ดูบทความเที่ยวใกล้ๆ ใน AEC

เที่ยวใกล้ๆ ใน AEC

หมวดหมู่: HOT REVIEW

เที่ยวใกล้ๆ ใน

AEC

 

หากยังจำกันได้เมื่อกว่า 2 ปีก่อนมีกระแสต้อนรับการมาเยือนของ AEC คึกคักมากในทุกช่องทางสื่อสาร เราเองก็รับรู้ข่าวนี้และเฝ้ารอ AEC เหมือนกับทุกคนในชาติอาเซียนเพราะรู้ว่านี่คือการรวมตัวของ 10 ชาติอาเซียนที่จะเกิดประโยชน์มากมายตามมาในด้านธุรกิจ การค้า การนำเข้าส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม แต่ที่ดูจะคึกคักตามไปด้วยก็น่าจะเป็นการท่องเที่ยวนี่แหละ คนไทยจากที่เผลอไปเที่ยวไกลๆ กันมานาน พอมีกระแส AEC เข้ามา สะกิดใจให้นึกสงสัยว่า นอกจากประเทศเราเองแล้วเพื่อนบ้านอีก 9 ประเทศนี่เราไปเที่ยวกันมาครบแล้วหรือยัง

10 ชาติอาเชียนก็จะมีไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย ห่างออกไปอีกหน่อยเป็นสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และบรูไน แต่ละประเทศจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ต่างกันออกไปตามวัฒนธรรม ศาสนาและมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานซึ่งส่วนใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านสงครามและผ่านการถูกยึดครองโดยประเทศที่เหนือกว่ากันมาแล้วทั้งนั้น จะยกเว้นนิดหน่อยสำหรับไทยเราตรงที่ยังไม่เคยถูกชาติตะวันตกยึดครองมาก่อนเลย

 


 

 

ชาติอาเซียนอาจดูแล้วไม่เจริญเทียบเท่ายุโรปหรืออเมริกา แต่ก็ต้องถือว่าพวกเราเจริญในแง่อารยธรรมและวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์บอกเล่าถึงเชื้อชาติ มีรากแห่งอารยะของชนชาติโบราณ เพียงแต่มาล่มสลายไปบ้างตามกาลเวลา ในอดีตหลายประเทศแถบนี้เป็นแหล่งเพาะปลูกและค้าขายเครื่องเทศซึ่งเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้ให้อย่างมาก โดยมีชาติตะวันตกเป็นลูกค้ารายใหญ่ แต่สุดท้ายก็เหมือนนำหายนะมาให้เพราะวันหนึ่งลูกค้ารายใหญ่เหล่านี้ก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้ล่าอาณานิคม ขยายอิทธิพลเพื่อเข้าเป็นเจ้าของดินแดนแถบนี้เสียเอง

ประเทศเจ้าอาณานิคมเหล่านี้มีทั้งโปรตุเกส สเปน ฮอลแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส จนในภายหลังกระทั่งประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในเอเชียด้วยกันอย่างญี่ปุ่นก็ยังพยายามเข้ามายึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นก็แต่ประเทศไทยของเรานี่เองที่รอดพ้นเงื้อมมือนักล่าอาณานิคมมาได้โดยตลอด ในขณะที่แม้บรรดาประเทศเพื่อนบ้านของเราต้องขาดอิสรภาพกันอยู่นานหลายสิบหลายร้อยปี แต่เมื่อได้อิสรภาพก็มีมรดกตกทอดกันมาซึ่งหากจะมองว่าเป็นข้อดีก็น่าจะได้ นั่นคือ ภาษา

ทำให้คนรุ่นใหม่ในหลายชาติอาเซียนซึ่งเติบโตและเรียนหนังสือตามระบบการศึกษาที่ถูกวางรากฐานโดยชาวตะวันตกได้ซึมซับภาษาของเจ้าอาณานิคมไปในตัว ถนนหนทางในเมืองก็ถูกวางรากฐานเช่นเดียวกับด้านการศึกษา คือมีผังเมืองที่ดี เป็นระเบียบได้สัดส่วน อาคารต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคอาณานิคมได้รับศิลปวัฒนธรรมตามเจ้าอาณานิคมไปเต็มๆ หลงเหลือให้เราได้ชมกันในหลายประเทศจนถึงทุกวันนี้ซึ่งส่วนใหญ่แม้จะเก่าแก่ไปตามระยะเวลาแต่ก็มักถูกเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำ

ปัจจุบันประเทศในอาเซียนมี 10 ประเทศ ได้แก่ ลาว เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไนดารุสซาลาม และไทย ลักษณะภูมิประเทศในแถบนี้มีทั้งพื้นที่เขตเทือกเขาสูง ที่ราบสูง ที่ราบลุ่มริมแม่น้ำและที่ราบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ มีชายฝั่งทะเล เป็นหมู่เกาะ ลักษณะเหล่านี้ทำให้ประชากรในหลายประเทศทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรที่หลากหลาย ไหนจะเรื่องของอากาศที่เป็นใจเพราะมีสภาพอากาศแบบร้อนชื้นเกือบตลอดปี ฝนตกชุก บางประเทศก็อาจจะอุดมไปด้วยภูเขาไฟที่ชวนให้อกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง แต่ก็สร้างทัศนียภาพที่สวยงามจนเป็นจุดขายสำคัญของประเทศกันอยู่เหมือนกัน

ต้องขอเล่าเพิ่มเติมว่า เดิมทีสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN : The Association of South East Asian Nations) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1967 โดยมีประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่อมามีบรูไนดารุสซาลามเพิ่มเข้ามาเป็นสมาชิกในปี 1984 และเวียดนามในปี 1995 ส่วนเมียนมาและลาวเข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี 1997 ในขณะที่สมาชิกอาเซียนรายสุดท้ายคือกัมพูชาซึ่งมาในปี 1999

กลุ่มประเทศเหล่านี้ที่เรียกว่าเป็นเหมือนครอบครัวอาเซียนได้สร้างความความร่วมมือกันอีกครั้งในปี 2003 เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการสร้างประชาคมเพื่อความมั่นคงแห่งอาเซียนในปี 2015 ซึ่งมีทั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community-APSC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Asean Socio-Cultural Community-ASCC) แต่ที่เราคนไทยได้ยินและรู้สึกคุ้นเคยมากกว่า APSC และ ASCC ก็คือ “AEC” หรือ “Asean Economics Community” ซึ่งก็คือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” นั่นเอง และนับถึงวันนี้ AEC เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การเกิดขึ้นของ AEC มีเป้าหมายของการรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับคู่ค้าจากทั่วโลก สร้างความเท่าเทียมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านเศรษฐกิจระดับโลก สร้างตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน ร่วมกันเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ รวมถึงเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กันในระหว่างประเทศสมาชิก กลายเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ภูมิภาคแถบนี้มีความเจริญมั่งคั่งและมั่นคงร่วมกันทุกประเทศ

 


 

  History  


ในด้านการท่องเที่ยวทั้ง 10 ประเทศนี้ได้รับความนิยมในการไปมาหาสู่กันมายาวนาน ด้วยความเป็นชาติเอเซียที่มีรูปแบบวัฒนธรรมและหน้าตาสีผิวไม่ทิ้งห่างกันมากนักทำให้เกิดความคุ้นเคยสนิทสนมต่อกันเสมอระหว่างเจ้าถิ่นและผู้มาเยือน แถมยังถือว่าใกล้บ้าน ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึง ไม่ต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวเตรียมอุปกรณ์กันหนาวอะไรมากมาย อาหารการกินยิ่งคุ้นยิ่งอร่อย ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสและยิ่งจะมีไมตรีต่อกันหากรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นชาวอาเซียนด้วยกันนี่เอง และโดยเฉพาะคนไทยการได้ท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 9 นี้ก็มักนำความสุขความประทับใจมาให้เสมอ

หากคุณผู้อ่านท่องเที่ยวยุโรป อเมริกาใต้ หรือแม้แต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้มานักต่อนักแล้ว Checktour ฉบับนี้จะชวนเที่ยวใกล้บ้านกันดูบ้าง อย่าเพิ่งลืมว่าใกล้ๆ แค่นี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกมากมายที่เต็มไปด้วยความสวยงามทางวัฒนธรรมและศาสนา มีความทันสมัยแทรกซึมอยู่ในทุกเมืองใหญ่ และที่ถือเป็นไฮไลท์ของการท่องเที่ยวใน 9 ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนเราได้รวบรวมมาไว้ใน Cover Story ฉบับนี้เป็นที่เรียบร้อย

การเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นแน่นอนว่าใช้บริการเครื่องบินย่อมสะดวกรวดเร็วที่สุด และการเที่ยวพร้อมบริษัททัวร์ก็จะยิ่งได้ความสะดวกสบายมากขึ้น แต่สำหรับคนไทยส่วนหนึ่งนิยมเช่ารถยนต์ในประเทศเป้าหมายขับท่องเที่ยวด้วยตัวเองเป็นการส่วนตัว เพราะสะดวกและมีอิสระในการแวะเที่ยวตามจุดต่างๆ เพียงแต่ต้องมั่นใจในฝีมือการควบคุมรถพอสมควรเพราะส่วนใหญ่หลายประเทศในกลุ่มอาเซียนของเราจะใช้รถในเลนขวาซึ่งคนไทยอาจไม่คุ้นนัก

การขับรถเที่ยวเองในกลุ่มประเทศอาเซียนเราสามารถใช้ใบอนุญาตขับขี่ของไทยได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่สากล โดยต้องเป็นใบอนุญาตขับขี่ที่เป็นสมาร์ทการ์ดเท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่ต้องการขับรถยนต์ของตัวเองผ่านด่านเข้าไปเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านต้องบอกว่าปัจจุบันมีเพียงลาวประเทศเดียวที่อนุญาตให้ทำได้ด้วยการทำ “หนังสือเดินทางของรถ” หรือที่เรียกกันว่า “พาสปอร์ตรถ”

