หรือมะเขือเทศหวานและแหล่งผลิตที่เราได้เข้าไปชิมมะเขือเทศหวานก็คือที่สวนโทสะ เค็นโคโซไซ (Tosa Kenko Sozai) ซึ่งปลูกมะเขือเทศเต็มโรงเรือน การได้ดูดซึมน้ำทะเลพร้อมกับเทคนิคการควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะก็ทำให้มะเขือเทศที่เราเคยรู้สึกว่าเปรี้ยวกลายเป็นหวานเหมือนผลไม้ได้แบบไม่น่าเชื่อ

 

ได้คุยกับคุณเจ้าของสวน เขาเล่าว่าทำสวนมะเขือเทศมานาน 8 ปีแล้วซึ่งเป็นการทำสวนสืบทอดมาจากคุณปู่ที่ทำมานานถึง 34 ปี ในฤดูกาลอื่นๆ มะเขือเทศจากสวนจะถูกเก็บขายเป็นผักทั่วไป แต่ในช่วงต้นปีมะเขือเทศจะถูกควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 10 องศาเซลเซียสและให้การดูแลอย่างดี จึงมีรสหวานและจะหวานอร่อยที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม

 

 

 

  Makino Botanical Garden  

ใครๆ ก็บอกว่าสวนพฤกษศาสตร์มากิโนะ (Makino Botanical Garden) เป็นเหมือนสวรรค์สำหรับคนรักต้นไม้ เป็นพื้นที่ที่มากมายด้วยโอโซนและเป็นสถานที่ที่ชวนให้สบายตาสบายใจที่สุด สวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ดร.โทมิทาโร มากิโนะ (Dr.Tomitaro Makino) นักพฤษศาสตร์ผู้เป็นเหมือนปูชนียบุคคลแห่งวงการพืชศาสตร์ของญี่ปุ่นและยังเป็นนักพฤกษศาสตร์คนแรกของประเทศด้วย

 

แม้ปัจจุบัน ดร.มากิโนะจะเสียชีวิตไปแล้วในปี 1957 ด้วยวัย 94 ปี แต่การทุ่มเทศึกษาและสะสมพันธุ์ไม้มาตลอดชีวิตก็สร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นมากมาย เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเสาะหาพันธุ์ไม้และรวบรวมนำมาศึกษา ผลงานการศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ของ ดร.มากิโนะเกือบทั้งหมดถูกจัดแสดงไว้ที่นี่ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่ที่เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่ปี 1958 มีส่วนของอาคารพิพิธภัณฑ์ที่เล่าถึงประวัติ เกียรติคุณและผลงาน มีการจัดแสดงภาพถ่ายในอดีตตลอดชีวิตการทำงาน ภาพเขียนลายเส้นต้นไม้ใบหญ้าที่ท่านร่างไว้ประกอบการศึกษา และมีพื้นที่จำลองห้องทำงานของท่านให้เราได้เห็นภาพแบบไม่ต้องจินตนาการ

 

ทางเดินภายในสวนพฤกษศาสตร์จะถูกห้อมล้อมด้วยต้นไม้จึงทำให้บรรยากาศสดชื่น มีทั้งโซนซากุระและเมเปิ้ล แบ่งพื้นที่เป็นสวนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ มีอาคารเรือนกระจกหลังใหญ่ที่ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะกับพันธุ์ไม้กว่า 3,000 ชนิด แบ่งเป็นโซนพืชเขตร้อน พืชทั่วเอเชีย พืชสมุนไพร และพืชตามฤดูกาลให้เข้าชมพันธุ์ไม้ได้ตลอดปี มีการจัดทัศนศึกษาของนักเรียนด้วย สวนแห่งนี้เปิดมานาน 60 ปีแล้วด้วยความต้องการของบรรดาลูกศิษย์และผู้ที่เคารพรัก ดร.มากิโนะ ซึ่งเตรียมการกันโดยภาคเอกชนมาราว 7-8 ปี จากนั้นรัฐบาลก็เข้ามาสนับสนุนและพัฒนาให้กลายเป็นสวนสวยอย่างที่เราเห็น แต่ก็น่าเสียดายเพราะ ดร.มากิโนะเสียชีวิตไปก่อนที่จะเปิดสวนแห่งนี้เพียง 1 ปีเท่านั้น

