ดูบทความSwitzerland แดนในฝัน

Switzerland แดนในฝัน

หมวดหมู่: HOT REVIEW

Switzerland แดนในฝัน

เรื่องโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต
ภาพโดย : กองบรรณาธิการ

 

มีทริปล่าสุดของการท่องเที่ยวยุโรปภายใต้การนำของ “Connect Holiday” ที่อยากมาเล่าสู่กันฟังเนื่องจากเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้เดินทางไปยัง “สวิตเซอร์แลนด์” (Switzerland) ประเทศในฝันของคนไทยจำนวนมากที่เรามั่นใจมากด้วยว่าคุณผู้อ่านต้องเป็นหนึ่งในนั้น เพราะซึมซับความสวยงามของทัศนียภาพ ภูเขา ทุ่งหญ้า ในสวิตเซอร์แลนด์มาโดยตลอดผ่านภาพถ่ายบ้าง ภาพยนตร์บ้าง รายการโทรทัศน์บ้าง จนทำให้เกิดภาพจำและตั้งอกตั้งใจว่าวันหนึ่งจะไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองให้ได้

และก็ใช่จะมีแค่ธรรมชาติ แต่สวิตเซอร์แลนด์ยังมีบ้านเมืองที่สวยงาม ประเทศก้าวสู่ความเจริญทั้งด้านการพัฒนาบ้านเมืองไปจนถึงด้านวินัยและจิตสำนึกของชาวเมืองที่มีผลทำให้บ้านเมืองสะอาดสะอ้านมีระเบียบ หากได้เที่ยวย่านใจกลางเมืองเราก็จะได้พบกับอาคารเก่าๆ ปะปนอยู่กับอาคารใหม่ๆ ทันสมัย นอกจากนี้สวิตเซอร์แลนด์ยังมีชื่อเสียงอีกด้านหนึ่งในการเป็นแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังระดับโลกด้วย

 

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สมาพันธรัฐสวิส” (Swiss Confederation) ปกครองประชากรของตัวเองอยู่บนพื้นที่ตอนกลางของทวีปยุโรป อาณาเขตประเทศถูกโอบล้อมด้วยทิวเขาและที่ราบสูง รวมถึงอยู่ในพื้นที่แถบเทือกเขาแอลป์ด้วย มีธารน้ำแข็งที่สวยงาม มีทะเลสาบประมาณ 1,500 แห่ง มียอดเขาสูงมากมายและพบว่ายอดเขาที่สูงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีชื่อว่า “ยอดเขาดูฟูร์” (Dufourspitze) นั้นสูงถึง 4,634 เมตร
สวิตเซอร์แลนด์ปกครองประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและผู้นำรัฐบาลมี “กรุงเบิร์น” (Burn) เป็นเมืองหลวงปัจจุบัน ทางทิศเหนือของประเทศติดกับฝรั่งเศสและเยอรมนี ทิศใต้ติดกับอิตาลี ทิศตะวันตกยังคงติดกับฝรั่งเศส ส่วนทิศตะวันออกนั้นติดกับประเทศอิตาลี ออสเตรียและลิกเตนสไตน์ ประชากรชาวสวิสมีประมาณ 8,500,000 คนที่รวมไปด้วยชาวสวิส ชาวเยอรมัน ชาวฝรั่งเศสและชาวอิตาลี ในจำนวนทั้งหมดของประชากรนั้น 38 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก อีก 26 เปอร์เซ็นต์นิกายสวิสคริสตจักรปฏิรูป ที่เหลือนอกจากนี้เป็นนิกายออร์โธดอกซ์ มุสลิมและอื่นๆ ส่วนการใช้ภาษาจะมีภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาโรมานซ์ และภาษาอิตาเลียนเป็นภาษาราชการ แต่ก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างแพร่หลาย

 

Travel Tips
สวิตเซอร์แลนด์ใช้สกุลเงิน “ฟรังก์สวิส” (CHF) มูลค่า 1 ฟรังก์สวิสประมาณ 30 กว่าบาทไทย จะเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์แนะนำให้แลกเงินฟรังก์สวิสเตรียมไปให้พร้อม เพราะร้านค้าส่วนใหญ่จะรับเฉพาะเงินฟรังก์สวิส ถึงจะมีบางร้านรับเงินยูโรแต่ก็จะทอนกลับมาให้เป็นฟรังก์สวิสอยู่ดี ส่วนร้านค้าชั้นนำขนาดใหญ่ทั่วไปสามารถรับบัตรเครดิตเป็นปกติ

 

 


ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นต้นมาสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยได้ให้สิทธิ์ “TLS contact” ในการเป็นศูนย์กลางรับเอกสารยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศสวิตเซอร์แลนด์สำหรับคนไทยเพื่อดำเนินการส่งต่อยังสถานเอกอัครราชทูตฯ สามารถจองคิวนัดหมายล่วงหน้าออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://ch.tlscontact.com/th/BKK/ และเพื่อลงทะเบียนกรอกแบบฟอร์มให้ข้อมูลส่วนตัวของเราก่อนเลือกวันเวลาที่จะเข้าไปดำเนินเรื่องยื่นขอวีซ่าพร้อมเอกสารดังต่อไปนี้
1. หนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตทั้งฉบับเก่าและปัจจุบัน
2. แบบฟอร์มยื่นขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
3. รูปถ่ายสี่สีพื้นหลังขาวขนาด 3.5x4.5 เซนติเมตร จำนวน 2 รูปและถ่ายไว้ไม่เกิน 3 เดือน
4. หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษที่ระบุตำแหน่ง เงินเดือน และวันเดือนปีที่เริ่มเข้าทำงาน
5. หลักฐานการเงินจากธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
6. สำเนาเอกสารเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
7. เอกสารการจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมที่พัก และโปรแกรมการท่องเที่ยวคร่าวๆ ระบุวันเดินทางไปและกลับ
8. ประกันสุขภาพการเดินทางและอุบัติเหตุ มูลค่าประกันอย่างต่ำ 30,000 ยูโร หรือ 1,500,000 บาท
9. ค่าธรรมเนียมรวมคนละ 3,513 บาท
นำเอกสารยื่นต่อศูนย์ TLS contact ที่ 12/1 สาทรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้นที่ 12 ถนนสาทรใต้ 175 แขวง ทุ่งมหาเมฆ เขต สาทร กรุงเทพฯ 10120 โดยช่วงเวลาเปิดทำการคือวันจันทร์ถึงวันพฤหัสตั้งแต่ 7.45-16.30 น. และวันศุกร์ตั้งแต่ 7.45-13.00 น. ส่วนวันและเวลาในการยื่นและขอรับวีซ่าจะตรงกันทั้งวันจันทร์ถึงศุกร์คือตั้งแต่ 9.00-11.30 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลและรายละเอียดอื่นๆ ได้ที่โทรศัพท์ 0 2696 3899

 

 


ส่วนเรื่องสภาพอากาศนั้น ฤดูกาลในสวิตเซอร์แลนด์จะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือฤดูร้อนเริ่มในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม อุณหภูมิช่วงกลางวันเฉลี่ยประมาณ 18-28 องศาเซลเซียส และกลางคืนประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส อาจมีแดดแรงหรือฝนตกให้ได้เจอบ้าง ฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน อุณหภูมิอยู่ในช่วงประมาณ 7-13 องศาเซลเซียสช่วงนี้ใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม แต่ก็อาจมีฝนตกชุกขึ้น ส่วนฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์จะมีอากาศหนาวจัด หิมะตกหนัก และถือเป็นไฮไลท์การท่องเที่ยวของสวิตเซอร์แลนด์ มีอุณหภูมิประมาณลบ 3-6 องศาเซลเซียสและมีช่วงกลางวันสั้นประมาณ 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น จนเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมอุณหภูมิจะสูงขึ้นไปอยู่ในช่วงไล่เลี่ยกับฤดูใบไม้ร่วง


จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ครั้งนี้เรามุ่งหน้าสู่เมืองยอดนิยมตั้งแต่ “โลซานน์” (Lausanne) “ซูริค” (Zurich) “ลูเซิร์น” (Lucerne) “เซอร์แมท” (Zermatt) “เบิร์น” (Bern) “โกลเดอปิยง” (Col De Pillon) และ “มองเทรอซ์” (Montreux) แวะชมสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ที่มีอยู่ในเมืองนั้นๆ ภายใต้บรรยากาศดีๆ ชวนประทับใจมากมายในประเทศที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกที่มีชื่อว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้

 

 


  Lausanne  


เราเดินทางจากเมืองไทยไปยังสวิตเซอร์แลนด์ด้วยเครื่องบินจากสายการบิน Emirates Airline และเริ่มต้นท่องเที่ยวกันที่ “โลซานน์” (Lausanne) เมืองสำคัญที่ชาวไทยยกให้เป็นเหมือนเมืองแห่งความทรงจำจากการเป็นเมืองที่ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์พร้อมกับสมาชิกแห่งราชสกุลมหิดล ถือเป็นคุณค่าทางใจที่ทำให้ชาวไทยต้องการมาเยือนโลซานน์สักครั้งในชีวิต


Travel Tips
สวิตเซอร์แลนด์กำหนดให้วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันชาติ และถึงวันครบรอบ 700 ปีของประเทศเมื่อปี 1991 ซึ่งได้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

 


  Thai Pavilion  

โลซานน์เป็นเมืองหลวงของแคว้นโว (Vaud) ถือเป็นเมืองสวย มีทะเลสาบใหญ่ มีธรรมชาติแวดล้อมที่ชมกันได้แบบไม่มีเบื่อ การเที่ยวโลซานน์จะสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวได้อย่างมากมาย และบนถนนเลียบทะเลสาบเจนีวาไปทางเขตอูชชี (Ouchy) เราจะเห็นสิ่งก่อสร้างที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลาง “สวนสาธารณะเดอน็องตู” (Denantou) ซึ่งก็คือ “ศาลาไทย” (Thai Pavilion) ศาลาทรงไทยสีทองที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของโลซานน์ และเป็นเหมือนสัญลักษณ์แสดงออกถึงความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยเพราะสร้างขึ้นในปี 2006 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ที่มีต่อกันมายาวนานกว่า 75 ปีอีกด้วย


