ดูบทความลัดเลาะเลียบริมโขง สัมผัสวิถีชุมชน และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว

ลัดเลาะเลียบริมโขง สัมผัสวิถีชุมชน และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว

หมวดหมู่: HOT REVIEW

ลัดเลาะเลียบริมโขง
สัมผัสวิถีชุมชน และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว

Photo By BUENGKANDAY
Story By ORANITT

บึงกาฬ จังหวัดน่าท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ซึ่งถึงแม้บึงกาฬจะดูเป็นจังหวัดน้องใหม่เรื่องการท่องเที่ยว แต่เอาเข้าจริงแล้ว ด้วยลักษณะภูมิประเทศเลียบริมโขงกว่า 140 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงมีความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ชาวบ้านยังคงยึดถือกับขนบธรรมเนียมพื้นถิ่น บึงกาฬจึงนับเป็นจังหวัดเปี่ยมเสน่ห์ที่หากใครได้มาสัมผัส ต้องติดใจจนอยากกลับมาอีกแน่นอน โดยเฉพาะกับ 5 หมู่บ้านริมน้ำโขงที่ได้รับสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาโดย กรมการพัฒนาชุมชนมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ ให้เป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ที่นอกจากจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวแล้ว ยังสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านสินค้าโอทอปให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝากอีกด้วย

 

 


  บ้านสะง้อ  


ชุมชนเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม ด้วยทุ่งนาเหลืองอร่ามที่มีแม่น้ำโขงไหลเอื่อยและภูเขาเป็นฉากหลัง โดยบ้านสะง้อนี้นับเป็นแผ่นดินเหนือสุดแดนอีสาน ถึงแม้คำว่า “สะง้อ” นั้นจะแปลว่า “บ้านที่ไปยาก” แต่หากใครได้มาเยือนแล้วรับรองว่าจะอยากกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งแน่นอน นอกจากทัศนียภาพแล้วชุมชนบ้านสะง้อยังนับเป็นชุมชนที่มีการรักษาภูมิปัญญาการทอผ้าดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นอาชีพของบรรพบุรุษเอาไว้จนถึงปัจจุบัน

 



  ผ้าหมักโคลนดารานาคี  


กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ ของดีบ้านสะง้อที่นอกจากจะได้เห็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในเรื่องของการทอผ้าด้วยมือและการใช้วัสดุธรรมชาติในพื้นที่นำมาทำสีย้อมผ้าแล้ว เรายังได้เห็นการต่อยอดนำผ้าขาวม้ามาดีไซน์ลวดลายใหม่ เช่น ลายดารา ลายสองฝั่งโขง ลายสองตายาย ลายนิมิต ลายธรรมจักรกวาง และตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นที่ดูทันสมัยเหมาะกับทุกวัย โดยจุดเด่นของผ้าบ้านสะง้อนั้นอยู่ที่การเอาเปลือกไม้ต่างๆ อย่าง ชมพู่มะเหมี่ยว ต้นคูณ มาทำเป็นสีย้อมผ้า จากนั้นจึงนำผ้าไปหมักด้วยโคลนเพื่อให้ผ้านุ่มขึ้น โดยโคลนที่ได้ก็เอามาจากแม่น้ำโขง ชาวบ้านเชื่อกันว่าโคลนที่นั่นเป็นโคลนที่มีคุณภาพและมีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อผ้านี้ถูกนำมาทอแล้วเนื้อผ้าจะมีความนุ่มมากกว่าผ้าที่ย้อมจากสารเคมี

 

 


  บ้านห้วยเล็บมือ  

ชุมชนสองศาสนาที่สามารถสัมผัสได้ถึงความสงบและงดงามของโบสถ์กลางหมู่บ้าน โดยแต่เดิมนั้นชาวบ้านห้วยเล็บมือเป็นชนเผ่าไทเทิง แขวงคำม่วน สปป. ลาว​ แต่ได้อพยพตามลำน้ำหินบูนลงสู่แม่น้ำโขง จนเมื่อเกิดสงครามศึกฮ่อขึ้น ชาวบ้านจึงได้อพยพหนี โดยมีบางกลุ่มถูกจับไปเป็นทาส ต่อมาคุณพ่อเดอลาเลกซ์ ชาวฝรั่งเศสได้ช่วยไถ่ชาวบ้านให้เป็นอิสระและปลูกฝังความเชื่อให้แก่ผู้สนใจนับถือศาสนา และย้ายมาตั้งหมู่บ้านที่ห้วยเล็บมือนี้ ที่นี่จึงนับเป็นหมู่บ้านคาทอลิกตั้งแต่แรกเริ่ม ชุมชนบ้านห้วยเล็บมือในปัจจุบันจึงงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบคริสต์ที่หล่อรวมอยู่กับวิถีชีวิตและความเชื่อริมโขงได้อย่างงดงาม