และเพราะพาสปอร์ตรถออกแบบเป็นเล่มสีม่วง คนส่วนใหญ่จึงมักเรียกว่า “พาสปอร์ตม่วง” ขั้นตอนการขอเราต้องติดต่อที่กรมขนส่งทางบกเพื่อนำรถเข้ารับการตรวจสภาพพร้อมแสดงหลักฐานคือ สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน โดยเจ้าของรถจะได้รับพาสปอร์ตรถและสติกเกอร์แสดงประเทศเพื่อนำไปติดไว้ที่รถก่อนนำเข้าสู่ประเทศลาว ส่วนเอกสารที่ต้องใช้สำหรับขอพาสปอร์ตรถยนต์คือ หลักฐานที่ใช้ได้แก่ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถหรือสำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลในกรณีที่เป็นรถนิติบุคคล และหนังสือมอบอำนาจในกรณีที่ไม่ได้มาดำเนินการด้วยตัวเอง

 


 

  The Lao People's Democratic Republic  


สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว มีเมืองหลวงชื่อ “เวียงจันทน์” (Vientiane) มีพื้นที่ประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรจำนวนกว่า 6,700,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ปกครองประเทศด้วยระบอบสังคมนิยม และใช้ภาษาลาวเป็นภาษาราชการ แต่ประชารส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้

 

 Patuxay 


นครเวียงจันทน์ของลาวมีหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองคือ “ประตูชัย” (Patuxay) ที่สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี 1969 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการรำลึกถึงชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามกลางเมือง รูปแบบการสร้างได้รับอิทธิพลจากประตูชัย ของฝรั่งเศส เพียงแต่ไม่ลืมที่จะผสานวัฒนธรรมแห่งชนชาติตัวเองไว้ด้วย เราจึงได้เห็นประตูชัยแห่งนครเวียงจันทน์ที่ดูคล้าย “อาร์ค เดอ ทรียงฟ์ เดอเลอตวล” (Arc de Triomphe de l’Etoile) แต่ประดับตกแต่งด้วยการสลักลวดลายพระพุทธรูปและเรื่องราวทางรามายณะไว้ในทุกมุมมอง

 

 Pha That Luang 


พระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ซึ่งครองนครเวียงจันทน์เป็นพระองค์แรกได้สร้าง “พระธาตุหลวง” (Pha That Luang) เพื่อให้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้าที่มีพระภิกษุชาวลาว 5 รูปอัญเชิญมาจากอินเดียเพื่อให้ชาวลาวได้สักการบูชา ตามประวัติเล่าว่าแรกสร้างนั้นองค์พระธาตุสลักขึ้นด้วยหินแล้วสร้างเจดีย์ครอบองค์พระธาตุขึ้นภายหลัง ปัจจุบันถือเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาที่ชาวลาวเคารพศรัทธามากอีกแห่งหนึ่งของประเทศ

 

 Wat Sisaket 


จากสงครามระหว่างไทยลาวเมื่อปี 1828 ท่ามกลางความเสียหายของสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย แต่ “วัดสีสะเกด” (Wat Sisaket) กลับไม่ถูกทำลายและยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ถึงปัจจุบัน เป็นศาสนสถานที่สำคัญของเมืองหลวงเวียงจันทน์นับตั้งแต่ “สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์” (King Anouvong) ทรงสร้างขึ้นในปี 1818 การเที่ยวชมวัดแห่งนี้โดยมากจะมุ่งไปที่การชมโบสถ์หลังเก่าเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นเหมือนศูนย์รวมสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมนับตั้งแต่หลังคาจนถึงภายใน และยังเป็นสมบัติทางประวัติศาสตร์ที่สวยงามด้วยการผสมผสานศิลปะแบบไทยลาวซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในปัจจุบันนี้

 

 Luang Prabang 


เป็นเมืองยอดนิยมสำหรับชาวโลก และ “หลวงพระบาง” (Luang Prabang) ก็รักษาระดับความนิยมนี้ไว้ได้เสมอมาด้วยการเป็นเมืองที่เงียบสงบ ไม่หวือหวาวุ่นวาย เป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่มีเสน่ห์ สวยงามเพราะถูกขนาบด้วยลำน้ำโขงและแม่น้ำคาน มีทัศนียภาพน่ามอง หลวงพระบางมีวัดเก่าแก่มากมายตามลักษณะของเมืองแห่งพุทธศาสนา มีประเพณีตักบาตรข้าวเหนียวที่ยังคงสืบทอดต่อกันมา มีตลาดเช้าที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตชาวเมืองดั้งเดิม มีน้ำตกกวางสีสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และแม้จะไม่มีอาคารสูงใหญ่บ่งบอกถึงความทันสมัยตามยุค แต่อาคารเก่าที่มีซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียนตามแบบตะวันตกก็เป็นแรงดึงดูดให้หลวงพระบางได้รับความสนใจจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปในที่สุด

 

 Royal Palace Museum 


ในอดีตเมื่อครั้งที่ลาวยังปกครองบ้านเมืองโดยกษัตริย์ “เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์” ทรงสร้าง “พระราชวังหลวง” (Royal Palace) ขึ้นในปี 1904 เพื่อเป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์สืบทอดกันมาหลายพระองค์ จนถึงกษัตริย์พระองค์สุดท้าย “เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลปรับเปลี่ยนพระราชวังแห่งนี้ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวง” (Royal Palace Museum) ตั้งแต่ปี 1976 เรื่อยมา และเปิดให้เข้าชมภายในได้ซึ่งมีทั้งท้องพระโรงเดิม ห้องว่าราชการ ห้องรับรองแขกบ้านแขกเมือง ห้องบรรทม มีพื้นที่จัดแสดงเครื่องบรรณาการแลกเปลี่ยนจากประเทศต่างๆ และภาพเก่าจากหลายเหตุการณ์ในอดีต มีรูปหล่อครึ่งองค์ของ 4 กษัตริย์คือ เจ้ามหาชีวิตอุ่นคำ เจ้ามหาชีวิตสักรินทร์ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา รวมถึงมุมประดิษฐาน “พระบาง” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ 90 เปอร์เซ็นต์ คู่เมืองหลวงพระบางมาช้านานว่า 300 ปีและยังเป็นที่มาของชื่อเมือง “หลวงพระบาง” อีกด้วย

 

 Wat Xieng Thong 


ในปี 1560 พระโพธิสารเจ้าสร้าง “วัดเชียงทอง” (Wat Xieng Thong) ขึ้นและยกสถานะให้เป็นวัดหลวง และต่อมานักโบราณคดีก็ยกย่องให้วัดเชียงทองเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ไม่ว่าใครได้ชมก็ล้วนแต่เห็นด้วยกับคำยกย่องนี้ วัดเชียงทองมีรูปทรงของตัวอาคารวัดที่สวยงาม ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมล้านนา ได้รับการดูแลและบูรณะอย่างดีโดยตลอด พระอุโบสถตกแต่งด้วยศิลปะหลวงพระบางแท้และประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นองค์ประธานที่โดดเด่นที่สุด

 

 Vang Vieng 


เส้นทางคดเคี้ยวจากเวียงจันทน์ประมาณ 165 กิโลเมตรและจากหลวงพระบางประมาณ 185 กิโลเมตรนำสู่ “วังเวียง” (Vang Vieng) เมืองสวยริมแม่น้ำซองที่โอบล้อมด้วยภูเขาเรียงสลับซับซ้อนจนกลายเป็นภาพความสวยงาม ที่ยอดเยี่ยมมากคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เงียบสงบ แฝงวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่แบบชนบทที่ชาวเมืองมักหลงใหล ธรรมชาติยังบริสุทธิ์แม้จะเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจนเกิดโรงแรมที่พักและร้านอาหารมากมาย รวมถึงการลอยบอลลูนเพื่อชมเมืองทั้งเมืองก็เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในวังเวียง

 


 

  Republic of the Union of Myanmar  


สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีเมืองหลวงชื่อ “เนปิดอว์” (Naypyidaw) มีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากกว่า 48,000,000 คน มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของชาวเมียนมานับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการโดยสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เช่นกัน

 

 Shwedagon Pagoda 


เมียนมามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง 5 แห่งที่ชาวเมียนมาให้ความเคารพบูชาอย่างสูง แห่งแรกต้องยกให้ “มหาเจดีย์ชเวดากอง” (Shwedagon Pagoda) เพราะเป็นมหาเจดีย์แห่งเมืองย่างกุ้งที่ชาวโลกรู้จักมากที่สุดและยิ่งใหญ่จากการเป็นมหาเจดีย์ที่มียืนอายุมากกว่า 2,000 ปี มีความสูงประมาณ 48 เมตรและมีฐานกว้างประมาณ 105 เมตรจนได้รับการบันทึกสถิติลงในกินเนสก์บุ๊กให้เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่และสูงที่สุดในโลก เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุจำนวน 8 เส้นของพระพุทธเจ้า และสวยงามเพราะเป็นองค์เจดีย์สีทองอร่าม สีทองที่เห็นนั้นช่างฝีมือชาวเมียนมาแต่โบราณนำทองคำแท้น้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัมมาตีจนแผ่ออกเป็นแผ่นแล้วหุ้มล้อมพระเจดีย์ไว้ ยอดมหาเจดีย์มีเพชร 76.6 กะรัต ประดับไว้อย่างสวยงาม

 

 Shwezigon Pagoda 


เป็น 1 ใน 5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมียนมาเช่นกัน “เจดีย์ชเวซิกอง” (Shwezigon Pagoda) นี่คือต้นแบบของเจดีย์ทั้งมวลในเมียนมาที่เริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อซึ่งเป็นผู้สถาปนาอาณาจักรพุกาม และมาสร้างเสร็จในปี 1102 สมัยพระเจ้าจั่นซิตา กษัตริย์ผู้ทรงทำบุบำรุงพระพุทธศาสนาในเมียนมาตลอดพระชนม์ชีพ ชเวซิกองเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำสูงประมาณ 53 เมตร เป็นที่บรรจุพระธาตุสำคัญ ๓ ส่วน คือ พระทันตธาตุจากศรีลังกา พระรากขวัญหรือกระดูกส่วนไหปลาร้าจากเมืองศรีเกษตร และพระอุณหิสธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าผากจากเมืองแปร และที่นี่ยังมีอาคารเก็บรักษาระฆังที่พระเจ้าบุเรงนองนำมาถวายหลังยกทัพตีเมืองอังวะเมื่อประมาณปี 1557

 