 

 

 

  Chikurinji Temple  

นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้วบนเกาะชิโกกุถือเป็นเส้นทางจาริกแสวงบุญที่วางเส้นทางสักการะไว้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 88 แห่งตามรอยนักบวชในอดีตที่ได้เคยบุกเบิกเส้นทางนี้และออกธุดงค์มาเมื่อ 1,200 ปีก่อน ปัจจุบันเชื่อกันว่าใครได้จาริกในเส้นทางนี้จะช่วยให้ละกิเลส ค้นพบตัวเอง มีโชค สุขภาพแข็งแรงและมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น จาก 88 แห่งนั้นในโคจิมีเป้าหมายของการแสวงบุญอยู่ถึง 16 แห่ง และได้รับการรับรองให้เป็นมรดกล้ำค่าของญี่ปุ่นเมื่อปี 2015

 

1 ใน 16 แห่งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการแสวงบุญในโคจิมีที่นี่รวมอยู่ด้วยวัดจิคุรินจิ (Chikurinji Temple) วัดลำดับที่ 31 ใน 88 ตั้งอยู่บนภูเขาโกไดซัง (Mount Godai-San) วัดจิคุรินจิสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิโชมุ (Emperor Shomu) ประมาณปี 724 เป็นที่วัดประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา เดิมเป็นสถานที่เรียนรู้หลักธรรมทางศาสนาพุทธแห่งแคว้นโทสะและเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ของโคจิ เมื่อเข้าสู่ภายในวัดจะมองเห็นเจดีย์สูง 5 ชั้น และยังมีพระพุทธรูปอีก 17 องค์ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศอีกด้วย

 

 

 

  Kochi Castle  

มีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมแห่งชาติอยู่ที่โคจิในชื่อปราสาทโคจิ (Kochi Castle) ปราสาทที่ขุนนางแห่งแคว้นโทสะนามว่ายามาอุจิ คาสึโทโยะ (Yamauchi Kazutoyo) ที่ปกครองพื้นที่บริเวณนี้ตั้งแต่ในยุคเอโดะเป็นผู้สร้างขึ้นในระหว่างปี 1601-1611 และสร้างบนทำเลที่เป็นยอดเขาเล็กๆ ใจกลางเมืองซึ่งใช้เป็นแนวป้องกันข้าศึกได้ดี แต่ตัวปราสาทที่สร้างเดิมนั้นถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1727 ที่เห็นในปัจจุบันเป็นตัวอาคารปราสาทที่บูรณะขึ้นเมื่อปี 1749

 

ปราสาทโคจิสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นทั้งที่พักและเป็นหอคอยสังเกตการณ์ มีความสูง 18.5 เมตร เน้นรูปทรงปราสาทเป็นแนวยาว ไม่สูงหลายชั้นเหมือนปราสาทอื่นๆ ที่เราเคยเห็น ยึดรูปแบบการสร้างตามสถาปัตยกรรมเก่าของญี่ปุ่น บนกำแพงปราสาทยังมีร่องรอยการเตรียมรบไว้ให้เห็นคือมีทั้งช่องสำหรับส่องปืนลงมายิงใส่ข้าศึกศัตรู เหนือประตูทางเข้าปราสาทมีช่องสำหรับขว้างหิน หอกและยิงธนูดักข้าศึกที่จะบุกเข้ามา มีทางเดินทอดยาวขึ้นเนินไปจนถึงตัวปราสาทด้านบนซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้

 

 

 