ศาลาไทยหลังนี้มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 6 เมตร และสูง 16 เมตร สร้างด้วยไม้สักบนฐานหินแกรนิต ใช้ช่างฝีมือชาวไทยร่วมสร้าง 13 คน ภายในประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อให้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวได้เข้าถวายความเคารพแด่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก การมาเยือนโลซานน์จึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดให้ละเลยการมาชมศาลาไทยแห่งนี้

 

 


  The  Olympic Museum  

ด้วยเหตุผลที่ว่าสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International Olympic Committee) ตั้งอยู่ในเมืองโลซานน์ จึงเป็นที่มาในการก่อสร้าง “พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก” (The Olympic Museum) ขึ้นในโลซานน์ด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1993 และได้รับการยกย่องให้เป็นพิพิธภัณฑ์ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของยุโรป หลังจากเที่ยวชมศาลาไทยแล้วที่หมายถัดมาก็มักจะเป็นพิพิธภัณฑ์โอลิมปิกเพราะตั้งอยู่ใกล้กันนิดเดียว


พิพิธภัณฑ์โอลิมปิกสร้างเป็นอาคาร 3 ชั้นเพื่อจัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับกีฬาโอลิมปิก บริเวณชั้น 1 เป็นพื้นที่ของการทดสอบสมรรถภาพด้วยเกมสนุกๆ ด้านหนึ่งมีร้านสินค้าที่ระลึกจากกีฬาโอลิมปิกที่น่าซื้อน่าเก็บเกือบทุกชิ้น ชั้น 2 เต็มไปด้วยเครื่องกีฬาและจัดแสดงเกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิกประเภทต่างๆ โดยเฉพาะกีฬาพาราลิมปิกและกีฬาโอลิมปิกเยาวชน และชั้น 3 จัดแสดงประวัติความเป็นมาของกีฬาโอลิมปิกตั้งแต่จัดการแข่งขันครั้งแรกที่ประเทศกรีซเมื่อก่อนคริสตกาล มาจนถึงการแข่งขันโอลิมปิกในยุคปัจจุบัน จึงมีคบเพลิงสวยๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของกีฬาโอลิมปิกในแต่ละปีให้ได้ชมกันด้วย

 

 


  Zurich  

เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์คือ “ซูริค” (Zurich) เป็นเมืองหลวงของ “รัฐซูริค” (Kanton Zurich) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ส่วนซูริคนั้นเป็นเมืองที่มีประชากรมากถึงประมาณ 400,000 คน เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและเมืองศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก ความมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของซูริคเป็นที่จำจดทั้งความเป็นเมืองทันสมัย แหล่งช้อปปิ้งและธรรมชาติสวยๆ ของเทือกเขาและทะเลสาบ โดยเฉพาะ “ทะเลสาบซูริค” (Lake Zurich) ที่ถือเป็นสุดยอดแห่งความสวยงามหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ โดยรวมแล้วซูริคจึงมาแบบครบเครื่อง และยังได้รับรางวัลเมืองที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกในปี 2006-2008

 

Travel Tips
เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์อันดับ 1 ต้องยกให้เจนีวา ส่วนซูริคนั้นมาเป็นอันดับ 2

 

 


  Downtown Zurich  

อาคารบ้านเรือนย่านใจกลางเมืองของซูริคสวยงามไม่แพ้พื้นที่ธรรมชาติรอบนอก มี “ย่านดาวน์ทาวน์” (Downtown Zurich) เป็นศูนย์รวมทุกอย่างของเมือง แม้จะเห็นว่ามีผู้คนพลุกพล่านแต่ก็ไม่แออัด ยังคงน่าเดินเที่ยวท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีรถยนต์แล่นไปพร้อมๆ รถราง โดยเฉพาะถนนบานโฮฟซตราสเซอ (Bahnhofstrasse) ที่เป็นถนนสายช้อปปิ้งประจำเมือง เน้นห้างสรรพสินค้าหรูแบรนด์เนมระดับโลก ตลอดความยาวของถนนกว่า 1 กิโลเมตรจึงมีแต่ร้านค้าหรูหราพอๆ กับร้านอาหารอีกมากมาย


เมื่อมาถึงย่านดาวน์ทาวน์เราจะได้พบกับ “จัตุรัสปาราเดพลาทซ์” (Paradeplatz) พื้นที่เก่าแก่ของเมืองที่มีมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 และเคยใช้เป็นจุดนัดพบประจำเมืองของกลุ่มผู้ค้าสัตว์ทำนองว่าเป็นตลาดค้าสัตว์นั่นเอง ปัจจุบันสภาพเหล่านั้นไม่มีให้เห็นแล้ว มีเพียงอาคารเก่าปะปนอยู่กับอาคารใหม่ที่สร้างขื้นให้เป็นอาคารธนาคารและอาคารธุรกิจต่างๆ รวมถึงยังเป็นชุมทางรถรางประจำเมืองอีกด้วย

 

 