 Shwemawdaw Pagoda 


เก่าแก่คู่เมืองหงสาวดีมากว่า 2,000 ปี และก็เป็น 1 ใน 5 ของเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเมียนมา “เจดีย์ชเวมอดอร์” (Shwemawdaw Pagoda) หรือ “พระธาตุมุเตา” เจดีย์ที่สวยงามด้วยศิลปะแบบมอญผสมเมียนมา สูงประมาณ 114 เมตร และบรรจุพระเกศาธาตุไว้ 2 เส้น เป็นที่เคารพศรัทธาจากชาวพุทธทุกชนชั้นเพราะว่ากันว่ากษัตริย์หลายพระองค์ทั้งจากเมียนมา ไทยและมอญต่างเคยเสด็จฯถวายสักการะเจดีย์แห่งนี้มาแล้วโดยเฉพาะพระเจ้าบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเจ้าราชาธิราชแห่งชนชาติมอญ

 

 Kyaiktiyo Pagoda 


พูดถึงไปแล้ว 3 ใน 5 “พระธาตุอินทร์แขวน” (Kyaiktiyo Pagoda) มาเป็นอันดับ 4 ชื่อในภาษาเมียนมาเรียกว่า “พระธาตุไจทีโย” นี่คือพระธาตุบนยอดสูงสุดของหินก้อนใหญ่ที่วางอยู่หมิ่นเหม่บนยอดผาสูงกว่า 1,200 เมตร ตามตำนานเล่าว่า พระอินทร์ได้เสด็จลงจากสวรรค์และนำพระธาตุมาแขวนไว้บนก้อนหินสีทองบนยอดเขาเพื่อให้ผู้มีบุญได้ดั้นด้นขึ้นมากราบสักการะ เชื่อว่าอานิสงส์ที่ได้คือเมื่อตายไปแล้วจะได้ไปขึ้นสวรรค์ ก้อนหินสีทองนี้สูงประมาณ 5.5 เมตร และมีเส้นรอบวงประมาณ 17 เมตร สิ่งที่สร้างศรัทธาความเชื่อทั้งหลายเกิดจากการที่หินก้อนนี้สามารถวางอยู่บนยอดผาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

 Mahamuni Buddha Temple 


ที่สุดแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหัวใจชาวเมียนมาอันดับที่ 5 อยู่ที่เมืองมัณฑเลย์ นั่นคือ “วัดพระมหามัยมุนี” (Mahamuni Buddha Temple) ที่มีพระมหามัยมุนีซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่งดงามเพราะหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์หนักถึง 6.5 ตัน รวมความสูงจากฐานและองค์พระประมาณ 3.82 เมตร แต่เดิมพระมหามัยมุนีประดิษฐานอยู่ที่เมืองยะไข่ แต่เพราะพระเจ้าปดุงตีเมืองยะไข่ได้จึงทรงอัญเชิญล่องแพตามสายน้ำอิรวดีจนมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ได้ในปี 1784 จนถึงปัจจุบัน ในทุกวันเวลา 4.00 น. จะมีพิธี “ล้างพระพักตร์” ถวายพระมหามัยมุนีด้วยความเชื่อที่ว่าพระพุทธรูปจะได้รับลมหายใจศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธเจ้า จึงเป็นเหมือนพระพุทธรูปที่มีชีวิต พิธีล้างพระพักตร์จึงเป็นการถวายในสิ่งที่เป็นกิจวัตรยามเช้าของมนุษย์ทั่วไป แต่จะใช้น้ำผสมเครื่องหอมล้างพระพักตร์และขัดสีบริเวณพระโอษฐ์เสมือนการแปรงฟัน องค์พระจึงงดงามมีสีทองอร่ามอยู่เสมอ

 

 Mandalay Palace 


มัณฑะเลย์คืออดีตเมืองหลวงของเมียนมาที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามินดงในปี 1857 และได้สร้าง “พระราชวังมัณฑเลย์” (Mandalay Palace) เป็นที่ประทับ แต่หลังสิ้นแผ่นดินพระเจ้ามินดงในปี 1878 การเข้าสู่แผ่นดินพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัตทำให้มัณฑะเลย์เริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อมทั้งจากเหตุขัดแย้งในราชสำนักจนถึงขั้นเข่นฆ่ากันเอง ไปจนถึงการเกิดโรคระบาด สุดท้ายยุคล่าอาณานิคมก็นำพาให้อังกฤษเข้ายึดเมียนมาแล้วเนรเทศพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัตไปยังอินเดียก่อนจะสิ้นพระชนม์ที่นั่นใน 31 ปีต่อมา มัณฑะเลย์จึงเหลือบทบาทเป็นแค่เมืองอาณานิคม ส่วนพระราชวังมัณฑะเลย์ที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลังต่อมาถูกแรงระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนย่อยยับ รัฐบาลเมียนมาจึงบูรณะขึ้นใหม่ในรูปแบบเดิมและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโดยจัดให้มีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติศาสตร์เมียนมาและพระราชวังแห่งนี้เพื่อเล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

 

 Botataung Pagoda 


เป็นเจดีย์อีกแห่งที่อายุกว่า 2,000 ปี และเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุพระพุทธเจ้า “เจดีย์โบตาตอง” (Botataung Pagoda) จะบรรจุพระเกศาธาตุไว้ในมณฑปครอบแก้วซึ่งผู้สักการะจะมีโอกาสได้ชมผ่านกระจกกั้น แต่ก็ถือว่าเป็นสิริมงคลต่อชีวิตอย่างมากมาย เชื่อว่าผู้สร้างเจดีย์แห่งนี้คือกษัตริย์มอญพระนามว่าพระเจ้าโอกะลาปะ เจดีย์โบตาตองเคยเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการบูรณะขึ้นใหม่ในปี 1953 แล้วอัญเชิญพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้กลางเจดีย์ แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เจดีย์โบตาตองโด่งดังเท่ากับการที่ภายในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีรูปปั้นของ “นัตโบโบยี” (Bo Bo Gyi) หรือ “เทพทันใจ” ที่เชื่อว่าเป็นเทพผู้ประทานพรให้ผู้ขอแบบทันใจทันตาเห็น และในแต่ละวันจะมีแถวยาวเหยียดของผู้ที่ประสงค์จะขอพรให้เห็นเสมอ

 


 

  Kingdom of Cambodia  


ราชอาณาจักรกัมพูชามีเมืองหลวงชื่อ “พนมเปญ” (Phnom Penh) มีพื้นที่ประเทศ 181,035 ตารางกิโลเมตร ประชากรมีจำนวนกว่า 15,000,000 คน โดย 95 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ และใช้ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้อย่างแพร่หลาย

 

 Angkor Wat 


การเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทำให้ “ปราสาทนครวัด” (Angkor Wat) ยิ่งได้รับความสนใจอย่างมากมายจนอยากมาชมสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้ที่สร้างในช่วงต้นศตวรรษที่ 12 สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่ประสงค์ให้เป็นศาสนสถานเพื่อบูชาพระวิษณุ ปราสาทนครวัดตั้งอยู่ในเมืองเสียมราฐ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมขอม และมหัศจรรย์ตรงที่ใช้หินทรายน้ำหนักก้อนละประมาณ 1.5 ตันและใช้มากถึงเกือบ 10,000,000 ก้อน มีพระปรางค์ 5 ยอดเรียงกันตามความยาวของตัวปราสาท และสลักรอบปราสาทให้เป็นลวดลายเรื่องราวต่างๆ เช่น พระราชกรณียกิจของกษัตริย์ผู้สร้าง เรื่องราวในรามายณะ และภาพสลักนางอัปสรที่สวยงามซึ่งมีอยู่หลายมุมทั่วปราสาท

 

 Angkor Thom 


พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้าง “นครธม” (Angkor Thom) ขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 และได้กลายเป็นเมืองหลวงสุดท้ายแห่งอาณาจักรขอมโบราณ ความยิ่งใหญ่ของนครธมสร้างความเหลือเชื่อให้คนยุคนี้เมื่อได้เห็นการก่อสร้างนครโดยการเคลื่อนย้ายหินจำนวนมหาศาลโดยไม่มีเครื่องทุ่นแรง นครธมมีศูนย์กลางเป็น “ปราสาทบายน” ที่เป็นกลุ่มปราสาทหินยอดปรางค์ซึ่งประดับด้วยพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าเป็นการสลักหินแทนพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อการเฝ้ามองประชาชนของพระองค์ทั้ง 4 ทิศด้วยรอยยิ้มที่เรียกกันว่า “รอยยิ้มแบบบายน” และมีอยู่ถึง 54 ปรางค์ รวมแล้วมีใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มแบบบายนอยู่ถึง 216 หน้า เพียงแต่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งได้ผุกร่อนไปตามกาลเวลา

 

 Ta Prohm 


ปี 1186 หลังการครองราชย์ได้ราว 5 ปีพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้าง “ปราสาทตาพรหม” (Ta Prohm) เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดา แต่เพราะรัฐบาลกัมพูชาต้องการรักษาสภาพของปราสาทให้เหมือนกับช่วงเวลาที่มีการบุกเบิกค้นพบซึ่งตัวปราสาทอยู่ในสภาพที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยเติบโตเลื้อยแทรกอยู่เต็มไปหมด ฉะนั้นปราสาทตาพรหมในวันนี้จึงไม่ต่างอะไรกับปราสาทตาพรหมในวันนั้น ในยุคแรกสร้างพื้นที่ปราสาทตาพรหมมีสภาพคล้ายเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเพราะมีชุมชนตั้งอยู่ภายในและมีชาวเมืองอาศัยอยู่ร่วมกับพระเณรเกือบ 200,000 คน และยังนิยมสลักภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติไว้ทั่วปราสาท

 

 Ban Tai Srei 


กัมพูชามีปราสาทอยู่มากมาย รวมทั้ง “ปราสาทบันทายศรี” (Ban Tai Srei) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปราสาทที่สวยงามที่สุดในกัมพูชา ปราสาทบันทายศรีสร้างขึ้นในช่วงปลายสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 โดยเพื่อบูชาพระศิวะ ได้เลือกใช้หินทรายสีชมพูเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมดจนได้เป็นตัวปราสาท 3 หลังที่มีสระน้ำล้อมรอบทุกด้าน เน้นรูปแบบการสร้างที่สวยงามโดยมีการแกะสลักลวดลายตามบานประตู ฝาผนัง และเสาทุกต้น ความสวยงามเหล่านี้ท้าทายกาลเวลามาได้ถึงกว่าพันปีและยังชัดเจนมาจนถึงทุกวันนี้

