ดูบทความแต่งชุดไทย ปั่นไป...ยุโรป

แต่งชุดไทย ปั่นไป...ยุโรป

หมวดหมู่: HOT REVIEW

แต่งชุดไทย ปั่นไป...ยุโรป

Photo & Story By ประสาท ภาคย์ สุภาพ, ศิริรัตน์ ทองไถ่ ผา

สวัสดีเพื่อนๆ พี่น้องนักเดินทางท่องเที่ยวทุกคน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมและภรรยาได้มีโอกาสบันทึกการเดินทางด้วยจักรยานลงใน Checktour Magazine ฉบับนี้

เพื่อนๆ นักเดินทางหลายท่านคงเคยไปเที่ยวประเทศแถบทวีปยุโรปกันมาแล้ว อาจจะโดยเครื่องบิน รถยนต์ รถไฟ เรือ แต่ครั้งนี้ผมจะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางบางช่วงที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก โดยนำจักรยานขึ้นรถไฟและลงเรือข้ามทะเลสาบ พิเศษกว่านั้นคือภรรยาผมเตรียมชุดไทยไปประชาสัมพันธ์พร้อมปั่นจักรยานในเมืองหลักๆ ของแต่ละประเทศที่เราผ่านด้วย

ทริปนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2018 ช่วงที่อากาศในทวีปยุโรปกำลังสบายๆ 18-25 องศาเซลเซียส ถือว่ายังไม่หนาวมากแต่มีฝนอยู่เกือบแทบทุกที่ ปกติแล้วผมมักจะปั่นจักรยานทัวร์ริ่งไปคนเดียว ไม่ว่าจะเป็น เชียงของ-ปักกิ่ง มอสโก-ลอนดอน แม้แต่ในลาวหรือกัมพูชา โดยจะคำนวณเวลาให้เพียงพอ หรือเหลือเวลาไว้สำหรับการเดินทางด้วยจักรยานเพียงอย่างเดียว

แต่เพราะทริปนี้ผมเดินทางไปพร้อมภรรยา จึงต้องเตรียมทั้งตัวภรรยาและตัวผมเองซึ่งต้องเดินทางผ่านหลายประเทศ และเพื่อให้ทันต่อเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดคือเพียงแค่ 1 เดือน จึงต้องเดินทางด้วยรถไฟบ้างให้เผื่อเวลาในบางช่วงไว้ ผมเตรียมการตั้งแต่หาช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเป็นช่วงที่ลูกๆ ปิดเทอม เตรียมทำวีซ่า เซ็ตจักรยานให้พร้อม และเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในการเดินทาง ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องพึ่งพาตัวเอง เช่น เต็นท์ เครื่องนอน เตา และอุปกรณ์สำหรับทำอาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ

 

 


ประเทศที่ผมวางแผนเดินทางไป คือ กรุงปราก สาธารณะรัฐเช็ก ออสเตรีย เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และจบที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตามลำดับ เมื่อวีซ่าผ่าน ทุกอย่างพร้อม รวมถึงตั๋วเครื่องบิน เราขึ้นเครื่องบินสายการบินการ์ต้าชั้นธรรมดา และผ่านการชั่งน้ำหนักที่สนามบินสุวรรณภูมิ น้ำหนักโดยรวมจักรยานแล้วได้ไม่เกินคนละ 38 กิโลกรัม ปรากฏว่าน้ำหนักของเราเกินทั้งคู่ สาเหตุจากกล่องกระดาษที่เราแพคจักรยานหนาและหนักมากเกินไป

จากที่ผมเดินทางบ่อยเลยเชื่อว่าน้ำหนักหากไม่เกินมากนักเรามักจะขอต่อรองกับเจ้าหน้าที่ได้ แต่ปรากฏว่าสายการบินนี้เป็นการบินที่ต้องต่อเครื่องสองครั้งในหนึ่งเที่ยวบิน และไม่มีผู้โดยสารบินไปลงปรากเหมือนเราทั้งสองคน จึงไม่สามารถนำน้ำหนักไปเฉลี่ยกับคนอื่นได้ จึงต้องแพคกระเป๋าสำหรับหิ้วติดตัวไปกับกระเป๋ากล้องส่วนเกินจัดส่งไปรษณีย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิกลับบ้าน ซึ่งในนั้นมีทั้งโซ่คล้องจักรยาน ที่ชาร์ตพลังงานแสงอาทิตย์และของใช้อื่นๆ ที่ต้องยอมตัดใจและค่อยไปหาเอาข้างหน้า

 

 