  St.Peter Church  

ในบรรดาโบสถ์เก่าหลายแห่งในซูริค “โบสถ์เซนต์ปีเตอร์” (St. Peter Church) เป็นโบสถ์แห่งหนึ่งที่น่าสนใจ และยังตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าที่เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของเมือง โบสถ์หลังนี้แม้จะได้รับการบูรณะต่อเติมขึ้นใหม่ในหลายส่วน แต่ยังคงโครงสร้างเดิมแบบยุคกลางที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1534 ไว้ไม่เปลี่ยนจนได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในซูริค ส่วนการบูรณะต่อเติมที่ว่านั้นเกิดขึ้นในปี 1705 จนถึงปี 1716 และยังเลือกใช้ศิลปะแบบบารอกโดยมีหอนาฬิกาขนาดใหญ่เพิ่มเข้ามาด้วย


ส่วนของหอนาฬิกาสร้างขึ้นในปี 1534 มีรูปทรงของหลังคาที่แหลมสูงและสวยงาม หน้าปัดนาฬิกายิ่งสวยงามและมีขนาดใหญ่ถึง 8.7 เมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นหน้าปัดนาฬิกาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ใต้หน้าปัดนาฬิกามีตุ๊กตาหญิงชายหมุนวนเต้นรำไปมาเป็นสีสันเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้ตลอดทั้งวัน

 

 


  Lucerne  

มาเที่ยวเมืองเล็กๆ กันบ้าง แต่ “ลูเซิร์น” (Lucerne) ก็ถือว่าเป็นเมืองเล็กที่ความน่าสนใจไม่ได้เล็กตามตัว ความสวยงามของลูเซิร์นเอนเอียงไปในแนวธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ มี “ทะเลสาบลูเซิร์น” (Lake Lucerne) มีแนวเทือกเขาแอลป์เรียงตัวสลับเป็นทิวสวยงามในทุกฤดูกาล ป่าไม้หนาแน่นและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ยังมีมากมายตามแนวเชิงเขา ในขณะเดียวกันหากเดินหน้าเข้าสู่ย่านใจกลาง
เมืองลูเซิร์นก็จะได้พบเขตพื้นที่อนุรักษ์เมืองเก่าที่ได้รับการดูแลอย่างดีเช่นเดียวกับเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นใหม่อย่างทันสมัย


ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังลูเซิร์นเพื่อสัมผัสบรรยากาศดีๆ ของเมืองสวยที่แสนโรแมนติก สถาปัตยกรรมเก่าแก่และสิ่งก่อสร้างทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มีมากมายให้เลือกชม ยิ่งถ้าเลือกเดินเท้าชมเมืองด้วยแล้วรับรองว่าเพลินจนลืมเหนื่อย นอกจากนี้ยังมีแหล่งช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมไว้รอละลายทรัพย์นักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา

 

 


  Chapel Bridge  

ย่านเมืองเก่าลูเซิร์นมี “สะพานไม้ชาเปล” (Chapel Bridge) สะพานที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 600 ปีและมองยังไงก็ไม่เหมือนสะพานทั่วไป เพราะด้วยรูปทรงแล้วมองดูคล้ายอาคารกลางน้ำเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามสะพานไม้ชาเปลก็คือสะพานจริงๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งแม่นํ้ารอยซ์ (Reuss River) และยังเชื่อมต่อไปถึงหอคอยแปดเหลี่ยมริมน้ำได้ด้วย


สะพานไม้ชาเปลสร้างขึ้นในปี 1333 แต่ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ทดแทนสะพานเดิมที่เคยถูกไฟไหม้เสียหายไปมาก ปัจจุบันสะพานไม้ชาเปลมีความยาว 204 เมตร ตลอดตัวสะพานจะคลุมด้วยหลังคาจั่วแบบโบราณ และภายในจะออกแบบให้เป็นสถานที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของสวิตเซอร์แลนด์และลูเซิร์นโดยบอกเล่าผ่านภาพเก่าอายุเกิน 400 ปี

 

 


  Lion Monument  

ในปี 1819 “เบอร์เทล ธอร์วอลด์เซน” (Bertel Thorvaldsen) สรรค์สร้างและออกแบบ “อนุสาวรีย์สิงโต” (Lion Monument) ที่มีหน้าตาโศกเศร้าเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์สำคัญแทนการระลึกถึงและเป็นเกียรติแก่เหล่าทหารหาญชาวสวิสที่เป็นชาวลูเซิร์นมากกว่า 700 คน และเสียชีวิตในฝรั่งเศสเมื่อครั้งเกิดสงครามปฏิวัติยุค “พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส” (Louis XVI de France) ซึ่งก็ได้ออกมาเป็นประติมากรรมสิงโตที่สวยงามมากแม้ใบหน้าจะแสดงออกถึงความโศกเศร้าก็ตาม

สิงโตตัวนี้ใช้เวลาในการสลักเนื้อหินอยู่นานประมาณ 2 ปี สังเกตให้ดีจะพบว่ามีหอกปักติดอยู่บนหลังสิงโตด้วย เป็นสถานที่หนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวแวะมายืนชมกันมากมาย ถือเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งในลูเซิร์นและเป็นมุมท่องเที่ยวยอดนิยมที่อันดับต้นๆ ของลูเซิร์นที่ไม่เคยเว้นว่างจากนักท่องเที่ยวเลยแม้แต่วันเดียว

 

 