 

 Tonle Sap 


ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่กัมพูชาและมีชื่อเรียกว่า “โตนเลสาบ” (Tonle Sap) มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร มีความลึกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14 เมตร ได้รับน้ำจากแม่น้ำโขงซึ่งไหลผ่านหลายประเทศ โตนเลสาบจะเต็มไปด้วยพืชพรรณต่างๆ สัตว์ป่าและสัตว์น้ำจืดหลากหลายชนิด ชาวกัมพูชามีโตนเลสาบเป็นเหมือนแหล่งอาหารและแหล่งสร้างอาชีพทำกิน ในขณะที่คนต่างชาติเห็นโตนเลสาบเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยนิยมนั่งเรือชมธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำที่เรียบง่ายของชาวเมืองแถบนี้

 

 Royal Palace of Phnom Penh 


กลางกรุงพนมเปญ “พระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล” (Royal Palace Of Phnom Penh) ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ โดยเริ่มสร้างในปี 1866 พระราชวังแห่งนี้บ้างก็เรียกว่าพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล บ้างก็เรียกว่าพระบรมราชวังแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา แต่สำหรับคนไทยกลับคุ้นเคยที่จะเรียกว่า “พระราชวังเขมรินทร์” (Khemarin Palace) ซึ่งสร้างและออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างเขมรและตะวันตก ภายในพระบรมราชวังแห่งนี้มีพระที่นั่งอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย เช่น พระที่นั่งเขมรินทร์ พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย พระที่นั่งนโปเลียนที่ 3 พระที่นั่งจันทรฉายา แต่ปัจจุบันจะมีบางพระที่นั่งและบางห้องเท่านั้นที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้

 

 Sihanoukville 


กัมพูชามีแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลที่เรียกกันว่า “เมืองพระสีหนุ” (Sihanoukville) หรือในชื่อเดิมคือ “กำปงโสม” (Kompong Som) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงพนมเปญ จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวที่นี่ก็คือการเป็นเมืองที่มีชายหาดสวยขาวสะอาด ความเงียบสงบชวนให้ใครๆ ต้องการใช้เป็นมุมพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆ มีเกาะเล็กเกาะใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ มีชายหาดมากมายกระจายอยู่ทั่วเมือง โดยเฉพาะหาดโอเชอเตียล (Ochheuteal Beach) ติดอันดับ 1 ใน 10 สุดยอดหาดในเอเชียจากการจัดอันดับโดยหนังสือพิมพ์ Sunday Herald Sun ของออสเตรเลีย ทำให้ยิ่งได้รับความนิยมและเกิดโรงแรมที่พักขึ้นมากมายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเมืองนี้ตลอดทั้งปี

 


 

  The Socialist Republic of Vietnam  


สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามมีเมืองหลวงชื่อ “ฮานอย” (Hanoi) ประเทศมีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร ประชากรมีประมาณ 90,000,000 คน และ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน อีกราว 30 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาคริสต์ และมีระบอบการปกครองประเทศแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

 

 Ha Long Bay 


วางไว้เป็นอันดับแรกสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของเวียดนามที่เรียกว่า “อ่าวฮาลอง” หรือ “ฮาลองเบย์” (Ha Long Bay) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแล้ว จุดเด่นของฮาลองเบย์คือการเป็นอ่าวที่มีทัศนียภาพสวยงามด้วยเกาะหินปูนเล็กบ้างใหญ่บ้างรูปร่างแตกต่างกันโผล่พ้นน้ำกระจายอยู่ทั่วอ่าวซึ่งคาดว่าน่าจะมีเกือบ 2,000 เกาะ เป็นมุมถ่ายภาพสวยๆ ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบท่ามกลางสายหมอกและอากาศดีๆ ที่มีทั่วพื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร ทั้งยังมีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ รวมถึงจุดแวะกินอาหารทะเลสดบนแพกลางอ่าวที่ถือเป็นไฮไลท์หนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากพอๆ กับการล่องเรือชมอ่าวที่มีบริการอาหารทะเลพร้อมอยู่ในเรือตลอดเส้นทาง

 

 Imperial Citadel of Thang Long 


ในสมัยราชวงศ์หลี เวียต (Ly Viet Dynasty) ช่วงปี 1379 มีการสร้าง “พระราชวังทังลอง” (Imperial Citadel of Thang Long) ขึ้นในฮานอยโดยใช้หินเป็นวัสดุในการสร้างและสร้างคร่อมบนป้อมปราการเดิมที่มีอยู่แล้วซึ่งสร้างโดยชาวจีนในศตวรรษที่ 7 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองและยุทธศาสตร์ทางการทหาร ต่อมาได้กลายเป็นพระราชวังที่สร้างด้วยหินเพียงแห่งเดียวที่มีอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมทั้งแบบจีนและเวียดนามซึ่งสร้างขึ้นเมื่อกว่าพันปีก่อนทั้งที่ไม่ได้มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน

 

 Hoi An Old Town 


ความมีเสน่ห์ของ “เมืองเก่าฮอยอัน” (Hoi An Old Town) ชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสความเก่าและแหล่งรวมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเวียดนามในเมืองเล็กๆ ริมฝั่งทะเลจีนใต้ที่เคยมีมาช้านานนับแต่อดีต การเที่ยวชมฮอยอันเรายังจะได้เห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ปะปนกันทั้งตะวันตกและตะวันออก ซึ่งแนวตะวันออกก็จะมีทั้งแบบจีน เวียดนามและญี่ปุ่นที่ดูลงตัวแบบไม่ขัดตา สามารถศึกษาเรียนรู้ความเป็นมาของฮอยอันได้จากพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่หลายแห่งซึ่งล้วนแต่จัดแสดงประวัติ-ศาสตร์แห่งฮอยอันอย่างน่าสนใจ ตามถนนหนทางจะพบเห็นคนเดินเท้าและปั่นจักรยานเที่ยวอยู่ทั่วไป มีเสน่ห์และคุณค่ามากมายในฮอยอันที่ทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปในที่สุด

 

 Ho Chi Minh’s Mausoleum 


บุคคลผู้สร้างชาติและปลดแอกเวียดนามสู่อิสรภาพที่ชาวเวียดนามทุกยุคทุกสมัยให้ความรักและเคารพนับถืออย่างมากมายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “โฮจิมินห์” (Ho Chi Minh) หรือในชื่อเดิมคือ “เหวียน ชิง กุง” (Nguyen Sinh Cung) ซึ่งเป็นทั้งผู้นำและนักปฏิวัติผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 1946 และยังเป็นบุคคลสำคัญร่วมวางแผนการรบจนเวียดนามชนะฝรั่งเศสในสมรภูมิเดียนเบียนฟู ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ชาวเวียดนามจึงเทิดทูนโฮจิมินห์สุดหัวใจจนแม้ถึงแก่กรรมยังสร้างสุสานเพื่อบรรจุร่างในโลงแก้วและรักษาสภาพด้วยกรรมวิธีตามแบบรัสเซีย จะเปิดสุสานให้ชาวเวียดนามและนักท่องเที่ยวเข้าชมเพื่อแสดงความเคารพต่อบุคคลผู้สร้างชาติท่านนี้ได้ทุกวัน

 

 Complex of Hue Monuments 


เวียดนามมีพระราชวังอีกแห่งที่สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์เหงียน (Nguyen Dynasty) และมีอยู่ถึงวันนี้ในชื่อ “พระราชวังเว้” (Complex of Hue Monuments) และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สวยงามแม้ทุกวันนี้จะไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์แล้วแต่ยังได้รับการดูแลอย่างดี ทำให้ยังหลงเหลือห้องต่างๆ เหมือนเช่นที่เคยมีมาตั้งแต่อดีต รวมถึงสุสานของพระเจ้ามิงห์หม่าง (The Tomb of Emperor Minh Mang) มีการจัดพื้นที่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดงเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ที่สร้างขึ้นในช่วงศวรรษที่ 19 และต่อมาพระราชวังเว้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากความสวยงามของสถาปัตยกรรมรวมถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่มี

 

 Phong Nha-Ke Bang National Park 


เวียดนามมี “อุทยานแห่งชาติฟองญาแก๋บ่าง” (Phong Nha-Ke Bang National Park) ที่เป็นทั้งมรดกโลกและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยาเพราะเป็นพื้นที่ที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็งซึ่งคาดว่าน่าจะมีอายุประมาณ 400 ล้านปีมาแล้ว ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีสภาพภูมิประเทศแบบหินปูนที่เก่าแก่ที่สุดในเอเซีย นอกจากนี้ภายในอุทยานยังเป็นที่ตั้งของถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมีมากกว่า 300 ถ้ำ แวดล้อมไปด้วยป่าไม้ สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างระบบนิเวศอย่างยอดเยี่ยมให้กับพื้นที่แห่งนี้จนมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์มากที่สุดในแถบอินโดแปซิฟิก

 

 

 Mui Ne 

ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ไปประมาณ 200 กิโลเมตรมีเมืองน่าเที่ยวและมีชื่อเสียงมากของเวียดนามซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักกันดี “เมืองมุยเน่” (Mui Ne) เมืองแห่งชายหาดสวย เมืองแห่งการทำประมง เมืองแห่งการตากอากาศ เมืองแห่งรีสอร์ทริมทะเลและร้านอาหารในบรรยากาศแสนโรแมนติก แต่ที่โด่งดังกว่าที่พูดมาทั้งหมดคือทะเลทรายแห่งมุยเน่ที่มีเนินทรายกระจายอยู่ทั่วเมืองโดยจะแตกต่างกันด้วย 18 เฉดสีซึ่งแปลกตามาก โดยเฉพาะ “เนินทรายสีแดง” (Doi Cat) และ “เนินทรายสีขาว” (Bau Trang) ตลอดจน “แฟรี่ สตรีม” (Fairy Stream) เนินทรายที่ถูกกระแสน้ำในลำธารกัดเซาะจนมองเห็นชั้นทรายที่มีสีสันแตกต่างไล่เฉดกันสวยงามมาก

 


 