เรานั่งเครื่องบินนานมาก และต้องไปต่อเครื่องที่เมืองโดฮา (Doha) ประเทศการ์ตาร์ ซึ่งได้เห็นว่า สนามบินการ์ตาร์ สวย ทันสมัย และการ์ต้าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าเดินทางท่องเที่ยว จึงตั้งใจไว้ว่ามีโอกาสต้องมาเที่ยวให้ได้ หรืออาจจะเป็นการปั่นจักรยานท่องเที่ยวในประเทศตะวันออกกลางก็ได้


เมื่อเครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานวาตสลัฟ ฮาเวล (Vaclav Havel Airport) กรุงปราก สาธารณะรัฐเช็ก เราไปที่จุดรับกระเป๋า จักรยานของเราก็อยู่บริเวณนั้น หลังจากประกอบจักรยานก็ไปซื้อซิมโทรศัพท์ไว้สำหรับใช้อินเตอร์เน็ตได้ทั่วยุโรป ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 500 บาท จัดแจงเสร็จสรรพก็เดินทางไปพักที่โรงแรม ย่านกลางกรุงปราก วางแผนไว้ว่าวันรุ่งขึ้นจะแต่งชุดไทยไปเดินเที่ยวที่ปราสาทเมืองปราก และสะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge)


เราพักเที่ยวที่ปรากอยู่สามวันแล้วเริ่มปั่นจักรยานไปที่เมืองเบอร์โน (Berno) เมืองใหญ่อันดับ 2 ของสาธารณะรัฐเช็ก และเมืองโครเมอริส (Kromeriz) ที่มีสวนดอกไม้ซึ่งเป็นมรดกโลก “Gardens and Castle at Kromeriz” ที่นี่เรามีเพื่อนชาวเช็กให้ที่พักและคอยดูแลอย่างดีมาก ซึ่งเมื่อครั้งที่เขามาเที่ยวเมืองไทยและพักที่อยุธยาก็มีผมให้การดูแลเขาอย่างดีเช่นกัน


เหมียว ภรรยาผมแต่งชุดไทยตามแผนเพื่อประชาสัมพันธ์ชุดไทยในต่างแดนที่เมืองโครเมอริส บังเอิญ เรามาถึงที่นี่ในช่วงที่มีเทศกาลเต้นรำของชาวโครเมอริสพอดี เหมียวจึงถูกเชิญขึ้นไปรำบนเวที่ ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจมากทั้งกับเราและผู้ชมชาวเช็ก

 

 


จากเมืองโครเมอริสเราปั่นจักรยานมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และเช่นเคย เหมียวสวมชุดไทยปั่นจักรยานไปรอบเวียนนา เราเริ่มต้นปั่นจักรยานบนเส้นทางเลียบแม่น้ำดานูบเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองลินเดา (Lindau) ประเทศเยอรมนี และข้ามเรือที่นั่นเพื่อไปต่อยังเมืองรอร์สชาช (Rorschach) จากนั้นปั่นผ่านเมืองอาบอน (Arbon) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

 


เมืองลินเดา (Lindau) เป็นเมืองท่าที่สำคัญ มีทะเลสาบที่กว้างใหญ่ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักปั่นจักรยานจำนวนมากเดินทางมาพักผ่อนที่นี่ซึ่งมีที่พักแบบแคมป์กราวด์มากมาย แต่ราคาค่อนข้างแพง ส่วนใหญ่เราจึงพักนอกแคมป์ และแม้จะไม่มีน้ำอาบแต่เราก็เตรียมถุงใส่น้ำไปเอง หุงหาอาหารด้วยอุปกรณ์ที่เราเตรียมไปเองได้อย่างไม่มีปัญหา


การข้ามเรือจากเมืองลินเดา ประเทศเยอรมนีเพื่อไปเมืองรอร์สชาช (Rorschach) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่มีขั้นตอนตอนยุ่งยากใดๆ แต่เราต้องจ่ายค่าจักรยานเพิ่มเท่านั้น ซึ่งในแต่ละเที่ยวมีนักจักรยานข้ามไปมามากมายด้วยเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากราวชั่วโมงครึ่งจึงถึงฝั่งสวิตเซอร์แลนด์

 

 


จากสวิตเชอร์แลนด์ เราปั่นเลียบแม่น้ำไรน์และขึ้นรถไฟบางช่วงเพื่อมุ่งหน้าไปเมืองบาเซิล (Basel) เมืองชายแดนสวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่ติดกับเมืองเซนต์หลุยส์ (Saint-Louis) ประเทศฝรั่งเศส ช่วงนี้มีฝนตกชุกมาก เราปั่นจนถึงเมืองมัลลูส (Mulhouse) ด้วยเวลาที่เหลือไม่มาก และเพราะเรา ต้องการใช้เวลาส่วนใหญ่ท่องเที่ยวในกรุงปารีสและพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musee du Louvre) เมื่อเวลาเหลือน้อยจึงต้องเลือกเดินทางโดยรถไฟที่จำเป็นต้องต่อรถไฟถึง 4 ขบวนกว่าจะถึงกรุงปารีส ซึ่งมีเรื่องราวที่ตื่นเต้นไม่แพ้การเดินทางด้วยการปั่นจักรยานเลย