  Obiyamachi Shopping Arcade  

เจอย่านการค้าที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งกลางเมืองโคจิย่านช้อปปิ้งโอบิยะมาจิ (Obiyamachi Shopping Arcade) ทางเดินสายยาวที่ขนาบด้วยร้านค้ามากมาย แยกออกเป็นตรอกเล็กๆ ให้แวะเข้าไปเลือกซื้อสินค้า เสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ยา เครื่องสำอาง จนถึงผักผลไม้และซูเปอร์มาร์เก็ต มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ เบเกอรี่ ขนม เครื่องดื่ม ช่วงกลางวันจะคึกคักไปด้วยชาวโคจิที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้า แต่ถ้าเข้าช่วงค่ำหากเป็นวันธรรมดาร้านขายสินค้าทั่วไปอาจจะดูเงียบหน่อยเพราะส่วนใหญ่จะปิดร้านกันประมาณช่วง 20.00 นาฬิกา จะมีก็แต่จำพวกร้านอาหาร ร้านราเมงและร้านเครื่องดื่มสำหรับคนกลางคืนที่ยังมีลูกค้าแน่นทุกร้านในช่วงดึก

 

 

 

  Hirome Market  

ถ้าชอบบรรยากาศครึกครื้นและมีความหลากหลายของอาหารให้เลือกมากมายหลายชนิดต้องลองแวะไปที่ตลาดฮิโรเมะ (Hirome Market) ไฮไลท์สำคัญของโคจิที่ย้ำว่ามาถึงแล้วต้องไม่พลาด ที่นี่คือศูนย์รวมความอร่อยในทุกๆ วัน (เปิดทุกวัน) ตลาดฮิโรเมะออกแบบให้เป็นตลาดในร่มที่เปิดพื้นที่ส่วนกลางไว้เป็นที่ตั้งโต๊ะเก้าอี้และมีหลายสิบร้านอาหารเครื่องดื่มล้อมรอบ ใครสนใจกินอาหารร้านไหนก็สั่งได้ซื้อได้แล้วยกมากินกันบนโต๊ะสาธารณะ บางร้านที่เป็นอาหารปรุงสดอาจมีการนำเสิร์ฟถึงโต๊ะแตกต่างกันไป แต่รับรองได้ว่าอาหารสไตล์ท้องถิ่นมีครบทุกเมนูที่ฮิโรเมะแห่งนี้

 

นอกจากตลาดฮิโรเมะจะตั้งอยู่ใกล้ย่านช้อปปิ้งโอบิยะมาจิแล้วก็ยังใกล้กับปราสาทโคจิอีกด้วย นักท่องเที่ยวที่แวะเที่ยวปราสาทกันช่วงเย็นยังสามารถแวะมากินข้าวเย็นจนถึงนั่งดื่มกันจนมืดค่ำได้ที่ตลาดฮิโรเมะ ถ้าจับจองโรงแรมที่พักใกล้เคียงย่านนี้ก็ยิ่งสะดวกในการสังสรรค์กันได้จนดึกดื่น

 

 

 

  Kochi City Central Wholesale Market  

ก่อนจะได้มาเป็นอาหารทะเลสดๆ เสิร์ฟให้เรากินกันอยู่ทุกมื้อส่วนใหญ่มักมีที่มาจากตลาดปลาโคจิ (Kochi City Central Wholesale Market) แหล่งรวมปลาสดที่เพิ่งขึ้นจากทะเลมาหมาดๆ เรือประมงจะเข้าเทียบท่าที่จุดนี้แล้วลำเลียงปลาเข้าสู่ตลาด แต่ก่อนจำหน่ายทางการของตลาดจะจัดประมูลให้พ่อค้าแม่ขายได้เสนอราคาเพื่อซื้อปลากลับไปยังร้านของตัวเองซึ่งมีทั้งอยู่นอกและอยู่ในตลาดอีกด้านหนึ่งที่เปิดขายปลาสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งจุดสนใจจะอยู่ตรงจังหวะการประมูลนี่เอง

 