  Malaysia  


มาเลเซียมีเมืองหลวงชื่อ “กัวลาลัมเปอร์” (Kuala Lumpur) ประเทศตั้งอยู่ทั้งบริเวณคาบสมุทรมลายูและบนเกาะบอร์เนียว พื้นที่ประเทศทั้งหมด 329,758 ตารางกิโลเมตร ประชากรมีจำนวนประมาณ 27,000,000 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้ภาษามาลายูเป็นภาษาราชการ และประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว

 

 Petronas Twin Towers 


พูดถึงมาเลเซียเมื่อใดภาพของ “อาคารแฝดปิโตรนาส” (Petronas Twin Towers) มักปรากฏให้เห็นก่อนสถานที่อื่นๆ เสมอ อาคารแห่งนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของกัวลาลัมเปอร์มาตั้งแต่แรกสร้างในปี 1993 และเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในปี 1998 กลายเป็นอาคารสูงตั้งเคียงคู่กันจนเป็นที่มาของการเรียกว่าเป็นอาคารแฝดและเป็นอาคารแฝดที่สูงที่สุดในโลก แบ่งระดับความสูง 451 เมตรออกเป็น 88 ชั้น รูปทรงอาคารสวยด้วยการออกแบบของสถาปนิกเชื้อสายอาร์เจนตินา-อเมริกัน “ซีซาร์ เปลลี” ออกแบบให้อาคารหนึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทปิโตรนาสซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของรัฐบาลมาเลเซีย ส่วนอีกอาคารหนึ่งมีทั้งสำนักงาน ศูนย์ประชุม พิพิธภัณฑ์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ร้านค้า ร้านอาหารและอื่นๆ อีกมากมาย

 

 Istana Negara 


ทั่วโลกมีพระราชวังที่สวยงามอยู่มากมายในหลายประเทศ และ “พระราชวังอิสตานา เนการา” (Istana Negara) ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งเช่นกัน อิสตานา เนการาสร้างขึ้นอย่างอลังการใน 1928 เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย หรือ “ยังดีเปอร์ตวนอากง” (Yang di-Pertuan Agong) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประมุขของแต่ละรัฐในมาเลเซียจะผลัดเปลี่ยนกันครองท่านละ 5 ปี พระราชวังแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีสีทองเหลืองอร่ามของโดมหลังใหญ่มองเห็นเด่นชัดอลังการมาก

 


 Batu Caves 


ในแง่ความศรัทธาทางศาสนามาเลเซียมี “ถ้ำบาตู” (Batu Caves) อยู่ที่รัฐสลังงอร์ซึ่งเป็นถ้ำที่เกิดจากการก่อตัวของหินปูนและยกตัวขึ้นสูงเหนือพื้นดินกว่า 100 เมตร บริเวณนี้ถูกสร้างให้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาฮินดู มีแท่นบูชาและลานทำพิธี แต่จุดเด่นสำคัญของถ้ำแห่งนี้อยู่ที่รูปปั้นพระขันธกุมารองค์สูงใหญ่สีทองที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าถ้ำซึ่งต้องเดินขึ้นบันได 272 ขั้นไปสู่ปากทางเข้าถ้ำทางด้านหลังองค์เทพ รูปปั้นพระขันธกุมารองค์นี้สร้างขึ้นในปี 2006 มีความสูงประมาณ 42.7 เมตร หากเป็นช่วงเทศกาลโดยเฉพาะเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์จะมีเทศกาลบูชาพระขันธกุมารองค์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าผู้คนจะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าปกติ

 

 

 Langkawi 


สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของมาเลเซียซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเกาะตารุเตาบ้านเราเพียงแค่ 4 กิโลเมตรก็คือ “เกาะลังกาวี” (Langkawi) ที่นี่เป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงามของธรรมชาติในแบบที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากมายนัก การเที่ยวลังกาวีทำให้เราได้สัมผัสบรรยากาศของทะเล หมู่เกาะ ท้องฟ้าสีสวย ชายหาดและแนวป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์มาก การเป็นที่นิยมในการท่องเที่ยวจึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนลังกาวีมากมายจนเกิดธุรกิจโรงแรมร้านอาหารขึ้นทั่วเกาะ โดยเฉพาะแหล่งช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีถือเป็นอีกหนึ่งชื่อเสียงของลังกาวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อยากให้พลาดชมพิพิธภัณฑ์ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด (Dr. Mahathir Mohamad Memorial) พิพิธภัณฑ์โลกใต้ทะเล (Langkawi Under Water World) และสุสานพระนางมัสสุหรี (Makam Mahsuri) สตรีในตำนานผู้เป็นเจ้าของคำสาปที่เชื่อว่ามีผลต่อเกาะลังกาวีมายาวนานถึง 7 ชั่วโคตร

 


 Kota Kinabalu 


รัฐซาบาห์ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งธรรมชาติและทรัพยากรสัตว์ป่ามากมายที่น่าสนใจทั้งในแง่การศึกษาและการพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะที่เมืองหลวงของรัฐอย่าง “โกตาคินาบาลู” (Kota Kinabalu) ถือว่าเหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ หากอยากชมลิงอุรังอุตัง ลิงจมูกยาว และเสือโคร่งซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของมาเลเซียก็ต้องมาที่ “อุทยานแห่งชาติคินาบาลู” (Taman Negara Kinabalu) และ “อุทยานสัตว์ป่าลอคคาวี” (The National Park loc khawi) หรือสนใจเดินป่า ปีนเขา ตั้งแคมป์ก็ไม่เกี่ยงเพราะมีครบตามที่ต้องการ หรือจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเก่าแก่แห่งราชวงศ์ก็จะช่วยบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นของมาลเซียได้ดีมาก

 

 

 Genting Highlands 


รัฐปาหังมี “เก็นติ้งไฮแลนด์” (Genting Highlands) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอากาศดีและเย็นสบายตลอดทั้งปีจากการที่มีทำเลตั้งอยู่บนยอดเขาในระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร และนักท่องเที่ยวต้องนั่งกระเช้าฝ่าสายหมอกขึ้นไปสู่ยอดเขาที่ว่านี้ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความบันเทิงเต็มขั้นเพราะเก็นติ้งไฮแลนด์ถูกออกแบบให้มีสนามกอล์ฟ สวนสนุก โรงภาพยนตร์ โรงแรม และคาสิโน สามารถเข้ากราบเจ้าแม่กวนอิมได้ที่ “วัดชิน สวี” (Chin Swee Caves Temple) ซึ่งมีเจดีย์ 9 ชั้น มีรูปสลักเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูป สถานปฏิบัติธรรมและหอชมวิวที่สามารถชมทิวทัศน์ได้สวยงามที่สุด รวมถึงยังมีร้านอาหารอร่อย สวนดอกไม้และความน่าสนใจอื่นๆ ทั่วบริเวณ

 


 Melaka 


ในอดีต “มะละกา” (Melaka) อาจมีความสำคัญในแง่การเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกบนช่องแคบมะละกามายาวนานกว่า 500 ปี รวมถึงมีการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับหลายชนชาติโดยเฉพาะจีนและอาหรับที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาอิสลาม แต่ปัจจุบันมะละกาเพิ่มเติมความน่าสนใจให้ตัวเองในแง่การเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังเพราะอดีตที่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกทำให้ทุกวันนี้เหลือความเป็นตะวันตกไว้ในย่านเมืองเก่าและอาคารสถาปัตย-กรรมแบบผสมผสานระหว่างโปรตุเกส ดัชต์ มาเลย์ เป็นความสวยงามน่าชมที่สนับสนุนให้ใจกลางเมืองมะละกาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปในปี 2008

 


 

  The Republic of Singapore  


สาธารณรัฐสิงคโปร์มีเมืองหลวงชื่อเดียวกับประเทศคือสิงคโปร์ มีพื้นที่ประเทศเพียง 699 ตารางกิโลเมตรและประชากรกว่า 5,000,000 คน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ โดยมีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ และปกครองประเทศแบบสาธารณรัฐ

 


 Merlion 


มาถึงสิงคโปร์มีใครบ้างไม่ถ่ายภาพคู่กับ “เมอร์ไลอ้อน” (Merlion) สัญลักษณ์และแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศซึ่งเป็นรูปหล่อซีเมนต์สิงโตทะเลที่มีส่วนหัวเป็นสิงโตและลำตัวเป็นปลากำลังพ่นน้ำอยู่ริมอ่าวมารีน่าด้วยความสูง 8.6 เมตร มีน้ำหนักตัวกว่า 70 ตัน สิงโตทะเลตัวนี้เกิดขึ้นเมื่อ 1964 โดยฝีมือของ “นายฟราเซอร์ บรูนเนอร์” (Mr. Fraser Brunner) ที่สร้างสรรค์สัญลักษณ์ประเทศชิ้นนี้จนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และสร้างให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของสิงคโปร์โดย “นายลีกวนยู” (Mr. Lee Kuan Yew) อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานในพิธีติดตั้งเมอร์ไลอ้อนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 1972 ที่มีถ้อยความจารึกไว้ว่า “สิงโตทะเลเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาเยือนสิงคโปร์”


 Marina Bay Sands 


ริมอ่าวมารีน่ายังมีจุดดึงดูดสายตาอยู่ที่ “มารีน่า เบย์ แซนด์” (Marina Bay Sands) อาคารสูงที่ออกแบบให้คล้ายกับมีเรือลำใหญ่วางพาดอยู่บนแท่งอาคารซึ่งดูอลังการมาก ภายในอาคารแห่งนี้มีทั้งโรงแรมหรูและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ แต่นั่นยังไม่เป็นที่เลื่องลือเท่ากับการมีสระว่ายน้ำลอยฟ้าขนาด 150 เมตรแบบไร้ขอบสระที่เรียกว่า “Infinity Edge Pool” ไว้บริการลูกค้าที่เข้าพักในโรงแรมซึ่งชวนให้ตื่นตาตื่นใจมากเพราะอยู่บนชั้นที่ 57 ในระดับความสูง 200 เมตร พื้นที่บริเวณนี้อยู่ในส่วนของ “Sands Skypark” ที่สามารถชมวิวแบบ 360 องศาได้กว้างไกลและเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำที่สุดในการมาเที่ยวสิงคโปร์

 

 