  Zermatt  

ไปต่อกันที่เมืองเล็กๆ ในหุบเขาทางตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีชื่อว่า “เซอร์แมทท์” (Zermatt) และก็เป็นที่ตั้งของ “ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น” (Matterhorn) ซึ่งถูกยกย่องให้เป็น “ยอดมงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์” ส่วนเมืองเซอร์แมทท์ทุกวันนี้ประชากรที่มีอยู่ประมาณ 5,000 กว่าคนส่วนหนึ่งก็หันมาประกอบอาชีพให้คล้องไปกับสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากด้วยการเปิดโรงแรมบ้าง ที่พักบ้าง ไปจนถึงร้านค้าและร้านอาหารอีกมากมายเพื่อตอบรับความนิยมด้านการท่องเที่ยวนี้

ในตัวเมืองเซอร์แมทท์มีอาคารสถาปัตยกรรมสวยๆ ให้เดินชม หรือหากจะปล่อยเวลา 2-3 ชั่วโมงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม และยังหายคิดถึงบ้านเพราะในย่านนี้มีร้านอาหารไทยให้เราได้พักเบรกจากอาหารตะวันตกเพื่อกลับมาสัมผัสความเป็นไทยกันสักมื้อสองมื้อ ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยที่มาเที่ยวเซอร์แมทท์มักจะแวะเสมอ

 

 


  Matterhorn  

ในสวิตเซอร์แลนด์ยอดเขาที่โด่งดังและมีชื่อเสียงในด้านการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามระดับโลกก็ต้องเป็นที่นี่ “แมทเทอร์ฮอร์น” (Matterhorn) ส่วน “กอร์เนอร์แกรท” (Gornergrat) ก็น่าจะรองลงมาหน่อย แต่ก็ได้รับความนิยมเช่นกันเพราะหากจะชมวิวแมทเทอร์ฮอร์นให้สวยงามและหามุมถ่ายภาพให้ได้ดังใจก็ต้องขึ้นไปยืนบนยอดกอร์เนอร์แกรท ซึ่งจะเป็นจุดที่สามารถมองเห็นแมทเทอร์ฮอร์นได้ชัดเจน หรือหากต้องการไปถึงยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นก็ต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปยังพื้นที่สูง 3,883 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งถือเป็นจุดจอดเคเบิ้ลคาร์ที่สูงที่สุดในยุโรป

แมทเทอร์ฮอร์นเป็นยอดเขาที่มีชื่อเสียงก็เพราะความสวยงามของรูปทรงพีระมิดได้สัดส่วน มีปลายยอดเขาโค้งงอนคล้ายเขาสัตว์ เราจะได้เห็นหิมะขาวปกคลุมยอดเขาตัดกับสีฟ้าสดใสของท้องฟ้าที่เป็นฉากหลัง ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 4,478 เมตร สูงในระดับที่ท้าทายให้นักปีนเขาเดินทางมาร่วมบันทึกประสบการณ์และสร้างสถิติให้ตัวเองอยู่เรื่อยๆ มีผู้กล้าปีนยอดแมทเทอร์ฮอร์นถึงปีละประมาณ 2,000 คน แต่ก็ต้องเอาชีวิตมาทิ้งเพราะพลาดตกเขาเฉลี่ยปีละประมาณ 15 คนจากความสูงชันและลื่นจากหิมะที่ปกคลุมอยู่บนยอดเขา

 

 


  Jungfraujoch  

 

Travel Tips

ระบบการคมนาคมทางรถไฟของสวิตเซอร์แลนด์เข้าขั้นยอดเยี่ยมจนสหพันธ์ทางรถไฟสากลถึงกับประกาศในปี 2014 ว่าตลอดปี 2013 สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีประชากรโดยสารรถไฟมากที่สุดในโลก และชาวสวิสก็ใช้บริการรถไฟในบ้านตัวเองด้วยระยะทางเฉลี่ยคนละ 2,307 กิโลเมตร

 

มีแมทเทอร์ฮอร์นที่ว่าสวยงามแล้วเซอร์แมทท์ยังมีไฮไลท์การท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งที่ทำให้เราต้องขึ้นที่สูงกันอีกครั้ง นั่นคือ “ยอดเขาจุเฟรา” (Jungfraujoch) พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าอยู่ในจุดที่สูงที่สุดในยุโรปจนได้ฉายาว่าเป็น “Top of Europe” และเส้นทางสู่จุงเฟรานั้นจะมีรถไฟนำไปจนถึง “สถานีรถไฟจุงเฟรา” ที่ตกแต่ง “อุโมงค์น้ำแข็ง” (Ice Palace) ให้เป็นอีกหนึ่งสีสันในการท่องเที่ยว แล้วจึงค่อยขึ้นลิฟต์ไปถึงยอดเขา

ยอดเขาจุงเฟราอยู่ในระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 4,158 เมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของยุโรปไปในปี 2001 น่าเอ็นดูตรงที่คำว่า “จุงเฟรา” ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันนั้นหมายถึง “สาวน้อย” และที่นี่ก็สวยงามสมกับความนิยมที่มีมากมาย ส่วนนักท่องเที่ยวก็ยิ่งมีมากมายยิ่งกว่าโดยเฉพาะบนหน้าผาจุดชมวิว ทัศนียภาพโดยรอบสวยงามด้วยภาพหิมะบนยอดเขา เมื่อมาถึงที่นี่แล้วใครจะชมธรรมชาติก็ชมไป เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยนิยมมาเล่นสกีกันเสียมากกว่า และบ้างก็เลือกนั่งเฮลิคอปเตอร์หรือเล่นพารามอเตอร์ขึ้นไปชมวิวในมุมสูงเพื่อสัมผัสภาพความสวยงามของเทือกเขาหิมะในบริเวณนี้