 

 


การนำจักรยานขึ้นรถไฟในประเทศกลุ่มเชงเก้นแม้จะคล้ายกันแต่ราคาต่อระยะทางค่อนข้างต่าง อีกทั้งความยากง่ายก็ยังต่างกันในแต่ละประเทศหรือแม้แต่ในแต่ละขบวนรถไฟในประเทศเดียวกัน เช่น เราต้องรู้เวลารถไฟว่ามาเมื่อไร และจะจอดชานชาลาไหน รางที่เท่าไร เราต้องรีบนำจักรยานลอดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อขึ้นไปรอรถไฟในรางที่กำหนดไว้โดยที่เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยจนกว่าจะถึงเวลาที่ทางสถานีแจ้ง ซึ่งก็ล่วงหน้าเพียงไม่นานเพราะรถไฟในยุโรปตรงเวลามากๆ และเรามีโอกาสเปลี่ยนขบวนด้วยเวลาที่มากบ้างน้อยบ้าง ที่บีบเวลามากๆ คือการเปลี่ยนขบวนในช่วงเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น


ตอนขึ้นขบวนรถไฟสิ่งที่เราต้องดูคือสัญลักษณ์ตู้ที่มีรูปจักรยาน ซึ่งเราต้องนำรถจักรยานไปไว้ที่ตู้นั้นเท่านั้น แล้วจะแขวนหรือจะเรียงจักรยานไว้ให้เป็นระเบียบ สำหรับจักรยานชาวบ้านทั่วไปมักไม่มีปัญหา แต่จักรยานทัวร์ริ่งบรรทุกหนักเช่นเราบางครั้งต้องถอดกระเป๋าจักรยานทั้งหมดออก เพื่อแขวนจักรยานให้ถูกต้อง เพราะบางขบวนมีจักรยานแขวนอยู่ก่อนเราแล้วหลายคัน และหากรถไฟบางขบวนไม่มีตู้สำหรับจักรยานเราก็ไม่สามารถโดยสารได้

 

 


ตอนลงจากรถไฟในแต่ละขบวนต้องรู้ก่อนว่าประตูเปิดด้านไหนซ้ายหรือขวา และเราต้องรีบมุดลงใต้ดินไปชานชาลาที่เท่าไร หลายช่วงในฝรั่งเศสการต่อขบวนรถไฟเรามีเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ในการนำจักรยานลงประกอบกระเป๋าจักรยานแล้วจูงไปยังเป้าหมายนั้นต้องรวดเร็ว ฉะนั้นเราจึงต้องวางแผนในการนำจักรยานลงให้เร็วที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เช่นยืนคนแรกที่ประตู เมื่อรถไฟจอดคนหนึ่งต้องรีบลงไปรับรถจักรยานและสัมภาระ อีกคนคอยส่งแล้วรีบหาทางลงจูงจักรยานลงใต้ดินอย่างรวดเร็ว มองหาตัวอักษรหรือเลขที่บอกชานชาลาอย่างรวดเร็วและต้องไม่ผิดพลาดเลย ไม่เช่นนั้นการตกขบวนรถไฟจะต้องเสียเวลา หรือถึงขนาดที่ต้องรออีกหนึ่งวัน


ถ้าเป็นประเทศเยอรมนี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ทุกสถานีมีทั้งมีลิฟต์และทางลาด แต่ในประเทศฝรั่งเศสบางสถานีไม่มีลิฟต์และไม่มีทางลาด เราจึงต้องจูงจักรยานหนักมากๆ ขึ้นลงบันไดซึ่งต้องใช้กำลังทั้งสองคนช่วยกันทั้งจูงทั้งเข็นไปทีละคัน เสร็จหนึ่งคันก็ต้องรีบวิ่งลงบันไดเพื่อมาช่วยกันจูงฝ่าขั้นบันไดที่รถจักรยานก็หนักบันไดก็ชันมาก แถมยังต้องฝ่าคนที่รีบเดินสวนลงมา และเราต้องไปให้ถูกทางด้วยเวลาเพียงไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งมันเหนื่อยและระทึกใจมากถึงมากที่สุด

 

 