 Universal Studio Singapore 


ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอทุกแห่งทั่วโลกสามารถสร้างความสนุกให้ผู้มาเยือนได้แบบไม่มีขีดจำกัด เช่นเดียวกับ “ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์” (Universal Studio Singapore) บนเกาะเซนโตซ่าที่สร้างความสนุกให้นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยมายาวนานและถือเป็นยูนิเวอร์แซล สตูดิโอแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั่วพื้นที่มีเครื่องเล่นทั้งหมด 24 ชนิด มีธีมปาร์กสร้างความสนุกด้วยตัวละครจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อดัง แบ่งโซนความสนุกให้มีทั้ง Madagascar, New York, Hollywood, Far Far Away, Ancient Egypt, Sci-Fi City และ Lost World สามารถเที่ยวเล่นได้ตั้งแต่เช้าถึงเย็นเพราะมีบริการร้านอาหารมากมายภายใน และยังมีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกจากภาพยนตร์และจากเครื่องเล่นทุกชิ้นที่มีอยู่ที่นี่

 

 

 Singapore Flyer 


หากยืนอยู่ริมอ่าวมารีน่าเราจะมองเห็น “สิงคโปร์ ฟลายเออร์” (Singapore Flyer) ได้ชัดเจน สิงคโปร์ ฟลายเออร์หรือชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 165 เมตรเทียบได้กับความสูงบนชั้นที่ 42 ของอาคาร ทำให้การขึ้นไปนั่งอยู่ในแคปซูลกระจกใสที่เรียงกันอยู่รอบวงกลมขนาดใหญ่ 28 แคปซูลสามารถชมวิวสิงคโปร์แบบ 360 องศาได้เต็มอิ่มเพราะมีระยะเวลาในการเคลื่อนถึงรอบละประมาณ 30 นาที แนะนำว่าการใช้บริการสิงคโปร์ ฟลายเออร์ในช่วงกลางคืนจะได้สัมผัสกับอลังการแห่งแสงสีของสิงคโปร์อย่างสวยงามที่สุด

 

 

 Buddha Tooth Relic Temple 


เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่มีย่านไชน่าทาวน์ สิงคโปร์ก็มีเหมือนกัน แต่ในย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์จะมีความน่าสนใจที่ยิ่งว่า นั่นคือ “วัดพระเขี้ยวแก้ว” (Buddha Tooth Relic Temple) ซึ่งเป็นวัดจีนในพุทธศาสนานิกายมหายานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริธาตุส่วนพระทันตธาตุไว้ภายในสถูปทองคำแท้หนักถึง 320 กิโลกรัมซึ่งส่วนหนึ่งได้รับบริจาคจากชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธา ขณะเดียวกันสถาปัตยกรรมของอาคารภายในวัดก็สวยงามจนไม่อาจมองข้าม เพราะสร้างขึ้นโดยมีต้นแบบจากอาคารจีนในสมัยราชวงศ์ถังซึ่งยุคนี้หาชมได้ยากมากแล้ว


 Orchard Road 


อยากช้อปปิ้ง อยากชมสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกในสิงคโปร์ต้องไปที่ “ถนนออร์ชาร์ด” (Orchard Road) นี่คืออาณาจักรแห่งสินค้าระดับพรีเมี่ยมบนถนนสายยาวกว่า 2 กิโลเมตร ทั้งที่เมื่อประมาณ 150 ปีก่อนถนนสายนี้เป็นเพียงย่านสวนผลไม้ มาเริ่มมีร้านค้าให้เห็นก็หลังจากปี 1903 เป็นต้นมา จากนั้นปี 1958 ก็เกิดห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของสิงคโปร์ขึ้น ปี 1970 โรงภาพยนตร์ก็เกิดขึ้นตามมา และจนถึงปัจจุบันถนนออร์ชาร์ดที่เก่าแก่ของสิงคโปร์ก็กลายเป็นศูนย์รวมห้างสรรพสินค้า สินค้าแฟชั่น สินค้าท้องถิ่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม หอศิลป์และอื่นๆ เต็มรูปแบบการเป็นย่านช้อปปิ้งระดับโลก


 S.E.A. Aquarium 


บนเกาะเซนโตซ่ามีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในชื่อ “เอส. อี. เอ. อควาเรียม” (S.E.A. Aquarium) ซึ่ง S.E.A. ย่อมาจาก “South East Asia Aquarium” ที่บ่งบอกความหมายได้ลงตัวว่า นี่คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นี่รวบรวมสัตว์ทะเลไว้มากกว่า 100,000 ตัวกว่า 800 สายพันธุ์ จากทุกมหาสมุทรทั่วโลก มีการออกแบบพื้นที่ภายในแยกตามถิ่นที่อยู่ของสัตว์ทะเล ทั้งโซนทะเลอันดามัน ทะเลแถบเกาะสุมาตรา ทะเลอาเซียน อ่าวเบงกอล ฯลฯ มีตู้กระจกและอุโมงค์แก้วหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเปิดประสบการณ์ใหม่ของการพักผ่อนในห้องที่สร้างบรรยากาศให้คล้ายกับว่าเรากำลังหลับไหลอยู่ภายใต้ท้องทะเลที่มีสัตว์น้ำแหวกว่ายอยู่เต็มไปหมดอย่างที่ไม่เคยเห็นจากอควาเรียมใดในโลกมาก่อน

 


 

 

  The Republic of Philippines  

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีเมืองหลวงชื่อว่า “มะนิลา” (Manila) เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะขนาดต่างๆ มากมายกว่า 7,000 เกาะ นับรวมพื้นที่ได้ 298,170 ตารางกิโลเมตร ประชากรที่มีเกือบ 100,000,000 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และมีประชากรที่นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ชาวฟิลิปปินส์มีภาษาท้องถิ่นใช้ในประเทศมากถึง 170 ภาษา โดยใช้ภาษาอังกฤษและภาษาตากาลอกเป็นภาษาราชการ


 San Agustin Church 


ในกรุงมะนิลา “โบสถ์ซานอากุสติน” (San Agustin Church) คือศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์มาตลอดนับตั้งแต่สร้างขึ้นเมื่อปี 1589 โบสถ์แห่งนี้สวยงามแม้สร้างขึ้นด้วยหิน ทั้งยังประดับประดาผนังภายในด้วยภาพจิตรกรรมที่สวยงามจากศิลปินชาวอิตาเลียนที่วาดขึ้นเมื่อปี 1800 ถือเป็นโบสถ์ที่มีพลังศรัทธาจากชาวเมืองอย่างเหนียวแน่น แรงศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์เกิดจากการรอดพ้นเหตุแผ่นดินไหวและไฟไหม้รวมแล้วนับ 10 ครั้งโดยที่ไม่สร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่อาคารโบสถ์เลย


Rizal Park


ชื่อ “โฮเซ่ ริซัล” (Jose Rizal) ยังคงอยู่ในใจชาวฟิลิปปินส์เสมอในฐานะวีรบุรุษผู้นำการต่อสู้เพื่อประกาศอิสรภาพให้แก่ฟิลิปปินส์จากการเป็นอาณานิคมของสเปน นำสู่การสร้างอนุสาวรีย์วีรบุรุษท่านนี้ภายใน “สวนริซัล” (Rizal Park) เพื่อแทนการระลึกถึง อีกทั้งยังสร้างสวนแห่งนี้ขึ้นในบริเวณที่โฮเซ่ ริซัลถูกประหารจากการเป็นผู้นำปฏิวัตินี่เอง ปัจจุบันภาพแห่งการต่อสู้หายไปแล้ว สวนริซัลเหลือเพียงการเป็นสวนสาธารณะที่ชาวมะนิลามักชวนกันมาออกกำลังกายและนั่งหย่อนใจเพราะมีสนามหญ้าและการจัดสวนสวยที่สร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนได้ดีมาก

 

 

 Manila Cathedral 


สิ่งที่จะหาชมได้เสมอเมื่อเที่ยวฟิลิปปินส์คือสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกผ่านโบสถ์วิหารคริสต์ที่มีอยู่มากมาย อยากชวนให้ชม “มหาวิหารมะนิลา” (Manila Cathedral) ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าอินทรามูรอสและเป็นโบสถ์คาทอลิกที่สร้างตั้งแต่ปี 1581 หลังจากสร้างเสร็จก็มีการบูรณะต่อเติมเสริมใหม่เรื่อยมา กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ผ่านมาถึงปี 1958 แต่ก็สวยงามสมกับเวลาที่ผ่านไป มหาวิหารมะนิลาสร้างด้วยสถาปัตยกรรมนีโอโรมาเนสก์ซึ่งมีจุดเด่นที่ซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเหนือช่องหน้าต่าง มีการใช้กระจกสีตกแต่งภายในโบสถ์ และจัดวางรูปปั้นสัมฤทธิ์พระแม่มารีไว้สำหรับสักการะ

 

 

 Mayon Volcano 


ในยามสงบภูเขาไฟมักกลายเป็นหนึ่งในความงามตามธรรมชาติที่ท้าทายมนุษย์ให้เข้าไปสัมผัส “ภูเขาไฟมายอน” (Mayon Volcano) ก็เช่นกัน ในยามที่ปะทุก็ปล่อยกระแสลาวาออกมาทำลายทุกอย่างในรัศมีความรุนแรง โดยตลอดช่วง 400 ปีมานี้เจ้ายักษ์ใหญ่มายอนปะทุมาแล้วถึง 49 ครั้ง และสร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1814 จนได้ชื่อว่าเป็นภูเขาไฟที่สร้างความตื่นตกใจและปะทุบ่อยครั้งที่สุดในฟิลิปปินส์ แต่ก็เหมือนเป็นความน่ากลัวที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวดั้นด้นขึ้นไปชมความสวยงามที่เกิดขึ้นหลังการเย็นตัวของลาวา รวมถึงซากโบสถ์เก่าที่เคยตั้งอยู่ในชุมชนเชิงเขาและถูกลาวาไหล่บ่ามาทำลายจนเหลือแต่โครงก็กลายเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงความโหดร้ายของภัยพิบัติแม้จะมีความสวยงามของธรรมชาติซ่อนอยู่ด้วยก็ตาม

 

 