 

 


Travel Tips

ในอุโมงค์น้ำแข็งจุงเฟราเป็นจุดที่ต้องระมัดระวังอย่างมากเพราะพื้นน้ำแข็งลื่นมาก สิ่งที่ควรเตรียมไปคือรองเท้าที่มีพื้นกันลื่นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มระหว่างเที่ยวเสียก่อน

 

 

 


  Engelberg  

การมาสวิตเซอร์แลนด์ครั้งนี้เรามีโปรแกรมขึ้นไป “ทิตลิส” (Titlis) ด้วยซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากลูเซิร์นมากนัก แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นเราต้องมาที่ “แองเกิลเบิร์ก” (Engelberg) เสียก่อนเพราะเมืองรีสอร์ทที่ชื่อแองเกลเบิร์กแห่งนี้เป็นจุดขึ้นเคเบิ้ลคาร์ลอยฟ้าขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อสัมผัสกับทิวทัศน์สวยๆ ของทิตลิสนั่นเอง และส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปทิตลิสก็จะนั่งรถไฟมาลงที่แองเกลเบิร์กเพื่อนั่งเคเบิ้ลคาร์อย่างที่ว่า

แองเกลเบิร์กเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงแต่ก็ยังถูกล้อมรอบด้วยแนวเทือกเขาแอลป์อีกชั้นหนึ่ง ด้วยความที่เป็นที่ตั้งสถานีเคเบิ้ลคาร์ทำให้แองเกลเบิร์กมักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มที่กำลังจะขึ้นไปยังทิตลิสและกลุ่มที่กลับลงมาจากทิตลิสแล้ว

 

 


  Titlis  

เคเบิ้ลคาร์ที่นำนักท่องเที่ยวขึ้นมาจากสถานีแองเกลเบิร์กนั้นก่อนจะไปถึงทิตลิสจะต้องผ่าน 3 ช่วงสถานี ซึ่งเป็น 3 ช่วงระยะตามระดับความสูง โดยที่ยอดทิตลิสมีระดับความสูงจริง 3,239 เมตร แต่จุดที่เคเบิ้ลคาร์จอดและเป็นจุดที่เราชมวิวกันนั้นสูง 3,020 เมตร และเคเบิ้ลคาร์ในแต่ละระยะก็จะไม่เหมือนกันด้วย ช่วงแรกเป็นทรงสี่เหลี่ยมจุคนได้ประมาณ 5-6 คน ใช้เวลาราว 15 นาที จุดนี้ค่อนข้างยอดนิยมสำหรับผู้ที่มาเล่นสกีเพราะมักจะหอบอุปกรณ์ขึ้นมาด้วยแล้วแวะลงจุดนี้เพื่อสไลด์สกีกลับลงไปด้านล่าง

 

 


  Bern  

จะไม่เข้าสู่เมืองหลวงเสียหน่อยก็กระไรอยู่ เราจึงเดินทางเข้าสู่ “เบิร์น” (Bern) ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีความเป็นมากว่า 800 ปีในวงล้อมของแม่นํ้าอาเร่ (Aare) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1191 และการันตีคุณค่าความเป็นเมืองเก่าด้วยการได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1983 และในปี 2010 ยังได้ถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 10 เมืองที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลก เที่ยวเมืองเบิร์นทุกวันนี้นอกจากความสวยงามในรูปแบบที่ทันสมัยของสาธารณูปโภคทั้งหลายแล้วก็ยังแอบมีกลิ่นอายในยุคศตวรรษที่ 16 ให้ได้สัมผัสกันด้วย

 

 


  Bear  Pit  

เริ่มต้นเที่ยวเมืองเบิร์นในสถานที่ที่เป็นจุดกำเนิดที่มาของชื่อเมืองหลวงแห่งนี้ ซึ่งอยู่ที่นี่ “บ่อหมีสีน้ำตาล” (Bear Pit) เพราะคำว่า “เบิร์น” ก็มาจากคำว่า “แบร์” (Bear) ที่หมายถึง “หมี” นั่นเอง ตามประวัติศาสตร์เล่าว่าในช่วงยุคกลางมีการล่าสัตว์และหมีสีน้ำตาลกลับมาจากป่า จึงนำมากักไว้ที่นี่ และก็กลายเป็นจุดอนุรักษ์หมีสีน้ำตาลต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

จุดเลี้ยงหมีที่เรียกว่าบ่อก็เพราะถูกขุดให้ลึกลงไปต่ำกว่าระดับพื้นดิน และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2009 ใครมาถึงเบิร์นก็มักจะต้องถูกชวนให้มาชมหมีเหล่านี้เสมอในทุกฤดูกาล เพราะถือเป็นทั้งสัญลักษณ์ประจำเมืองและเป็นจุดที่จะได้ชมความน่ารักและธรรมชาติของหมีสายพันธุ์นี้ได้อย่างใกล้ชิด