ในช่วงตี 5 ครึ่งของทุกวันการประมูลปลาจะเริ่มต้นขึ้น ผู้ที่เข้ามาสู่พื้นที่ประมูลจะเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วว่าเป็นตัวแทนจากบริษัทและร้านค้าต่างๆ แยกให้สังเกตเห็นชัดเจนจากหมวกสีต่างๆ ที่พวกเขาสวมไว้ ชนิดของปลาที่นำมาประมูลโดยทั่วไปจะเป็นปลาทูน่าขนาดใหญ่ที่จะเฉือนเนื้อบริเวณคอดหางไว้เล็กน้อยเพื่อให้ผู้ซื้อพิจารณาเนื้อปลา ส่วนการประมูลอาหารแห้งในพื้นที่ของตลาดประมูลวัตถุดิบเมืองโคจิ (Kochi City Central Wholesale Market) จะเริ่มที่ 6.00 . และผักผลไม้ 7.00 . บรรยากาศการประมูลร้อนแรงพอกันแต่ใช้เวลาไม่นานเพราะมีระบบการบริหารจัดการตลาดอย่างดีได้มาตรฐาน

 

 

 

  Thursday Market  

ตลาดนัดในโคจิเป็นที่รู้จักกันมานานเพราะมีมากว่า 300 ปีแล้ว แต่อาจมีคนอีกมากที่ไม่รู้ว่าโคจิ ยังมีตลาดนัดวันพฤหัสบดี (Thursday Market) อยู่ด้วย ในตอนเช้าของทุกวันพฤหัสบดีบนถนนสายหลักของเมืองจะกลายเป็นศูนย์รวมแผงขายสินค้าที่ส่วนใหญ่เป็นพืชผักผลไม้ตามฤดูกาล ดอกไม้ อาหารแห้ง อาหารพร้อมกิน ขนมต่างๆ และสินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป จัดแผงขายกันด้านหนึ่งของฟุตบาทแล้วปล่อยอีกด้านว่างเป็นทางเดินให้เราได้เดินเลือกสินค้า อายุอานามของตลาดนัดวันพฤหัสบดีมากกว่า 50 ปีแล้ว มีกลุ่มลูกค้าประจำ มาเฝ้ารอซื้อสินค้าที่ตัวเองต้องการตั้งแต่ตลาดเปิดตอนพระอาทิตย์ขึ้น ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนพระอาทิตย์ตก เช่น ฤดูร้อนเปิด ตี 5 ถึง 18.00 . ต้องย้ำว่าอย่าพลาดเพราะใน 1 สัปดาห์ตลาดเปิดแค่วันเดียวเท่านั้น

 

 

 

  Ino Paper Museum  

ความเก่าแก่ของโคจิสร้างวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการผลิตกระดาษสา จะว่าไปแล้วกระดาษสาของญี่ปุ่นถือเป็นวัฒนธรรมที่มีมานานกว่าพันปี และปัจจุบันยังมีการผลิตกระดาษสาด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม เพียงแต่เมื่อถึงยุคนี้อุปกรณ์ต่างๆ ก็ทันสมัยขึ้น จากเดิมที่ต้องนำกระดาษที่ผลิตได้ใหม่ไปตากแดดให้แห้งก็เปลี่ยนเป็นใช้การอบด้วยเครื่องซึ่งรวดเร็วกว่ามาก ช่วยทุ่นแรงทุ่นเวลาในการผลิตกระดาษสาได้ดี

 

ภายในพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่สาธิตการผลิตกระดาษสาที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ใกล้ชิดจนถึงสามารถลงมือทำเองได้ด้วย กระดาษสาที่ผลิตได้จากที่นี่จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประดิษฐ์ของใช้ทั้งหลาย เช่น ปกสมุด โคมไฟ นามบัตร พัด ฯลฯ ซึ่งหลังจากชมขั้นตอนการผลิตกระดาษสาแล้วยังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากกระดาษสาที่ผลิตภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ด้วยทั้งในรูปแบบสำเร็จรูปและกระดาษสาแผ่นใหญ่เพื่อซื้อกลับไปประดิษฐ์ชิ้นงานของตัวเอง

 

 

 