 Cebu Island 


ฟิลิปปินส์มีเกาะมากมายที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และสำหรับ “เกาะเซบู” (Cebu Island) นี่คือสีสันการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน และยังเป็นดินแดนแห่งศรัทธาในคริสต์ศาสนาอย่างแรงกล้าดังจะเห็นได้จาก “ไม้กางเขนโบราณ” (Magellan’s Cross) บริเวณใจกลางเมืองและโบสถ์ใหญ่อีกหลายแห่งที่ประชากรกว่า 3,000,000 คนให้ความเคารพนับถือและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ขณะเดียวกันความเป็นพื้นที่ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทั้งชายหาด ป่าไม้ สัตว์ป่า ภูเขาสูงระดับพันเมตร ทะเลลึกและทะเลตื้นที่เหมาะแก่การดำน้ำชมโลกใต้ทะเลก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้เซบูมีชื่อเสียงมากพอๆ กับการเป็นดินแดนที่มีสีสันและคึกคักยามค่ำคืนซึ่งแวดล้อมด้วยโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหารและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตลอดทั้งปี

 

 

 The Chocolate Hills 


ที่เกาะโบฮอลทางตอนใต้ของกรุงมะนิลาใครๆ ก็ว่า “ภูเขาช็อกโกแลต” (The Chocolate Hills) คือไฮไลท์การท่องเที่ยว เพราะภูเขาลูกเล็กลูกใหญ่ที่กระจายอยู่ทั่วเกาะเกือบ 2,000 ลูกนั้นเป็นมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งเลยทีเดียว และชื่อนี้ก็มาจากการที่ภูเขาเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ช่วงป่าไม้เปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาล เราก็จะมองเห็นภูเขาที่เปลี่ยนสีแล้วซึ่งมีความสูงเฉลี่ยอยู่ในช่วง 30-50 เมตรคล้ายช็อกโกแลตทรงพีระมิด วางเรียงกันอยู่เต็มไปหมด ในทางวิชาการกล่าวถึงลักษณะของภูเขามากมายเหล่านี้ว่าเกิดจากการทับถมกันของหินปูนตั้งแต่ล้านกว่าปีก่อนเมื่อครั้งที่พื้นที่บริเวณยังเป็นทะเล ส่วนในด้านตำนานความเชื่อของคนท้องถิ่นจะเชื่อว่าเกิดจากการขว้างปาก้อนดินใส่กันของยักษ์ 2 ตน แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใดแต่ความสวยงามได้รูปของภูเขาทุกลูกก็ดูเหลือเชื่อที่ธรรมชาติจะสร้างสรรค์ผลงานได้ลงตัวขนาดนี้

 

 

 Boracay Island 


เมื่อเป็นดินแดนแห่งหมู่เกาะ จึงไม่แปลกที่จะมีเกาะแก่งต่างๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก และที่ “เกาะโบราไกย” (Boracay Island) ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งของผู้ที่รักทะเลและกิจกรรมทางน้ำทุกชนิดทั้งดำน้ำ ล่องเรือชมเกาะ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพราะในปีหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังเกาะโบราไกยมากกว่า 2,000,000 คน ซึ่งช่วยหนุนให้บรรยากาศทั่วเกาะคึกคักครึกครื้นและมีสีสันทั้งกลางวันและกลางคืน หรือแม้จะไม่นิยมให้ร่างกายสัมผัสแดดหรือลมทะเล โบราไกยก็ยังมีคาเฟ่และร้านอาหารเครื่องดื่มไว้รอบริการให้นั่งปล่อยใจสบายอารมณ์ได้ตลอดทั้งวัน

 

 


 

  Republic of Indonesia  


สาธารณรัฐอินโดนีเซียมีเมืองหลวงชื่อ “จาการ์ตา” (Jakarta) ถือเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตรของอินโดนีเซียอัดแน่นด้วยประชากรจำนวนมากกว่า 250,000,000 คน พื้นที่เกาะชวามีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามโดยใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ

 

 Bali Island 


นึกถึงอินโดนีเซียต้องนึกถึง “เกาะบาหลี” (Bali Island) ตามมาติดๆ และอาจมีคนจำนวนมากรู้จักบาหลีดีกว่าจาร์กาตาร์เมืองหลวงด้วยซ้ำ เกาะบาหลีมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวมายาวนาน บาหลีเป็นทั้งดินแดนที่มีความสวยงามทางธรรมชาติและดินแดนแห่งวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินโดนีเซีย รวมถึงพลังศรัทธาในศาสนาฮินดูและพุทธที่ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา เห็นได้ชัดจากวัดฮินดูและวัดพุทธที่มีอยู่มากมายในบาหลี อีกทั้งยังมีความสวยงามของธรรมชาติและการเกษตรกรรมให้ชมได้ในแถบทะเลสาบกูนุงบาร์ตูร์ ภูเขาไฟบาร์ตู และแนวการทำนาขั้นบันไดบนระดับความสูงเหนือน้ำทะเลประมาณ 700 เมตรก็เป็นวิวที่สวยที่สุดอีกแห่งบนเกาะบาหลีแห่งนี้

 

 

 Borobudur 


แม้เป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่อินโดนีเซียกลับมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทางพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่เมืองยอร์กยาการ์ตาบนเกาะชวาซึ่งมีชื่อเรียกว่า “วัดบุโรพุทโธ” หรือ “โบโรบูดูร์” (Borobudur) หรือ “บาราบูดูร์” (Barabudur) ตามแต่จะเรียก เป็นวัดพุทธที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก สร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ 8-9 โดยอาณาจักรไศเลนทรา ใช้เวลาประมาณ 75 ปีในการนำอิฐแกะสลักกว่า 2,000,000 ก้อนสร้างเป็นวัดขึ้นมา แต่จากนั้นก็ถูกทิ้งร้างและถูกบดบังด้วยละอองเถ้าของภูเขาไฟจนโลกลืม ก่อนจะถูกค้นพบอีกครั้งโดยเซอร์ โทมัส แสตมฟอร์ด ราฟเฟิล (Sir Thomas Stamford Raffles) ในปี 1814 จากนั้นระหว่างปี 1975-1982 ทั้งรัฐบาลอินโดนีเซียและยูเนสโก้ก็เข้ามาช่วยกันบูรณะจนบุโรพุทโธมีโอกาสได้ฉายความยิ่งใหญ่อีกครั้งบนพื้นที่กว่า 55,000 ตารางเมตร และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่ใหญ่ที่สุดในปี 1991

 

 

 Komodo National Park 


หากรู้จักเจ้ามังกรโคโมโดตัวใหญ่และดุร้ายแห่งอินโดนีเซียก็จะรู้ว่าสถานที่อนุรักษ์มังกรตัวนี้อยู่ที่นี่ “อุทยานแห่งชาติโคโมโด” (Komodo National Park) ที่จะประกอบด้วยเกาะขนาดใหญ่ถึง 3 เกาะ คือ เกาะโคโมโด เกาะริงกา และเกาะปาดาร์ โดยมีเกาะเล็ก ๆ กระจายออกไปอีกเกือบ 30 เกาะซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟทั้งสิ้น ส่วนมังกรโคโมโดนั้นเป็นสัตว์เลื้อยคลานจากยุคดึกดำบรรพ์ที่ดูหน้าตาแล้วน่ากลัวไม่เบา เมื่อโตเต็มวัยอาจมีความยาวได้ถึง 3 เมตรหรือมากกว่านี้ น้ำหนักตัวมักไม่ต่ำกว่า 70 กิโลกรัม ชอบกินซากสัตว์และอาจทำร้ายมนุษย์ได้หากเผลอเข้าไปถึงถิ่นของมัน นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติโคโมโดยังมีชายหาดที่เหมาะสำหรับกิจกรรมดำน้ำชมสัตว์ทะเลที่มีอยู่หลายชนิดรวมถึงหมู่ปะการังหายากอีกมากมาย

 

 

 Mount Bromo 


อินโดนีเซียอุดมด้วยภูเขาไฟไม่น้อยไปกว่าฟิลิปปินส์ สำหรับภูเขาไฟมากมายที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซียหนึ่งในนั้นต้องยกให้ “ภูเขาไฟโบรโม” (Mount Bromo) ที่ยังคงคุกรุ่นรอการปะทุอยู่ทุกเมื่อ โบรโมสูง 2,329 เมตร ซึ่งแม้ไม่ได้สูงที่สุดในประเทศหรือในโลกแต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นภูเขาไฟที่ได้รับความนิยมในการเดินทางมาเยี่ยมชมมาก โดยเฉพาะการเดินขึ้นไปชมปากปล่องภูเขาไฟ สัมผัสควันสีขาวที่ปะปนกลิ่นกำมะถันและเถ้าถ่าน แต่เนื่องจากภูเขาไฟโบรโมยังพร้อมปะทุ การเข้าชมจึงต้องคอยฟังคำเตือนจากศูนย์ภัยพิบัติร่วมด้วย เพราะความสวยงามมักมาพร้อมความระทึกที่เราคาดเดาไม่ได้

 

 

 Lake Toba 


ในอีกมุมหนึ่งการระเบิดของภูเขาไฟได้สร้างความสวยงามทางธรรมชาติให้เกิดขึ้นตามมา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ “ทะเลสาบโทบา” (Lake Toba) ซึ่งความรุนแรงของภูเขาไฟที่ระเบิดเมื่อ 70,000 กว่าปีก่อนสร้างทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นบริเวณปากปล่องภูเขาไฟบนเกาะสุมาตราซึ่งมีความกว้างประมาณ 30 กิโลเมตรและยาวประมาณ 100 กิโลเมตร กลายเป็นทะเลสาบสีครามสวยงามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความกว้างใหญ่ของทะเลสาบโทบาไม่ได้มีความสำคัญแค่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ประชากรที่อาศัยอยู่โดยรอบยังอาศัยทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำประมง เปิดตลาดขายสินค้าและอาหารทั่วไปสร้างรายได้จากการใช้บริการของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนทะเลสาบโทบาแห่งนี้

 

 The Istiqlal Mosque 


เราได้พบบุโรพุทโธในอินโดนีเซียไปแล้ว ครั้งนี้มาทำความรู้จักกับมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ในอินโดนีเซียเช่นกัน “มัสยิดอิสติกลัล” (The Istiqlal Mosque) เป็นมัสยิดที่สร้างขึ้นในปี 1975 โดยออกแบบให้สามารถรองรับชาวมุสลิมได้ประมาณ 120,000 คนโดยพื้นที่สำหรับละหมาดอยู่ในห้องที่สร้างเป็นโดมอยู่ด้านบน รับน้ำหนักคนเป็นจำนวนมากด้วยเสาขนาดใหญ่ 12 ต้น ชั้นใต้ดินมีน้ำพุ สร้างประตูทางเข้าสู่มัสยิดไว้ 7 ทาง ซึ่งแม้จะเป็นสถานที่ทางศาสนาแต่นักท่องเที่ยวที่แวะเข้ามาชมมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามัสยิดแห่งนี้สวยงามและดูทันสมัยมาก