 

 


  Albert Einstein’s House  

ว่ากันว่า “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ชื่อก้องโลกมีบ้านอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด 5 หลัง และเป็นโชคดีของเราครั้งนี้เพราะบ้าน 1 ใน 5 หลังที่มีนั้นตั้งอยู่ในเบิร์น และเป็นที่เรียกขานกันในชื่อ “บ้านอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” (Albert Einstein’s House) ซึ่งแม้จะเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีของการพำนักอยู่ในบ้านหลังนี้ของไอส์ไตน์ แต่ก็ถือว่ามีความหลังครั้งเก่าให้จดจำเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่น่าสนใจของนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้อยู่ไม่น้อย

บ้านอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตั้งอยู่เลขที่ 49 บนถนนแครมกาซเซ่ (Kramgasse) มองเห็นเป็นอาคารหลังใหญ่ 4 ชั้นเรียงติดกัน โดยหลังหนึ่งเป็นบ้านหลังเก่าที่ไอน์สไตน์เคยอาศัยอยู่ในช่วงปี 1903-1905 และปัจจุบันถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้า รวมทั้งมุมต่างๆ ภายในบ้านที่มีการเก็บรักษาให้ยังคงสภาพเหมือนเมื่อครั้งที่ไอน์สไตน์ยังมีชีวิต ซึ่งนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถเข้าชมได้ เก็บค่าเข้าชมในราคามิตรภาพเพียงแค่ประมาณ 200 บาทเท่านั้น

 

 


  Zytglogge  

ย่านที่ตั้งของบ้านไอน์สไตน์ถือว่าอยู่ใน “เขตเมืองเก่า” (Old Town) ที่แม้จะก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ทุกวันนี้ทางการของเมืองก็ยังให้การดูแลและอนุรักษ์อย่างดีเรื่อยมา มีอาคารเก่าอีกหลายหลังให้เดินชม มีรถรางแล่นผ่านเข้ามาถึงใจกลางเมือง และมีร้านค้ามากมายเปิดจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม ของที่ระลึก ภาพวาด ของเก่า และต้องไม่ลืมนาฬิกาที่ถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อของสวิตเซอร์แลนด์ที่ใครๆ รู้จักดี

มาถึงเมืองแห่งนาฬิกาก็จะมีจุดที่ห้ามพลาดชมนั่นคือ “นาฬิกาดาราศาสตร์ซึทกลอกเกอ” (Zytglogge) ซึ่งได้รับการติดตั้งมาตั้งแต่ปี 1530 บนหน้าปัดนาฬิกามีรูปปั้นคนและสัตว์ประดับไว้โดยรอบ และทุก 1 ชั่วโมงรูปปั้นเหล่านี้จะหมุนไปตามกลไก กลายเป็นจุดสนใจให้นักท่องเที่ยวแวะชมตลอดทั้งวัน

 

Travel Tips

หากชื่นชอบนาฬิกาและมีงบประมาณเพียงพอขอให้เลือกซื้อนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ไว้ใช้งานสักเรือน ที่นี่คือแหล่งผลิตนาฬิกาคุณภาพระดับโลก และบางรุ่นมีจำหน่ายเฉพาะในสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น

 

 


Col De Pillon
  Glacier 3000  

 

แวะมาเที่ยว “โกลเดอปิยง” (Col De Pillon) เมืองที่น่าสนใจอีกแห่งโดยมี “กลาเซียร์สามพัน” (Glacier 3000) เป็นไฮไลท์ที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทางมาถึงเป็นอย่างมาก ต้องเล่าถึงเมืองโกลเดอปิยงสักนิดว่าเป็นเมืองที่มีทิวทัศน์สวยงามอลังการ ทั้งยังเป็นเมืองที่ตั้งของสถานีที่มีกระเช้าไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งสามารถจุผู้โดยสารได้มากถึง 125 คน และก็เป็นกระเช้าไฟฟ้าที่เราจะโดยสารขึ้นไปยังกลาเซียร์สามพันนั่นเอง

 

 

 

การขึ้นสู่กลาเซียร์สามพันนั้นกระเช้าไฟฟ้าจะพาเราผ่านสถานีขึ้นไป 2 จุด โดยสถานีแรกตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,000 เมตร ส่วนสถานีที่ 2 สูงขึ้นไปอีกเป็น 3,000 เมตร และจากสถานีที่ 2 จะมีรถตีนตะขาบนำนักท่องเที่ยวไปส่งจนถึงจุดหมาย มีจุดที่ตั้งร้านอาหารและจำหน่ายสินค้าที่ระลึกอยู่ด้วย จุดไฮไลท์บนกลาเซียร์สามพันคือทางเดินสลิงกว้างประมาณ 1 เมตรที่เชื่อมต่อขึ้นไปถึงปลายยอดเขา มองเห็นธงสวิสประดับอยู่บนนั้น ให้ความรู้สึกชัดเจนในใจว่า เรามาถึงกลาเซียร์สามพันแล้ว

 

 