  Yutorisuto Park Otoyo  

ไปเจอที่เหมาะๆ สำหรับตั้งแคมป์บนยอดเขาสูงกว่า 750 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลจนสามารถมองเห็นวิวได้แบบพาโนราม่า 360 องศา สวรรค์สำหรับคนรักกิจกรรมกลางแจ้งแห่งนี้มีชื่อว่ายูโทริซุโตะ พาร์ค โอโทโยะ (Yutorisuto Park Otoyo) เป็นจุดตั้งแคมป์ยอดนิยมสำหรับเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ต้องการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ยูโทริซุโตะ พาร์ค โอโทโยะ ตั้งอยู่บนจุดที่สามารถเห็นทิวทัศน์ของธรรมชาติสวยๆ ได้ทั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ มีกังหันลมขนาดใหญ่ช่วยสร้างสีสันน่ามอง ยิ่งกว่านั้นคือเป็นจุดที่สามารถมองเห็นทะเลหมอกได้อย่างสวยงาม

 

ภายในยูโทริซุโตะ พาร์ค โอโทโยะยังมีอาคารร้านอาหารและมุมสันทนาการของเด็กๆ มีเกม มีของเล่นให้ได้สนุกกันตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ และแม้จะมีเซ็ตอาหารและเครื่องดื่มให้บริการตามสั่งอยู่แล้ว แต่พื้นที่ด้านหลังยังพร้อมสำหรับการจัดมุมบาร์บีคิวปิ้งย่างเพิ่มความหลากหลายและความสนุกให้สมาชิกครอบครัวได้อีกมาก

 

 

 

  Ryuga Cave  

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ได้ชื่อว่าเป็นมรดกทางธรรมชาติและทางประวัติศาสตร์ของประเทศอยู่ที่โคจินี่เองถ้ำริวงะโด (Ryuga Cave) ถ้ำหินปูนที่ระยะเวลากว่า 175 ล้านปีสร้างสรรค์ให้เกิดหินงอกหินย้อยสวยๆ เสมือนประติมากรรมจากธรรมชาติ ถ้ำแห่งนี้ได้รับการบุกเบิกให้มีทางเดินลอดใต้ชั้นหินที่สูงบ้างต่ำบ้างจนถึงกับต้องย่อตัวลงถึงพื้นเพื่อจะผ่านช่องแคบๆ ภายในถ้ำไปให้ได้จนสุดปลายทางตลอดความยาวของถ้ำ

 

หินงอกหินย้อยภายในถ้ำจะถูกจินตนาการให้มีรูปร่างคล้ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ซึ่งจะมีป้ายบอกกำกับไว้ในทุกชิ้น ส่วนเราจะมองว่าเหมือนหรือไม่เหมือน หรือจะมองให้ต่างไปจากที่เห็นก็สุดแท้แต่ อากาศภายในค่อนข้างชื้นตามลักษณะของถ้ำ มีหยดน้ำจากเพดานถ้ำพาให้พื้นเปียกเป็นระยะ อาจต้องระวังลื่นอยู่บ้างในบางจุดแต่ก็ถือว่าสามารถเดินชมธรรมชาติอายุหลายล้านปีได้เพลินๆ แบบไม่ทันเหนื่อย ที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นก็คือบริเวณปากทางออกของถ้ำจะมีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคสมัยยุคยาโยอิอยู่ด้วย

 

 

 

  Nishijima Engei Danchi  

ด้วยความที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบินโคจิเรียวมะเพียงแค่นั่งรถยนต์ประมาณ 15 นาทีเท่านั้น ทำให้สวนผลไม้นิชิจิมะ เอ็นเก ดันจิ (Nishijima Engei Danchi) เป็นปลายทางให้นักท่องเที่ยวจากต่างเมืองและต่างประเทศแวะชิมผลไม้อร่อยๆ ให้ชื่นใจกันก่อนเดินทางกลับ สวนแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการปลูกเมล่อนคุณภาพดีที่ผลิตออกมาได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่ได้รับความนิยมมากถึงขนาดที่ว่าปีหนึ่งผลิตเมล่อนได้นับแสนลูกก็ยังได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรจนเกลี้ยงสวนทุกปี

 