 

 


  จุดนัดพบและลานกิจกรรม  

ศูนย์รวมของคนในหมู่บ้านใต้ต้นจามจุรีอายุกว่า 100 ปีของบ้านห้วยเล็บมือ ที่ให้ร่มไม้แผ่ขยายกิ่งก้านสาขา นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของรูปปั้นอุ้งมือผู้หญิง ที่นับเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำโขง ตามตำนานจากคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าว่า มีชาวบ้านไปทอดแหหาปลาบริเวณที่ลำห้วยท้ายหมู่บ้านและได้พบวัตถุมีลักษณะคล้ายเล็บมือผู้หญิงในบริเวณลำห้วย จากนั้นจึงได้ตั้งชื่อว่า ห้วยเล็บมือนาง และนำมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน ซึ่งในบริเวณเดียวกันยังมีโบสถ์คาทอลิกที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของบ้านห้วยเล็บมืออีกด้วย

 

 


  ภูทอกน้อย  

จุดชมวิวแม่น้ำโขงที่จะสวยงามเป็นพิเศษในช่วงพระอาทิตย์ตกดินยามเย็น มีความเชื่อกันว่าที่นี่เป็นป่าชุมชน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือคือ พระแม่มารีย์พร้อมทั้งมีไม้กางเขนขนาดใหญ่ และพระพุทธรูป สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวบ้านห้วยเล็บมือ ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี พี่น้องคริสตชนในเขตจังหวัดบึงกาฬจะมารวมตัวกันเพื่อสรรเสริญความรักของพระเจ้า ที่โปรยปรายพระพรมายังพี่น้องทุกคนไม่ขาดสาย

 

 


  ชาสิรินธรวัลลี  

ชารสชาติดีที่ผลิตจากใบสิรินธรวัลลี หรือ ต้นสามสิบสองประดง ไม้ป่าหายากที่พบครั้งแรกที่ภูทอกน้อย กรมป่าไม้จึงได้ขอพระราชทานการตั้งชื่อ ด้วยการใช้พระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในชื่อว่า Bauhinia sirindhorniae K.& S.S. Larsen หรือในชื่อภาษาไทยว่า สิรินธรวัลลี ซึ่งหมายถึง วลัยชาติแห่งองค์สมเด็จพระเทพฯนั่นเอง โดยต้นสามสิบสองประดงนี้มีสรรพคุณมากมาย ทั้งแก้ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ลมพิษ หรือภูมิแพ้ต่างๆ นอกจากนั้นยังช่วยขับเลือด ขับลม และช่วยให้นอนหลับสบาย
ปัจจุบัน ชาวบ้านได้นำใบมาแปรรูปเป็นสินค้า OTOP ขึ้นชื่อในรูปแบบของชาสิรินธรวัลลี วิธีการคือการนำเอาใบสิรินธรวัลลีมาคั่วให้แห้งมีกลิ่นที่หอมกรุ่น จากนั้นจึงนำไปต้ม และกรองเป็นชากลิ่นหอมอ่อนๆ รสชาติไม่ขม และเพื่อเพิ่มความกลมกล่อมชาวบ้านมักเสิร์ฟพร้อมสัปปะรดกวน และล้อมวงสนทนากันในยามบ่ายได้บรรยากาศดี

 

 


  ผลผลิตจากสัปปะรด บ้านห้วยเล็บมือ  

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินบ้านห้วยเล็บมือ ที่นี่จึงเป็นแหล่งปลูกสับปะรดชั้นดีพันธุ์ปัตตาเวีย ที่มีดีกรีเคยได้รับรางวัลด้วยรสชาติที่หวานอร่อย และนอกจากตัวผลสับปะรดแล้ว ชาวบ้านห้วยเล็บมือยังนำเอาสัปปะรดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเอาเปลือกมาทำน้ำยาซักผ้า ครีมอาบน้ำ หรือเอาเนื้อมาทำแยมสัปปะรด สัปปะรดกวน ซึ่งหากใครคนชื่นชอบสัปปะรด ต้องไม่พลาดมาที่นี่