 

 

 Sulawesi 


ระหว่างเกาะบอร์เนียวและเกาะมาลุกุเป็นที่ตั้งของ “เกาะสุลาเวสี” (Sulawesi) เกาะที่มีชื่อเสียงในด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นเมืองของอินโดนีเซีย และชาวสุลาเวสีก็สืบทอดฝีมือการประดิษฐ์ผลงานจากวัฒนธรรมของชนชาติตัวเองมาหลายชั่วอายุคน ทั้งการทอผ้าและเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้สุลาเวสียังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมของอินโดนีเซีย เช่น ชาวโทราจาที่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตายด้วยการเก็บร่างคนในครอบครัวที่ตายจากไปไว้ในช่องหน้าผาที่เจาะเตรียมไว้สำหรับพิธีกรรมนี้ และยังมีชาวบูกิสที่เก่งกาจเรื่องการค้าการเดินเรือ ส่วนในด้านที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเกาะสุลาเวสีมาก็คือการเป็นที่หมายสำคัญของบรรดานักดำน้ำที่นิยมชมความสวยงามของโลกใต้ทะเลซึ่งมีการค้นพบสัตว์น้ำมากกว่า 70 สายพันธุ์ในชายฝั่งเกาะสุลาเวสีซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรมพร้อมความสวยงามตามธรรมชาติที่ลงตัวที่สุดอีกแห่งของโลก

 


 

  Brunei Darussalam  


บรูไนดารุสซาลามมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เนการา บรูไนดารุสซาลาม” (Negara Brunei Darussalam) มี “บันดาร์เสรีเบกาวัน” (Bandar Seri Begawan) เป็นเมืองหลวง และมีพื้นที่ประเทศ 5,765 ตารางกิโลเมตร ประชากรมีเพียง 400,000 กว่าคน โดย 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ บรูไนปกครองประเทศด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

 

 

 Omar Ali Saifuddin Mosque 


ที่เมืองหลวงบันดาร์เสรีเบกาวันมี “มัสยิดโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน” (Omar Ali Saifuddin Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเกียรติแด่ “สุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน” (Sultan Omar Ali Saifuddien Mosque) ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 28 ของบรูไน และยังอัญเชิญพระนามตั้งเป็นชื่อมัสยิดแห่งนี้ด้วย ใช้หินอ่อนขาว หินแกรนิต และวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากในการสร้าง โดมสีทองที่เห็นนั้นใช้ทองคำ 3,300,000 แผ่นหุ้มด้านนอก เป็นทั้งสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งจนเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก

 

 

 Royal Regalia Museum 


เรายังอยู่ในบันดาร์เสรีเบกาวันเพื่อชม “พิพิธภัณฑ์รอยัลเรกาเลีย” (Royal Regalia Museum) ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของสุลต่าน และเป็นสถานที่บอกเล่าความเป็นมาทั้งด้านวัฒนธรรมและความมั่งคั่งมาแต่ไหนแต่ไรของประเทศนี้ เราจะได้ชมเครื่องทรงทองคำมากมาย พระที่นั่งจำลอง รวมถึงเครื่องราชบรรณาการจากหลายประเทศ มีเครื่องประดับ วัตถุโบราณ คัมภีร์อัลกุรอาน มีการจำลองรูปแบบประเพณีโบราณของบรูไน ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จะทำให้ผู้ชมได้รู้จักบรูไนมากขึ้น

 

 

 Jame Ar's Hassanil Bolkiah Mosque 


มีการสร้าง “มัสยิดทองคำ เจมส์ อาร์ อัสซานัส โบลเกียห์” (Jame Ar's Hassanil Bolkiah Mosque) ขึ้นเมื่อปี 1988 จนอีก 6 ปีต่อมาจึงเสร็จสมบูรณ์และเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นี่คือมัสยิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบรูไนซึ่งมีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 25 ปีของสุลต่านองค์ปัจจุบัน สร้างอย่างสวยงามยิ่งใหญ่ด้วยการนำเข้าหินอ่อนจากอิตาลี หินแกรนิตนั้นมาจากเซี่ยงไฮ้ กระจกสำหรับส่วนของหน้าต่างมาจากอังกฤษ พรมเนื้อดีมาจากซาอุดิอาระเบียและเบลเยี่ยม ส่วนเชนเดอเลียร์อลังการที่เห็นมาจากออสเตรเลีย ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติและฉายชัดถึงความมั่งคั่งของบรูไนได้อย่างดี

 

 

 The Istana Nurul Iman Palace 


ได้รับการบันทึกให้เป็นพระราชวังสำหรับพักอาศัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก “พระราชวังอิสตานา นูรูล อิมาน” (The Istana Nurul Iman Palace) สร้างขึ้นด้วยงบประมาณกว่า 422,000,000 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 1987 เพื่อเป็นที่ประทับของสุลต่านองค์ปัจจุบัน มีพื้นที่ทั้งหมด 200,000 ตารางเมตร ทุกรายละเอียดทั้งภายในและภายนอกของพระราชวังแห่งนี้ได้รับการออกแบบสร้างอย่างประณีต ภายในพระราชวังตกแต่งอย่างสวยงามและแน่นอนว่าใช้วัสดุชั้นดีทุกชิ้น แบ่งภายในออกเป็น 1,788 ห้อง ห้องน้ำอีก 257 ห้อง รวมสระน้ำอีก 5 สระ และตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการสร้างห้องจัดเลี้ยงหรูหราที่รองรับแขกผู้มาเยือนได้พร้อมกันถึงประมาณ 5,000 คน

 

 

 Jerudong Park 


ไม่ได้มีเฉพาะสิ่งก่อสร้างสำหรับชนชั้นกษัตริย์เท่านั้น แต่บรูไนตั้งใจสร้าง “สวนสนุกเจรูดง” (Jerudong Park) เพื่อให้เป็นของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับประชาชนทั่วไป ความยิ่งใหญ่ของสวนสนุกแห่งนี้ว่ากันว่าเทียบเท่าฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นจำนวนและชนิดของเครื่องเล่นที่มีอยู่ภายในสวนสนุกแห่งนี้จึงไม่ธรรมดา ทั้งแบบผาดโผนและแบบเบาๆ สำหรับเด็กมีให้พร้อมในที่เดียว เรียกว่ามีครบทุกรูปแบบเท่าที่สวนสนุกขนาดใหญ่จะมีได้ รวมถึงพื้นที่สันทนาการบนสนามหญ้าสำหรับวันหยุดซึ่งจะเต็มไปด้วยผู้คนที่พากันมาพักผ่อนหย่อนใจและปิกนิกกับคนในครอบครัว

 

 

 Billionth Barrel Monument 


รู้กันดีอยู่แล้วว่าบรูไนมั่งคั่งจากการเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ประเทศที่มีพื้นที่เล็กๆ มีประชากรน้อย แต่กลับมีวัตถุดิบมูลค่าสูงอยู่มากมายและยังมีการขุดพบแหล่งน้ำมันโดยตลอดทำให้ความร่ำรวยไม่หนีบรูไนไปไหน เป็นที่มาให้มีการสร้าง “อนุสาวรีย์น้ำมันพันล้านบาร์เรล” (Billionth Barrel Monument) ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สิ่งล้ำค่าในแผ่นดินเมื่อปี 1991 ที่เมืองเซอเรีย (Seria) ซึ่งเป็นศูนย์กลางกิจการน้ำมันของบรูไนและเป็นบริเวณที่มีการขุดพบน้ำมันก่อนจะตามมาด้วยการก่อตั้งสถานีขุดเจาะเพื่อสูบน้ำมันขึ้นที่เมืองนี้ และตั้งชื่ออนุสาวรย์แห่งนี้ให้คล้องกับความสามารถด้านการผลิตน้ำมันครบพันล้านบาร์เรลของบรูไนนั่นเอง

 

 

 

 Brunei Museum 


ในปี 1965 มีการก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบรูไน” (Brunei Museum) เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงสมบัติชาติทุกด้านนับแต่มีการสร้างประเทศขึ้นมา และทำพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่โดยสมเด็จพระราชินีนาถอลิซเบธที่ 2 แห่งอังกฤษในปี 1972 เพราะยังเป็นชาติในอารักขาของอังกฤษ และเป็นการเปิดพิพิธภัณฑ์ 12 ปีก่อนที่บรูไนจะได้รับเอกราช แบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน คือ “Islamic Gallery” จัดแสดงสมบัติส่วนพระองค์ของสุลต่านและประวัติการเข้ามาของศาสนาอิสลามในบรูไน โซน “Oil and Gas Gallery” จัดแสดงประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบรูไน โซน “Natural History Gallery” จัดแสดงข้อมูลทางทรัพยากรธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์ที่พบในบรูไน โซน “Brunei Traditional Cultures Gallery” บอกเล่าวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวบรูไนซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มลายูตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และโซน “Archeology and History of Brunei Gallery” จัดแสดงข้อมูลด้านโบราณคดีในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เล่าถึงการค้นพบบรูไน รวมทั้งเล่าถึงพระราชประวัติของสุลต่านและพระราชวงศ์ของบรูไนด้วย


เชื่อว่าเสน่ห์ที่มีไม่เสื่อมคลายของกลุ่มประเทศในอาเซียนหรือ AEC จะยังมีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อีกยาวนานและตลอดไป บรรยากาศที่ต่างไปจากการเที่ยวยุโรปหรือเมืองใหญ่ทั่วโลก ความงดงามของวัฒนธรรมแห่งเอเชีย ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย ความเป็นกันเองของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นเหมือนเพื่อนบ้าน และการเดินทางที่สะดวกด้วยระยะทางที่ไม่ไกล แถมค่าใช้จ่ายหรือค่าครองชีพเรียกได้ว่าไม่แพงเลย ทั้งหมดนี้อธิบายได้ชัดเจนถึงความเป็นอาเซียนที่เราจะเข้าถึงได้ก็เมื่อลองสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น

29 สิงหาคม 2561

ผู้ชม 1327 ครั้ง