ไม่ได้มีแค่เมล่อนแต่สวนผลไม้นิชิจิมะ เอ็นเก ดันจิ ยังมีสตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศ มะม่วง แตงโม และผลไม้อื่นๆ ร่วมด้วย เมล่อนนั้นหายห่วงเพราะมีให้กินทั้งปี แต่ถ้าเป็นสตรอเบอร์รี่ก็จะต้องเป็นช่วงมกราคมถึงต้นเดือนมิถุนายน และพิเศษสำหรับสตรอเบอร์รี่คือจะเปิดสวนให้เก็บสตรอเบอร์รี่กินได้เองอย่างอิสระ หรือจะเดินชมสวนผลไม้อื่นๆ ด้วยก็ได้ ที่เน้นมากคือสวนนี้มีแพ็กเกจให้ได้อร่อยกันก่อนกลับ คือลูกค้าสามารถเลือกเมนูผลไม้สดซึ่งเป็นเมล่อนและแตงโมหรือผลไม้ตามฤดูกาลอื่นๆ ก่อนจะเดินชมสวนก็ได้ แต่ละวันจะมีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อผลไม้จากสวนอยู่เรื่อยๆ เพราะได้สินค้าคุณภาพดี สด ราคาไม่แพงมาก และลูกค้าจะเข้าสวนมากเป็นพิเศษในช่วงสัปดาห์หยุดพิเศษของชาวญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่าช่วง “Golden Week”

 


 

 

  ร้านอาหารอร่อยในโคจิและมุโรโตะ  

 

 

  Katsuo Bune  

โคจิมีอาหารการกินหลากหลาย อาหารทะเลมีมาก พืชผักผลไม้มีเยอะแยะ มะเขือเทศหวาน ส้มยูสุกลิ่นหอมๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่ที่มีสีสันในวิธีการปรุงจนดูตื่นเต้นก็คือ ปลาโอย่างฟาง หรือที่เรียกในชื่อคัทสึโอะทาทากิ (Katsuo Tataki) ใครมาเที่ยวโคจิจะต้องชิมให้ได้ และต้องไม่ลืมว่าก่อนชิมควรจะได้ชมวิธีการทำด้วย เพราะชวนสนุกน่าดู โดยเฉพาะที่ร้านร้านคัทสึโอะบุเนะ (Katsuo Bune) มีพื้นที่ให้เราได้ลองย่างปลาด้วยตัวเอง และกว้างขวางมากพอสำหรับต้อนรับกรุ๊ปทัวร์ ภายนอกอาคารออกแบบเป็นรูปเรือลำใหญ่ ส่วนภายในมีทั้งส่วนของร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น

 

คัทสึโอะทาทากิคือเนื้อปลาโอสดที่ตัดแต่งไว้เป็นชิ้นยาวประมาณ 5-6 นิ้ว หนาประมาณ 2-3 นิ้ว เสียบไว้ปลายท่อนเหล็กแล้วนำมาย่างบนเปลวไฟที่สุมด้วยฟางแห้ง ไฟจะลุกโชนเผาเนื้อปลาจนผิวด้านนอกสุก แต่เราจะย่างนานแค่ประมาณ 1 นาทีเท่านั้นแล้วยกลงจากไฟนำมาหั่นเป็นชิ้นหนาๆ เสิร์ฟพร้อมกระเทียมสด เลม่อนและวาซาบิ คัทสึโอะทาทากิในจานจึงน่ากินเพราะเนื้อด้านนอกสุกแต่ด้านในยังนุ่ม เติมซอสพอนสึ (Ponzu Sauce) ลงในเนื้อปลาสักนิดรับรองว่าจะยิ่งติดใจ

 

 

 

  Tsukasa  

ในย่านโอบิยะมาจิสึจิเมืองโคจิมีร้านอาหารสไตล์ดั้งเดิมของชาวโคจิที่เรียกว่าซาวาจิเรียวริ (Sawachi Ryori) หนึ่งในอาหารที่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นเมืองติดทะเลที่อุดมสมบูรณ์ของโคจิ ซาวาจิเรียวริเป็นอาหารชุดดั้งเดิมของชาวโคจิที่เกิดขึ้นในแคว้นโทสะและได้รับการขนานนามว่าเป็นศิลปะแห่งอาหารเพราะจัดครบจัดเต็มทั้งเนื้อสัตว์สดๆ จากท้องทะเลและพืชผักที่ตกแต่งมาอย่างสวยงามในภาชนะขนาดใหญ่