 

 


  บ้านบุ่งคล้าเหนือ  

อีกหนึ่งชุมชนริมโขงที่มีความใกล้ชิด และแรงศรัทธาอันแรงกล้าต่อสายน้ำโขง โดยเฉพาะวิถีความเชื่อเรื่องพญานาค ที่บอกเล่าผ่านนิทานตำนานจากผู้เฒ่าผู้แก่ ส่งต่อรุ่นต่อรุ่นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบุ่งคล้าเหนือที่นับได้ว่ามีทั้งเสน่ห์และความน่าเกรงขาม

 

 


  ศาลปู่โต่ง  

เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบุ่งคล้า ที่ช่วยปกปักคุ้มครองให้ชาวบ้านริมโขงอยู่เย็นเป็นสุข ชาวบ้านจึงมักมาขอพรเรื่องความโชคดี การสอบ และความรัก โดยศาลแห่งนี้มีเรื่องเล่าว่า ปู่โต่งเป็นคนดีมีศีลธรรมที่ได้ลงไปกินน้ำในแม่น้ำกระดิ่งตรงจุดที่เป็นแม่น้ำสองสี ร่างกายปู่โต่งครึ่งหนึ่งจึงกลายเป็นงู และระลึกได้ว่าตัวเองเป็นเทพที่ถูกส่งลงมาให้รักษาดินแดนแคว้นนี้ ซึ่งหากใครมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อมาบวงสรวงขอพรก็จะได้ตามสิ่งที่หวัง

 

 


  จุดบรรจบของแม่น้ำสองสี  

อีกหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาดเมื่อได้มาเยือนบ้านบุ่งคล้าเหนือคือ การนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงชมวิวภูงู ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของหมู่บ้านบุ่งคล้าเหนือ โดยระหว่างการล่องเรือนั้นจะได้เห็นความมหัศจรรย์ของลำน้ำโขงที่แยกเป็นสายน้ำสีเขียวและสีน้ำตาลอย่างชัดเจน ซึ่งความมหัศจรรย์นี้มีตำนานเล่าว่า มียักษ์ตนหนึ่งได้ไปถามเทวดาบนสวรรค์ว่าเนื้อคู่ของยักษ์ชื่อว่าอะไร ด้วยความรำคาญของท่านเทวดาจึงตอบไปว่า เนื้อคู่ของยักษ์นั้นชื่อว่านางสุมณฑาที่เกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งนางสุมณฑานั้นเป็นอาของศรีโฮ สังข์ทอง สินชัย ดังนั้นยักษ์ตนนี้จึงได้ลักพาตัว
นางสุมณฑาหนีไป พ่อของศรีโฮ สังข์ทอง สินชัย จึงสั่งให้ทั้งสาม ตามหานางสุมณฑาและพากลับมา ทั้งสามจึงได้เดินทางมาเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณภูแห่งนี้ ได้มีงูยักษ์นอนขวางทางไม่ให้ทั้งสามผ่านจึงได้เกิดการต่อสู้ขึ้น ด้วยทั้งสามมีวิชาอาคม สินชัยจึงได้ใช้พระขรรค์ตัดบริเวณกลางลำตัวงูขาดครึ่งไปถูกถุงน้ำดีงูไหลแตกออกมาเป็นสายสีเขียวมรกต ชาวบ้านจึงเรียกขานภูแห่งนี้ว่าภูงู

 

 


  ลานพญานาค หาดท่าสำราญ  

หาดท่าสำราญ คือพื้นที่ทางธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นหาดทราย เหมาะสำหรับการเล่นน้ำคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนของชาวบ้านบุ่งคล้าเหนือ และชาวบ้านใกล้เรือนเคียง และที่นี่ยังเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพญานาคปู่ศรีสุทโธจำลอง ที่ชาวบ้านบุ่งคล้าเหนือเคารพและนับถืออีกด้วย โดยในช่วงที่อากาศเป็นใจ เราจะได้เห็นวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวบ้านที่ต่างพากันออกมานั่งล้อมวงกินข้าว พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

 

 