เมื่อถึงปารีสเราเหมือนเดินทางถึงบ้านพักที่แสนสบาย เพราะเรามีเพื่อนที่ทำงานอยู่ในกรุงปารีสนานแล้ว เพื่อนจึงช่วยจองโรงแรมและพาเที่ยว ทีนี้จึงไม่มีปัญหามากนัก ช่วงที่เดินทางมาถึงเป็นช่วงฟุตบอลโลกเราจึงมีโอกาสอยู่ชมบรรยากาศกองเชียร์ทีมฝรั่งเศสซึ่งทุกคนคลั่งไคล้ฟุตบอลมากจริงๆ วันที่ทีมฝรั่งเศสเข้ารอบสองก่อนจะได้แชมป์ต้องมีตำรวจปราบจลาจลอยู่เต็มไปหมดตามจุดใหญ่ๆ ของเมืองอย่างประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de Triomphe)
เราเที่ยวพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musee du Louvre) ซึ่งสำหรับผมมาที่นี่เป็นครั้งที่สอง แต่อยากให้ภรรยาได้เห็นความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ เราเที่ยวกันแทบทุกไฮไลท์ในกรุงปารีส เช่น มหาวิหารน็อทร์-ดาม (Notre-Dame Cathedral) หอไอเฟล (Eiffel Tower) ย่านเลอ มาเร่ส์ (Le Marais) มหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacred Heart Basilica) ย่านมงมาร์ต (Montmartre) ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de Triomphe) ถนนช็องเซลีเซ (Champs-Elysees) และอนุสรณ์เจ้าหญิงไดอาน่า ซึ่งเป็นจุดที่พระองค์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ก่อนสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

 

 


จากที่ผมพักในย่านชาวเอเซีย ในความรู้สึกมองว่าประเทศฝรั่งเศสมีคนหลากเชื้อชาติมากมายหากเทียบกับกลุ่มประเทศยุโรปอย่างเยอรมนี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนในด้านความเป็นระเบียบต่างๆ แล้วฝรั่งเศสยังขาดวินัยอยู่พอควร เช่น วินัยการจราจร การข้ามทางม้าลาย การให้ทางและความสะอาด รวมถึงความรู้สึกในด้านความปลอดภัยก็ดูจะน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรปมาก บางแห่งหากเป็นช่วงกลางคืนชาวฝรั่งเศสเองยังไม่กล้าเดินคนเดียว แต่ต้องยอมรับว่ามีส่วนที่ชอบในความหลากหลายอยู่เช่นกัน อย่างเช่นเรื่องอาหาร ราคาสินค้าบางชนิดที่ไม่แพงจนเกินไป สถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ ศิลปะที่สวยงามและทรงคุณค่าที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ในจุดนี้ขอชื่นชมเพราะมีมากมายสาธยายไม่ไหวจริงๆ


ผมพักในฝรั่งเศสอยู่ 8 วันและเดินทางกลับท่าอากาศยานปารีส-ชาร์ล เดอ โกล (Paris-Charles de Gaulle Airport) ในวันที่ 12 สิงหาคม 2018 ต่อเครื่องที่สนามบินโดฮา Hamad International Airport ประเทศการ์ต้า ก่อนถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 9.00 น.ของวันที่ 13 สิงหาคม 2018 โดยมีเพื่อนมารับที่สนามบิน

 

 


ขอสรุปสั้นๆ สำหรับการเดินทางด้วยจักรยานในยุโรปว่า แม้จะมีเส้นทางจักรยานโดยเฉพาะและเป็นการเดินทางที่มีความปลอดภัยบนท้องถนนสูง แต่อุปสรรคก็คือทวีปนี้ไม่ว่าเราจะไปประเทศใด เมืองใด ล้วนเต็มไปด้วยภูเขาสูงบ้าง สลับเนินเขาบ้าง เส้นทางที่สร้างเพื่อใช้ปั่นจักรยานจึงมักวกวน เป็นเส้นทางเลียบตามแม่น้ำสำคัญหรือไม่ก็อ้อมผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ตามเมืองต่างๆ ข้อดีคือได้เห็นและพบความเป็นชนบทที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่คนอื่นอาจไม่มีโอกาสได้เข้าถึง แต่ก็ต้องแลกกับเวลาที่เราสูญเสียไป ฉะนั้นจึงย้ำให้เผื่อเวลาและระยะทางที่เหลืออยู่ให้มากหน่อยครับ

บอกตรงๆ ว่า ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ เมื่อกลับมาเมืองไทย ก็คิดเสมอว่า ประเทศไทยสวยงาม และ น่าอยู่ ไม่แพ้ที่ใดในโลก เสมือน ชุดประจำชาติของไทย ที่งามสง่า ไม่แพ้ชาติใดเช่นกัน

31 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 70 ครั้ง