ร้านที่ว่านี้ชื่อทสึคาสะ (Tsukasa) ร้านอาหารอร่อยที่แน่นอนว่านอกจากจะมีคัทสึโอะทาทากิเป็นส่วนหนึ่งในซาวาจิเรียวริแล้ว ยังมีซาชิมิสารพัดปลา กุ้ง หอย ซูชิ ชุดอาคารทอด อาหารต้ม อาหารดองและผักชนิดต่างๆ ดูปริมาณอาหารแล้วเหมาะสำหรับ 4-6 คนที่จะกินกันเกินอิ่มและมีเมนูอื่นๆ ให้สั่งเพิ่มเติมได้ตามชอบ

 

 

 

  Hiroko Shokudo  

มีร้านอาหารเช้าใกล้ตลาดปลาโคจิเพียงแค่ข้ามฟากถนนมานิดเดียว ชื่อร้านฮิโระโกะโชะกุโด (Hiroko Shokudo) ร้านเล็กๆ ที่มีอาหารหลายเมนูในแบบปรุงเสร็จพร้อมกินให้เราเลือกได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลารอ ภายในร้านมีแต่ความเป็นกันเองระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้าที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามากินข้าวเช้าต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย และก็เป็นอาหารเช้าที่มีทั้งเมนูท้องถิ่นและเมนูตะวันตกให้เลือก

 

 

 

  Spoon Coffee House & Eatery  

 

ชาวโคจินิยมกินอาหารเช้านอกบ้านเพื่อพบปะพูดคุยกันทำนองว่าเป็นสภากาแฟ และกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดร้านอาหารเช้าหลายแห่งในตัวเมือง แต่ร้านที่ได้รับความนิยมมากและมีการออกแบบตกแต่งร้านอย่างคลาสสิก จัดแสงจัดไฟสวยกำลังดีจนลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากนั่งอยู่นานๆ ร้านนี้สปูน (Spoon Coffee House & Eatery) กับสไตล์อาหารเช้าแบบเบาๆ ดูเหมือนไม่หนักแต่อิ่มไม่ใช่เล่น ชุดอาหารเช้าของร้านนี้จะเน้นความครบถ้วนของชนิดอาหารให้เราได้ทั้งเนื้อสัตว์ แป้งและผัก เราจะได้เห็นชุดอาหารที่ยกมาเสิร์ฟมีไข่ต้ม โทสต์ (Toast) สลัด ส่วนจะสั่งเครื่องดื่มเป็นกาแฟหรือชาก็ตามอัธยาศัย

 

 

 

  Hibari Shokudo  

 

เคยกินคัทสึด้งที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าร้านนี้ร้านฮิบาริโชะกุโด (Hibari Shokudo) ซึ่งมีคัทสึด้งโดดเด่นที่สุด ส่วนเมนูอื่นๆ ก็ดูจะอร่อยไปหมดจนเลือกยากเหลือเกินว่าด้วยความจุของพื้นที่กระเพาะอาหารซึ่งมีจำกัดจะสั่งเมนูไหนมากินก่อนดี เพราะน่าอร่อยทุกเมนู ทั้งคัทสึด้งราดไข่เยิ้มๆ หมูผัดกิมจิหอมๆ มีรสเผ็ดนิดๆ หมูผัดขิงที่มีกลิ่นอายความเป็นอาหารจีนแต่รสชาติดีไม่เลี่ยน หรือจะเป็นข้าวหน้าทงคัทสึราดแกงกะหรี่ และอีกหลายสิบเมนูที่จะสั่งเมนูไหนก็ได้เพราะอร่อยทุกอย่าง

 

 

 

  Ryotei Kagetsu  

 