  บ้านหนองคังคา  

บรรพบุรุษของหมู่บ้านหนองคังคา อพยพมาจากทุ่งเชียงคำฝั่ง สปป. ลาว เพื่อหนีภัยสงคราม และเพื่อหาแหล่งอุดมสมบูรณ์เพื่อทำมาหากิน คำว่า หนองคังคา นั้นมีที่มาจากหนองน้ำหนองหนึ่งทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และบริเวณกลางหนองยังมีหญ้าสนมขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น จนบางแห่งคนสามารถขึ้นไปเดินได้ โดยนอกจากวิถีชีวิตริมโขงแล้ว บ้านหนองคังคายังมีไร่นา ที่เราสามารถเดินลัดเลาะผ่านป่ายาง ที่ให้ทั้งความร่มรื่นและสดชื่นได้อีกด้วย

 

 


  ระบำกรีดยาง  

การแสดงที่ดัดแปลงมาจากการทำสวนยาง ซึ่งเป็นอาชีพที่สำคัญของชาวบึงกาฬ โดยท่ารำเป็นการจำลองขั้นตอนและวิถีชีวิตของคนทำสวนยาง เริ่มจากการออกไปกรีดยาง พอรุ่งเช้าก็ออกไปเก็บยาง ต่อจากนั้นก็นำน้ำยางไปผสมกับน้ำยา แล้วกวนจนน้ำยางแข็งตัวจึงนำไปนวด และรีดเป็นแผ่นแล้วนำออกตากแดด จนถึงการเก็บแผ่นยาง

 

 


  บายศรีสู่ขวัญ  

ประเพณีพื้นบ้านที่มีทั้งความอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ โดยผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านจะมาทำพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวให้อย่างอบอุ่น พร้อมกับระบำกรีดยาง ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบึงกาฬ รองจากการทำนา

 

 


  บ้านหนองเดิ่นท่า  

อีกหนึ่งหมู่บ้านริมโขงที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาของสองประเทศคือ ภูวัว ประเทศไทย และภูงู สปป. ลาว โดยมีแม่น้ำโขงไหลกั้น ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและภูมิประเทศ ในอดีตจึงมีชาวบ้านทั้งจากฝั่งประเทศลาว และชาวไทยพากันอพยพมาตั้งถิ่นฐาน

 

 


  หาดสีดา  

หาดทรายขาวสะอาดมีความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตรตามริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน เพราะมีทิวทัศน์ที่สวยงาม โดยที่กลางลำน้ำโขงนั้นมีโขดหินจึงทำให้สายน้ำบริเวณนี้ดูไหลเชี่ยว นอกจาก
จะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแล้ว หาดสีดายังนับเป็นแหล่งอนุรักษ์ประเพณีที่ชาวบ้านมักใช้พื้นที่บริเวณนี้จัดงานสำคัญของหมู่บ้าน เช่น งานรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในช่วงวันสงกรานต์ โดยในช่วงเทศกาลเดือนพฤศจิกายน หาดสีดาจะสามารถลงไปเล่นน้ำได้ถึงกลางแม่น้ำโขง

 

 


  แม่บ้านกลุ่มจักสาน  

การรวมตัวของกลุ่มจักสานเริ่มต้นจากชาวบ้าน 30 คนมองหาพืชที่มีมากในบึงกาฬ และพบว่าต้นคล้ามีคุณสมบัติ เหนียว คงทน และสามารถทำความสะอาดได้ง่าย จึงเริ่มนำต้นคล้ามาสานเป็นกระติ๊บข้าวเหนียว ผลปรากฏว่าสามารถเก็บความร้อนได้ดีกว่าไม้ไผ่ ข้าวเหนียวไม่เสียง่าย และงานใช้ได้นานกว่าไม้ไผ่ จึงกลายมาเป็นสินค้ายอดนิยมของชุมชน นอกจากนั้นชาวบ้านยังมีการต่อยอดนำคล้าไปสานทั้งกระเป๋า และเครื่องสานดีไซน์สวยงามอื่นๆ อีกมากมาย

กรมการพัฒนาชุมชน จังหวัดบึงกาฬ

 

 


ท่องเที่ยวริมโขง

สัมผัสหมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

 

  ความเป็นมาของโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว  

“หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว เป็นโครงการของรัฐบาล และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศมีรายได้ต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมนำงบประมาณลงมาช่วยสนับสนุนพัฒนาต่อยอดงานฝีมือชุมชน เกิดการจับจ่ายใช้สอยอุดหนุนสินค้า โดยหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวนั้นจะเป็นการยกระดับ ชูเสน่ห์ที่ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตอิงธรรมชาติเรียบง่าย มาพัฒนาทั้งในเรื่องที่พักให้มีความสะอาดได้มาตรฐาน เรื่องอาหารที่ดีสะอาดปลอดภัย ใช้วัตถุดิบชุมชน การผลิตสินค้าฝีมือมีคุณภาพที่ทั้งถูกใจนักท่องเที่ยว และเสริมสร้างเอกลักษณ์ชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจที่จะมาเที่ยว ทั้งหมดนี้ล่ะครับที่ทางรัฐบาลให้จังหวัดเข้ามาช่วยดูแล เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