  Montreux  

ช่วงสุดท้ายกับการท่องเที่ยวในสวิตเซอร์แลนด์เราเลือกเมืองนี้ก่อนสั่งลา “มองเทรอซ์” (Montreux) เมืองเล็กๆ บนชายฝั่งฟากตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบเจนีวาที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมากันมากมายตลอดปีเพราะสวยงามด้วยทะเลสาบและทัศนียภาพของเมืองเก่าริมน้ำ มักจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อนเพราะทะเลสาบเจนีวาจะเต็มไปด้วยชาวเมืองที่ลงเล่นน้ำบ้าง ล่องเรือชมบรรยากาศของทะเลสาบบ้าง แต่เมื่อเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวพื้นที่บริเวณนี้จะกลายเป็นสกีรีสอร์ทให้บรรยากาศความสนุกสนานที่ต่างไปอีกแบบหนึ่ง

ริมทะเลสาบเจนีวาเราจะเห็นรูปปั้นของ “เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่” (Farrokh Bulsara) อดีตนักร้องนำวงควีน ทั้งยังเป็นนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดังชาวอังกฤษที่ถือสัญชาติเปอร์เซียซึ่งมีบทบาทสำคัญในแวดวงดนตรีของโลกและเสียชีวิตไปในปี 1991 แต่ก็เป็นที่กล่าวขวัญและระลึกถึงจนสร้างรูปปั้นไว้เป็นที่ระลึกในเมืองมองเทรอซ์แห่งนี้ เพราะผลงานเพลงแต่ละชิ้นของเฟรดดี้หนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการเพลงยังเป็นที่จดจำของผู้ฟังเสมอจนถึงทุกวันนี้

 

 

Travel Tips

แม้จะไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่สวิตเซอร์แลนด์ก็ยังคงเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมและได้ชื่อว่าน่าเที่ยวมากที่สุดในโลก

 

 


  Castle of Chillon  

ด้วยความเป็นเมืองที่มีอากาศดีมาก การล่องเรือในทะเลสาบจึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมของผู้ที่เดินทางมาถึงมองเทรอซ์ และจุดขายที่โดดเด่นระหว่างเส้นทางล่องเรือก็คือการได้ชมวิวทิวทัศน์ แนวบ้านเรือน ภูเขา ป่าไม้ แต่สิ่งที่เราเชื่อว่าสุดยอดกว่าวิวระหว่างทางที่ว่านี้น่าจะเป็นรูปแบบของเรือที่นำเราล่องทะเลสาบ เพราะจะใช้เป็นเรือกลไฟชนิด 2 เครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเรือเก่าที่เคยใช้งานมาแล้วในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่นำกลับมาตกแต่งใหม่ให้ภายในสวยงามและภายนอกก็ดูคลาสสิกมาก เรือนำเที่ยวนี้สามารถจุผู้โดยสารได้เกือบๆ 600 คน

นอกเหนือจากชมธรรมชาติแล้ว เรือจะนำเราไปแวะชม “ปราสาทชิลยอง” (Castle of Chillon) ปราสาทเก่าอายุพันกว่าปีที่สร้างโดยราชวงศ์หนึ่งในยุคโรมันเรืองอำนาจ ชาวสวิสโบราณมักมองว่าปราสาทแห่งนี้เป็นตัวแทนของความเกลียดชังจากที่บุคคลในราชวงศ์ที่สร้างนี้เคยตั้งด่านขูดรีดเอารัดเอาเปรียบค่าผ่านทางนักเดินเรือและกลุ่มพ่อค้าที่ต้องแล่นเรือผ่านบริเวณนี้ แต่สุดท้ายก็ถูกชาวเมืองที่พากันลุกฮือแล้วนำตัวบุคคลเหล่านี้ไปขังไว้ในคุกใต้ปราสาท กลายเป็นเรื่องเล่าให้กันฟังเรื่อยมาถึงอดีตของปราสาทชิลยอง และเปิดห้องต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวที่แวะมาได้เข้าชมทั้งส่วนของห้องจัดเลี้ยง ห้องนอน หอสวดมนต์ รวมถึงคุกใต้ดินในตำนานด้วย

สวิตเซอร์แลนด์เป็นดินแดนในฝันของคนไทยอยู่แล้ว เพียงแต่การตัดสินใจจะเดินทางไปเที่ยวประเทศในฝันอาจต้องใช้เวลานานจากหลายอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกรงว่าจะแตะหลักแสนให้ถอดใจกันเสียก่อน แต่เพราะ Connect Holiday ทำให้เรารู้ว่า การจะสร้างประสบการณ์และความประทับใจจากการเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์และรวมทั้งประเทศอื่นๆ ในยุโรปยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยากและราคาไม่สูงเหมือนในอดีตแน่นอน กลายเป็นว่าเที่ยวยุโรปจะไม่ยากอีกต่อไป ใครจะเที่ยวยุโรปแค่เลือกเดินทางกับ Connect Holiday เส้นทางไหนๆ ก็เที่ยวได้ง่ายนิดเดียว

 

Travel Tips

สวิตเซอร์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก ฉะนั้นค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ด้วยตัวเองจึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยว่าไม่เบาแน่นอน

 

Special Thanks

Tel. 02 042 2358

Hotline : 097 921 2192-93

www.connectholiday.com

31 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 89 ครั้ง