ไม่ได้มีแค่ปลาโอย่างเท่านั้น แต่อีกหนึ่งพระเอกของโคจิยังมีคินเมได (Kinmedai) ปลาทะเลน้ำลึกเนื้ออร่อยที่ถูกนำมาปรุงเป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองและได้รับความนิยมมาก ไม่ว่าจะกินแบบซาชิมิหรือปรุงสุกคินเมไดก็อร่อยทั้งนั้น แต่ครั้งนี้เราได้ลองเมนูคินเมด้ง (Kinme Don) ซึ่งเป็นการนำปลาคินเมไดมาแล่สดๆ แล้วแยกไว้เป็นซาชิมิครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งตัดรสชาติกันด้วยเนื้อปลาคินเมไดย่างหอมๆ ฉ่ำซอสเทอริยากิ ใน 1 จานเราก็จะได้อร่อยกับคินเมไดทั้งแบบซาชิมิและแบบย่าง จัดเรียงมาสวยๆ มาบนข้าวซูชิที่ปรุงด้วยน้ำส้มยูสุ หอมอร่อยกว่าข้าวซูชิที่เคยกินมา หรืออาจลองแบบเติมซุปใสลงในข้าวก็ได้ซึ่งจะได้รสชาติที่หลากหลายมากขึ้น

 

ในโคจิมีร้านอาหาร 10 แห่งที่ขายข้าวหน้าปลาคินเมไดซึ่งอาจจะสลับสับเปลี่ยนชนิดของปลาทะเลอื่นๆ เพิ่มเข้ามาตามฤดูกาล ส่วนปลาคินเมไดนั้นมีให้กินทุกปี และเรียวเท คาเก็ทสึ (Ryotei Kagetsu) คือ 1 ใน 10 ร้านที่มีคินเมด้งอร่อย เป็นร้านอาหารชื่อดังแห่งมุโรโตะซึ่งเน้นไปที่เนื้อปลาสดคุณภาพดี พิเศษกว่านั้นคือเจ้าของร้านเป็นชาวญี่ปุ่นที่เคยเข้ามาทำงานในเมืองไทยจึงพูดภาษาไทยได้ดี เราเลยได้ข้อมูลว่าปลาคินเมไดจะอร่อยที่สุดในช่วงฤดูฝนเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และคินเมไดในมุโรโตะจะมีตลอดปี เดินทางเที่ยวมุโรโตะฤดูกาลไหนก็ไม่พลาดเมนูคินเมไดแน่นอน

 

ชาวมุโรโตะได้เปรียบชาวเมืองอื่นๆ ตรงที่ทะเลมุโรโตะมีสภาพเป็นทะเลน้ำลึก แม้จะอยู่ห่างจากฝั่งแค่ 2 กิโลเมตรก็ยังพบว่ามีระดับน้ำทะเลลึกถึง 2,000 เมตร เรือประมงจึงจับปลาน้ำลึกได้สบายแบบไม่ต้องเดินทางไกล เมื่อใช้เวลาเดินทางไม่นานคุณภาพความสดของปลาคินเมไดที่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำลึกประมาณ 200-900 เมตรจึงยังคงเต็มร้อยเมื่อมาถึงลูกค้า

  

อยากให้คนไทยเที่ยวโคจิกันมากขึ้น เพราะนี่จะเป็นอีกครั้งของการชี้เป้าแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในญี่ปุ่น เปลี่ยนบรรยากาศการเที่ยวในเมืองออกมาสู่พื้นที่ธรรมชาติ จังหวัดที่ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี ครบครันในทุกสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการ บางสถานที่ท่องเที่ยวอาจยังไม่มีรถไฟเข้าถึงเพื่อให้ง่ายต่อการเดินทาง แต่นั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนักท่องเที่ยว FIT ได้ขับรถเที่ยวกันเองทั่วเมืองอย่างอิสระ หรือหากบริษัททัวร์ทั่วไปสนใจจัดเส้นทางนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่ถนัดการเที่ยวกับบริษัททัวร์ก็สามารถจัดโปรแกรมได้เช่นกัน

 

 

Special Thanks

www.koriplanning.com

25 กรกฎาคม 2018

ผู้ชม 2977 ครั้ง