 

  เล่าถึงเอกลัษณ์ของหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว จ. บึงกาฬ  

“บึงกาฬ เรียกได้ว่าเป็นจังหวัดเหนือสุดแดนอีสาน มีแม่น้ำโขงยาวถึง 140 กิโลเมตร จึงทำให้มีเสน่ห์แตกต่างกันไปในแต่ละคุ้งน้ำให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัส อย่างเช่นอำเภอบุ่งคล้า 1 ใน 4 อำเภอของบึงกาฬที่อยู่ติดริมโขง อำเภอนี้จึงมีวิถีชีวิต ภูมิทัศน์ และจุดที่ตั้งที่พร้อมมากเรื่องการท่องเที่ยว และด้วยบึงกาฬยังคงมีธรรมชาติอันงดงาม หลากหลาย บึงกาฬจึงสามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดู อย่างเช่น บึงกาฬมีบึงใหญ่อยู่มากมาย ทั้งบึงโขงโหลง หนองบึงกาฬ หนองเลิง ที่มีชื่อเสียงเรื่องบัว และยังมีบึงน้ำที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง เรียกว่าแก่งอาฮง ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดอาฮงศิลาวาส ขณะเดียวกันบึงกาฬก็มีภู อยู่ถึง 4 ภู ได้แก่ ภูสิงห์ ภูทอก ภูวัว ภูลังกา ที่ล้วนน่าเที่ยว มีเสน่ห์แตกต่างกันไปในแต่ละอำเภอ”

 

  สินค้า OTOP ที่น่าสนใจของ จ.บึงกาฬ  

“ถ้าพูดถึงสินค้าที่ชาวบ้านผลิตเอง ทั่วทั้งอีสาน 20 จังหวัดที่ไหนก็มีผ้า แต่ว่าผ้าที่บึงกาฬจะพิเศษกว่าที่อื่น คือเราทอผ้าและใช้วิธีการหมักการย้อมที่อิงธรรมชาติ ทั้งสีที่มาจากเปลือกไม้และกรรมวิธีหมักโคลนที่ให้ทั้งความนุ่มและความเย็น ส่วนกระติ๊บข้าวเหนียว ที่นี่เรามีอำเภอบุ่งคล้า ซึ่งแปลว่า พื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นคล้า ชาวบ้านจึงลองเอาคล้ามาสานเป็นกระติ๊บข้าวเหนียว เมื่อได้ลองใช้จึงพบว่ากระติ๊บจากคล้าทำให้ข้าวเหนียวอุ่นได้นานกว่าปกติ และไม่เสียง่าย กลายเป็นสินค้าโอทอปขึ้นชื่อของบึงกาฬ และเรายังมีไร่สัปปะรด ที่นอกจากรสชาติอร่อยแล้ว ชาวบ้านยังเอาเนื้อมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด แล้วยังเอาเปลือกมาผลิตเป็นน้ำยาซักผ้าหรือครีมอาบน้ำ เป็นต้น”

 

  เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเยือนบึงกาฬ  

“บึงกาฬอากาศดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมาพักผ่อน มาดื่มด่ำธรรมชาติ หลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งปี อาหารอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะปลาแม่น้ำโขงสดๆ ที่ถ้าไปกินที่อื่นราคาแพงแน่นอน แต่มาที่นี่ราคาย่อมเยา กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวมีมากมาย ทั้งเดินเล่นริมโขง ปั่นจักรยาน ผู้คนเป็นมิตร ผมอยากให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาที่บึงกาฬมากกว่าหนึ่งคืน มาสัมผัสวิถีชีวิตผู้คนริมโขง มาพักในที่พักกลางธรรมชาติที่ได้รับมาตรฐาน เรื่องความสะอาด ได้อุดหนุนสินค้าชุมชนที่ถูกใจกลับบ้าน รับรองท่านจะหลงรักและประทับใจจังหวัดเหนือสุดแดนอีสานนี้แน่นอนครับ”

31 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 98 ครั้ง